ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 4

แผนซ้อนแผน

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“ฝ่าบาท... ดูเหมือนพระองค์จะทรงเหน็ดเหนื่อยกับการเล่นซ่อนหามานานพอแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มต่ำของ ‘อัครเสนาบดีเหวิน’ ดังสะท้อนก้องทั่วท้องพระโรงที่ว่างเปล่า ร่างสูงใหญ่ในชุดขุนนางเต็มยศยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์มังกร เขาไม่ได้คุกเข่า ไม่ได้ก้มหัว ทว่ากลับก้าวเดินวนรอบองค์ฮ่องเต้ราวกับเสือที่กำลังหยอกเย้าเหยื่อที่ไร้ทางสู้ หลี่จวินเหยาประทับนิ่งอยู่บนบัลลังก์ พระเนตรคมกริบดุจมีดโกนซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาที่ดูอ่อนล้า พระองค์ขยับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ “ท่านอัครเสนาบดีกล่าวได้ถูกต้องแล้ว” หลี่จวินเหยารับคำน้ำเสียงราบเรียบ “การซ่อนหาเป็นเรื่องของเด็กน้อย แต่สิ่งที่ข้ากำลังทำ... คือการรอเวลาให้พายุลูกใหญ่ซัดเข้าหาฝั่งต่างหาก” ซูเหม่ยหลินที่ยืนหลบมุมอยู่ในเงามืดหลังม่านปักลายมังกรพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา นางกระชับพัดในมือแน่น นัยน์ตาสีรัตติกาลจับจ้องความเคลื่อนไหวของขุนนางเฒ่าที่กำลังลำพองใจ แผนการที่นางวางไว้ไม่ได้มีไว้เพื่อกำจัดเหวินซานคนเดียว แต่เป็นการกระชากรากถอนโคนต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงอาทิตย์ของแผ่นดินนี้มานานนับปี “ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณที่ให้ข้าได้ดูแลราชกิจแทนมานาน” เหวินซานก้าวเข้าใกล้บัลลังก์มากขึ้น “แต่วันนี้ ข้าเห็นทีจะต้องขอรับ ‘ตราประทับหยก’ ไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของแผ่นดิน” หลี่จวินเหยาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบาทว่าบาดลึก “เพื่อความปลอดภัยของแผ่นดิน หรือเพื่อความสะดวกในการประกาศราชโองการปลอมกันแน่ ท่านอัครเสนาบดี?” บรรยากาศในท้องพระโรงกดดันจนแทบหยุดหายใจ เหวินซานชะงักฝีเท้า ใบหน้าที่เคยเปื้อนยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเข้มข้น “คำพูดของพระองค์วันนี้ ดูจะกล้าหาญเกินตัวไปหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ” ซูเหม่ยหลินตัดสินใจก้าวออกมาจากเงามืด เสียงฝีเท้าเบาหวิวแต่กลับดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมามอง นางเดินนิ่งสง่างามราวกับไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่กำลังมีภัยคุกคาม “ใต้เท้าเหวิน ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่า ในวังหลวงแห่งนี้ แม้แต่กำแพงยังมีหู แล้วนับประสาอะไรกับคนที่ท่านคิดว่ากุมอำนาจไว้ได้เพียงลำพัง” เหวินซานหรี่ตามองสตรีผู้นี้ “ซูเหม่ยหลิน... เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ใกล้จะหมดค่า การเสนอหน้าออกมาตอนนี้อาจทำให้เจ้าต้องจบชีวิตเร็วกว่าที่คิด” “หมากตัวนี้อาจจะหมดค่าสำหรับท่าน แต่สำหรับฝ่าบาท...” นางหยุดยืนข้างบัลลังก์ ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างพระกรรณฮ่องเต้เพียงแผ่วเบา แล้วหันกลับไปสบตาเหวินซานด้วยแววตาที่เย้ยหยัน “ข้าคือคนที่จะทำให้ท่านได้เห็นว่า อำนาจที่ท่านถือครองมาตลอดสิบปี เป็นเพียงภาพลวงตาที่ท่านสร้างขึ้นเพื่อหลอกตัวเองเท่านั้น” นางสะบัดข้อมือเพียงเล็กน้อย กองทหารรักษาการณ์วังหลวงที่ควรจะเป็นคนของเหวินซาน กลับเปลี่ยนท่าทีพร้อมเพรียงกัน