กลิ่นอายของสนิมเหล็กและควันธูปเผาศพยังคงคละคลุ้งติดปลายจมูก แม้มหาสมุทรแห่งเพลิงที่แผดเผาตำหนักบูรพาเมื่อยามค่ำคืนจะมอดดับลงเหลือเพียงเถ้าถ่านสีดำทะมึน ทว่าความร้อนระอุแห่งอำนาจที่แปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
ซูเหม่ยหลินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าหน้าต่างบานแกะสลักที่ถูกเขม่าควันจับจนดำคล้ำ ปิ่นหยกขาวสลักลายหงส์บนเรือนผมสีรัตติกาลตัดกับอาภรณ์ไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ที่นางสวมใส่เพื่อไว้อาลัยให้กับ 'หมาก' ตัวแรกที่ถูกกวาดทิ้งจากกระดาน นางไม่ได้หลั่งน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ความเจ็บแค้นในอดีตที่ตระกูลซูเคยเหยียบย่ำนางและมารดา ไม่ได้เทียบเท่ากับความจริงที่ว่า แผ่นดินต้าหลี่ในยามนี้กำลังถูกกัดกินจากภายในโดยเหล่าขุนนางกังฉินที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านมณโฑ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่าเงียบเชียบดังขึ้นเบื้องหลัง ปลายรองเท้าปักลายมังกรทองก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้าง นางไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นผู้ใด หลี่จวินเหยา ฮ่องเต้หนุ่มผู้ซ่อนคมเขี้ยวไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนโยนและท่าทีไร้พิษภัย ในยามนี้ฉลองพระองค์สีทองเข้มปักลายพยัคฆ์ทะยานเมฆาขับเน้นให้พระพักตร์คมคายฉายแววเย็นชาและเด็ดขาดจนน่าเกรงขาม
"เจ้าคิดว่า... โลหิตของอัครเสนาบดีจางที่นองเต็มท้องพระโรงเมื่อรุ่งสาง จะเพียงพอที่จะทำให้พวกสุนัขรับใช้ตระกูลหลี่หวาดกลัวได้หรือไม่, เหม่ยหลิน?"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทว่าราบเรียบราとสายน้ำนิ่งสนิทที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกราดไว้เบื้องล่าง หลี่จวินเหยาไม่ได้ทอดพระเนตรมองนาง พระเนตรคมกริบทอดมองออกไปยังลานกว้างเบื้องล่าง ที่ซึ่งทหารองครักษ์เสื้อแพรกำลังลากตัวขุนนางฝ่ายตรงข้ามออกไปประหารชีวิตตามราชโองการด่วน
เหม่ยหลินแย้มสรุปบางเบา รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เรียวปากสีชาดขยับช้าๆ อย่างระมัดระวังในทุกถ้อยคำ "ฝ่าบาททรงประเมินความโลภของมนุษย์ต่ำเกินไปเพคะ... โลหิตของอัครเสนาบดีจาง ไม่ได้ทำให้พวกมันหวาดกลัว แต่มันคือ 'กลิ่นเลือด' ที่ดึงดูดฝูงห่างป่าให้กระหายอยากจะกระชากเนื้อของฝ่าบาทมากยิ่งขึ้นต่างหาก"
นางหันกลับมาสบพระเนตรกับพระองค์อย่างไม่เกรงกลัว ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววระยับด้วยสติปัญญาและความอ่านเกมขาด นางย่างก้าวเข้าไปใกล้พระองค์อีกนิด กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่ er ชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอายอำนาจลอยวนอยู่รอบตัวคนทั้งสอง "ในเมื่อการประนีประนอมกลายเป็นความอ่อนแอที่พวกมันเหยียบย่ำ การนองเลือดจึงไม่ใช่ทางเลือก... แต่มันคือภาษาเดียวที่พวกมันเข้าใจเพคะ"
