เสียงกาน้ำชาเดือดพล่านส่งเสียงหวีดหวิวแหลมสูง ราวกับเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณที่กำลังถูกฉีกกระชากในขุมนรก ซูเหม่ยหลินไม่ได้ขยับตัวนางยังคงนั่งนิ่งอยู่เบื้องโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายวิจิตร ปลายนิ้วเรียวเรียบเนียนดุจหยกขาวกำถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนิลไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาหงส์คู่คมกริบทอดมองละอองไอน้ำที่ลอยคละคลุ้งจนพร่าเลือน ทว่าภายในใจกลับแจ่มชัดและเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางฤดูหนาว
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือ... ว่าเขาคือผู้เดียวที่กุมความลับทั้งหมดไว้"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นจากมุมมืดของตำหนัก หลี่จวินเหยา ฮ่องเต้หนุ่มผู้ซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้มอ่อนโยน ก้าวเท้าสลับเข้ามาอย่างเงียบเชียบราวกับพยัคฆ์ล่าเหยื่อ ฉลองพระองค์สีเข้มกลมกลืนไปกับราตรีกาล มีเพียงแววตาคู่คมที่สะท้อนประกายความเด็ดขาดและไร้ความปรานี เขาย่อตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนขอบถ้วยชาที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ราวกับจะย้ำเตือนถึงพันธสัญญาเลือดที่พวกเขาร่วมกันทำไว้
ซูเหม่ยหลินไม่ตอบคำทันที นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวระลอกสุดท้ายในอก ภาพเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนผุดวาบขึ้นมาในห้วงความคิด—คืนนั้น ฝนหבעกระหน่ำจนแทบซัดจมเรือนพักร้าง สกุลซูไล่ล่าพรากชีวิตมารดาของนางไปอย่างไร้เยื่อใย มีเพียง 'ลุงเฉิน' พ่อบ้านเฒ่าผู้ซื่อสัตย์คนนี้เท่านั้น ที่ี่ยงชีวิตเอาตัวเข้าขวาง ยอมถูกโบยจนกระดูกหลังหัก และลักลอบพาเด็กหญิงตัวสั่นเทาหนีตายออกมาจนรอดชีวิตมาได้ พระคุณนี้... หนักหน่วงดุจขุนเขาไท่ซาน
"คนเราเมื่อยืนอยู่บนจุดที่สูงขึ้น สิ่งที่เคยสำคัญย่อมต้องถูกสละทิ้งไปทีละอย่าง เพคะฝ่าหม่า" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา จนแม้แต่ตัวนางเองก็ยังนึกรังเกียจ
"รวมถึงคนที่เคยยื่นมือเข้าช่วยชีวิตเจ้าในวันที่ไร้หนทางด้วยเช่นนั้นหรือ" หลี่จวินเหยาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นไม่ได้เยาะเย้ย แต่เป็นการหยั่งเชิงและเตือนสติ "ราชบัลลังก์นี้ไม่ได้สร้างด้วยดอกไม้และหยาดน้ำตา แต่สร้างด้วยซากศพและความโหดเหี้ยม หากเจ้าลังเลแม้แต่นิดเดียว คนที่จะกลายเป็นศพรายต่อไป... อาจเป็นตัวเจ้าเอง"
ประโยคคำพูดนั้นเชือดเฉือนหัวใจยิ่งกว่าคมกระบี่ ซูเหม่ยหลินหลับตาลงช้าๆ ยอมรับความจริงอันโหดร้ายแห่งเกมการเมือง แคว้นกำลังสั่นคลอน ขุนนางกังฉินแผ่อำนาจครอบ 4 ทิศ หากลุงเฉินยังคงมีชีวิตอยู่ และความลับเรื่องที่นางแอบอ้างฐานะเข้าวังหลวงเพื่อชำระแค้นถูกเปิดเผยออกไป ไม่เพียงแต่นางที่จะต้องตายอย่างทรมาน แต่แผนการกอบกู้แผ่นดินที่นางกับหลี่จวินเหยาทุ่มเทแรงกายแรงใจร่วมมือกันมาตลอดหลายปีจะพังทลายลงในพริบตาเดียว
ไม่มีที่ว่างให้ความเมตตาในหมากกระดานนี้... มีเพียงผู้ชนะที่ยืนหยัด และผู้แพ้ที่กลายเป็นธุลีดิน
"หม่อมฉันเข้าใจเพคะ... ขอฝ่าบาทโปรดวางพระทัย หม่อมฉันจะเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง"
ณ เรือนพักรับรองท้ายจวนอัครเสนาบดี บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดกรีดร้อง ลุงเฉินนั่งรอคอยด้วยความกระวนกระวายใจ บนโต๊ะไม้มีห่อผ้าหยาบๆ วางอยู่ มันคือตั๋วเงินและจดหมายลับที่เขาใช้เก็บรวบรวมหลักฐานความผิดของตระกูลซูเพื่อมอบให้คุณหนูของตนใช้แก้แค้น เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา ชายชราเงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความหวัง ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับต้องแข็งค้าง
"คุณหนู... ในที่สุดท่านก็มา บ่าวเป็นห่วงท่านเหลือเกิน อยู่ในวังหลวงแห่งนั้น... ลำบากท่านมากหรือไม่ขอรับ"