พวกเขาไม่ได้หันคมดาบเข้าหาบัลลังก์ แต่กลับหมุนตัวล้อมวงขังเหวินซานไว้ตรงกลาง เหวินซานหน้าถอดสี “นี่มันเรื่องอะไรกัน! พวกเจ้าเป็นคนของข้า!” “เป็นคนของท่าน?” หลี่จวินเหยาลุกขึ้นยืนช้าๆ ทรงพระดำเนินลงจากบัลลังก์มาหยุดตรงหน้าอัครเสนาบดีผู้ทรยศ “พวกเขารับเบี้ยหวัดจากท่านก็จริง แต่คนที่ให้ลมหายใจและที่ดินทำกินแก่ครอบครัวของพวกเขา คือราชวงศ์หลี่ ท่านเชื่อใจเงินตรามากเกินไป จนลืมความจงรักภักดีที่รากลึกในใจคน” ซูเหม่ยหลินเดินวนรอบเหวินซาน ราวกับกำลังชมงานศิลปะที่กำลังแตกสลาย “ท่านรู้ไหมใต้เท้า เหตุผลที่ข้ายอมให้ท่านกดขี่ฝ่าบาทมานาน ก็เพื่อให้ท่านตายใจอย่างไรเล่า ยิ่งท่านก้าวพลาดไปมากเท่าไหร่ หลักฐานความผิดของท่านก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ในแขนเสื้อข้างซ้ายของท่าน... ข้าเกรงว่ามันจะมีหนังสือสัญญาขายชาติที่ท่านทำไว้กับแคว้นศัตรูซ่อนอยู่ใช่หรือไม่?” ใบหน้าของเหวินซานซีดเผือดราวกับศพ เขารีบกุมแขนเสื้อตัวเองแน่น แต่ซูเหม่ยหลินกลับขยิบตาให้ทหารคนหนึ่งที่พุ่งตัวเข้ามาแย่งห่อผ้าผืนเล็กออกมาได้อย่างง่ายดาย “ไม่จริง! ใครส่งเจ้ามา! นังแพศยา!” เหวินซานคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง พยายามจะพุ่งตัวเข้าหาซูเหม่ยหลิน แต่ถูกทหารนับสิบนายกดตัวลงกับพื้นอย่างรุนแรง หลี่จวินเหยาหยิบหนังสือสัญญาในห่อผ้านั้นขึ้นมาอ่าน สายพระเนตรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่าง “สิบปีที่ข้าอดทน... เพื่อรอวันที่จะได้เห็นเจ้าลงไปดิ้นพราดๆ บนพื้นดินเช่นนี้” เหวินซานแค่นหัวเราะทั้งที่ถูกกดหัวไว้ “เจ้าคิดว่าเจ้าชนะแล้วหรือ? อย่าลืมสิว่าตระกูลซูของนาง... พ่อของนาง... ก็มีส่วนร่วมในแผนการนี้ด้วย! นังผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ซื่อสัตย์กับเจ้าหรอก นางก็แค่ต้องการใช้เจ้าทำลายศัตรูของนางเอง!” ความเงียบงันปกคลุมท้องพระโรงทันที หลี่จวินเหยาหันกลับมามองซูเหม่ยหลิน สายพระเนตรที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นความระแวงที่ซ่อนเร้น นางยังคงยืนนิ่ง แววตาเรียบเฉยไร้ความกังวล ราวกับคำกล่าวอ้างของเหวินซานเป็นเพียงเสียงแมลงหวี่แมลงวัน “ฝ่าบาท...” ซูเหม่ยหลินขยับยิ้ม ทว่าไม่ใช่ยิ้มที่อ่อนหวาน หากแต่เป็นยิ้มที่ลึกลับจนยากจะคาดเดา “สิ่งที่ท่านอัครเสนาบดีกล่าวมาครึ่งหนึ่งนั้นเป็นความจริง... ข้าต้องการทำลายตระกูลซู แต่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง...” นางก้าวเข้าไปใกล้ฮ่องเต้จนแทบชิด ก่อนจะพูดประโยคที่ทำลายความเชื่อมั่นสุดท้ายของเหวินซาน “ข้าจะทำลายตระกูลซู... เพื่อถวายหัวของบิดาข้า แด่ฝ่าบาทเป็นการไถ่โทษแทนแผ่นดินที่ถูกตระกูลข้าย่ำยีมานาน... พระองค์จะทรงรับ ‘ของขวัญ’ ชิ้นนี้ไหมเพคะ?” สิ้นคำนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับร้อยกู่ร้องก้องมาจากหน้าพระลาน พร้อมกับเสียงตะโกนที่ทำเอาหลี่จวินเหยาต้องชะงัก “จับกุมผู้บงการในวังหลวงให้หมด! นี่คือราชโองการลับจากท่านอัครเสนาบดีเหวิน!” ทั้งหลี่จวินเหยาและซูเหม่ยหลินต่างหันขวับไปมองหน้ากัน แผนซ้อนแผนที่เหวินซานวางไว้ไม่ได้จบลงแค่นี้ แต่มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างโหดร้ายกว่าเดิม เพราะกองทหารที่บุกเข้ามานั้น... คือคนของตระกูลซูที่นางเพิ่งจะอ้างว่าต้องการกำจัด! หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินกับการพลิกผันของเล่ห์เหลี่ยมในบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%