ซูเหม่ยหลินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า แสงจากโคมไฟกระดาษสาดส่องกระทบใบหน้าที่เรียบเฉยจนไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ นางมองรอยย่นบนใบหน้าเหี่ยวย่นและดวงตาที่ฝ้าฟางด้วยความเหนื่อยล้า มือของชายชราสั่นเทาเล็กน้อยขณะยื่นห่อผ้ามาให้ นางจำได้แม่นยำ... มือคู่นี้แหละที่เคยโอบอุ้มปลอบประโลมเด็กหญิงผู้อ่อนแอในคืนที่หนาวเหน็บที่สุด
"ลุงเฉิน... ท่านเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ทั้งหมดจริงหรือเพคะ" นางเอ่ยถาม เสียงของนางแหบพร่าอย่างประหลาด
"จริงขอรับ! นี่คือหลักฐานทั้งหมดที่จะทำให้พวกมันต้องชดใช้! บ่าวรอคอยวันนี้มานานเหลือเกิน รอให้คุณหนูเติบใหญ่และทวงคืนความยุติธรรม..." ลุงเฉินกล่าวด้วยความภักดีและตื้นตันใจ โดยไม่ทันสังเกตเห็นประกายแสงวับวองในแววตาของหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ซูเหม่ยหลินก้าวเข้าไปใกล้ ช้าๆ ราวกับก้าวอยู่บนคมมีด นางเอื้อมมือไปรับห่อผ้านั้นมาถือไว้ น้ำหนักของมันช่างเบาหวิว แต่มันกลับถ่วงรั้งหัวใจของนางให้ดิ่งจมลงสู่ก้นบึ้งของความมืดมิด
"ขอบพระคุณลุงเฉินมากนะคะ... ที่ดูแลข้ามาตลอด" นางเอ่ยกระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก ทว่าดวงตากลับเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง
ลุงเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มด้วยความเอ็นดู "ท่านเคยกราบไหว้บ่าวว่าเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง บ่าวจะทอดทิ้งท่านได้อย่างไรเล่า คุณหนู รีบดื่มชาร้อนๆ เสียหน่อยเถอะ หน้าตาของท่านซีดเซียวเหลือเกิน"
ชายชรารินชาลงในจอกอย่างกระตือรือร้น ซูเหม่ยหลินก้มมองจอกชาสีอำพันที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น แต่นางรู้ดี... ว่าภายในชาหอมกรุ่นถ้วยนั้นถูกผสมด้วยยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่ออกฤทธิ์ปลิดชีพภายในพริบตา พิษชนิดเดียวกันกับที่นางแอบสั่งให้คนจัดเตรียมไว้เพื่อมิให้ลุงเฉินต้องทรมานจากการถูกทรมานในคุกหลวง
นี่คือการตัดสินใจที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของนาง... การลงมือปลิดชีพผู้มีพระคุณด้วยมือของตนเอง เพื่อปกป้องความลับและอนาคตของแผ่นดิน
มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยขณะยื่นมือไปรับจอกชามาถือไว้ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับชายชราผู้ซื่อสัตย์เป็นครั้งสุดท้าย ความเจ็บปวดรวดร้าวแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับหัวใจถูกควักออกมาขยี้จนแหลกเหลว นางอ้าปากเตรียมจะเอ่ยคำขอโทษที่ไม่มีวันได้รับการอภัย
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของนางกำลังจะแตะขอบจอกชา ประตูห้องพักก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยแรงมหาศาล!
*ปัง!*
เศษไม้กระเด็นว่อนไปทั่วห้อง ท่ามกลางสายลมราตรีที่พัดกรรโชกเข้ามา ร่างสูงโปรดปรานในชุดเกราะทหารองครักษ์โลหิตก้าวพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ดวงตาคมกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่นทำลายความเงียบงัน
"คุณหนู! อย่าดื่มนะพะยะค่ะ! ทรงหยุดมือเดี๋ยวนี้!"
ซูเหม่ยหลินชะงักกึก จอกชาในมือเกือบหล่นร่วง นางหันขวับไปมองผู้มาเยือนด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด—นั่นคือองครักษ์เงาคนสนิทของหลี่จวินเหยา ผู้ที่ควรจะยืนคุ้มกันอยู่หน้าตำหนักหลวงในยามนี้ เหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้? หรือว่า... แผนการทั้งหมดถูกซ้อนกลตั้งแต่แรกแล้ว?
ทว่า ก่อนที่นางจะได้เอ่ยปากซักถามสิ่งใด องครักษ์ผู้นั้นก็คุกเข่าลงแทบเท้า หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย และเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของซูเหม่ยหลินเย็นเฉียบจนแข็งค้าง
"องค์ฮ่องเต้... ถูกลอบปลงพระชนม์แล้วพะยะค่ะ!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 23
การตัดสินใจที่เจ็บปวด
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!