หลี่จวินเหยาสรวลในลำพระองค์เล็กน้อย เป็นเสียงสรวลที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นที่แผ่ซ่าน พระหัตถ์หนายื่นออกไปสัมผัสปิ่นหยกบนเรือนผมของนางแผ่วเบา ราวกับกำลังหยอกเย้า แต่สายพระเนตรกลับคมปลาบดุดัน "เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก ซูเหม่ยหลิน... รู้หรือไม่ว่าแผนการตลบหลังแคว้นเป่ย Shuo ที่เจ้าเสนอเมื่อคืน ทำให้ข้าต้องเดิมพันด้วยราชบัลลังก์ทั้งบัลลังก์ หากพวกมันไม่ติดกับดัก เราทั้งคู่จะกลายเป็นกบฏที่ถูกเสียบประจานกลางเมืองหลวง"
"หม่อมฉันไม่เคยเล่นการพนันที่ไม่มีทางชนะเพคะ" นางตอบรับด้วยน้ำเสียงมั่นคง ไม่หลบสายตา "ตระกูลซูและพันธมิตรของเสนาบดีจางคิดว่าพวกเขากุมอำนาจเศรษฐกิจและกองกำลังครึ่งหนึ่งของแคว้นไว้ในมือ จึงบังอาจบีบบังคับฝ่าบาทให้ทรงลงพระนามในราชโองการยกเลิกภาษีการค้าเกลือ... แต่พวกเขาหลงลืมไปว่า อำนาจที่แท้จริงไม่เคยอยู่ที่ตั๋วเงินหรือกองทัพ แต่มันอยู่ที่ 'ความจงรักภักดีที่ถูกซื้อไม่ได้' ต่างหาก"
นางก้าวถอยหลังออกครึ่งก้าวเพื่อรักษาธรรมเนียมปฏิบัติ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงจนแทบเป็นกระซิบ "หม่อมฉันได้ส่งจดหมายลับไปยังแม่ทัพเฟิงแห่งชายแดนประจิมแล้ว... ป่านนี้ กองกำลังพยัคฆ์ทมิฬคงเคลื่อนพลเข้าปิดล้อมจวนของสี่ตระกูลใหญ่เรียบร้อยแล้วเพคะ"
สิ้นคำกล่าวของนาง บรรยากาศภายในตำหนักก็พลันเย็นเยียบลงทันที หลี่จวินเหยาชะงักไปเล็กน้อย พระเนตรวาวโรจน์ด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชม ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างที่ฉายแววอำมหิตอย่างแท้จริง พระองค์หัวเราะออกมาเบาๆ "เจ้า... ช่างเป็นปีศาจตัวน้อยที่ซ่อนตัวอยู่หลังคราบโฉมสะคราญเสียจริง เหม่ยหลิน ข้าเกือบจะสงสารผู้ที่จะต้องเป็นศัตรูของเจ้าแล้ว"
"หม่อมฉันเพียงแต่ทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นก็เท่านั้นเพคะ" นางก้มศีรษะลงเล็กน้อย ซ่อนประกายตาอันลุกโชนด้วยไฟแค้นไว้ใต้แพขนตางอนงาม "ในเมื่อตระกูลซูเคยหักหลังมารดาของหม่อมฉันและปล่อยให้ตากลางกองเพลิง ความตายจึงเป็นความเมตตาเดียวที่พวกมันสมควรได้รับ"
ทว่า... ก่อนที่บทสนทนาอันเชือดเฉือนระหว่างผู้ครองแผ่นดินและหญิงสาวผู้กุมชะตากรรมเบื้องหลังบัลลังก์จะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบอยู่บนความเป็นความตายก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ขันทีประจำพระองค์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเบื้องพระบาท ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มจนแทบควบคุมไม่ได้
"ฝะ... ฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีละล่ำละลักละลอกละลานจนแทบจับใจความไม่ได้ "กองกำลังพยัคฆ์ทมิฬที่แม่ทัพเฟิงนำมา... ไม่ได้เข้าปิดล้อมจวนสี่ตระกูลใหญ่ตามแผนการ... แต่... แต่พวกเขากลับถือราชโองการลับจากไทเฮา บุกเข้ายึดท้องพระโรงและกุมตัวองค์รัชทายาทไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จวินเหยาหันขวับกลับมาทอดพระเนตรขันทีทันที พระพักตร์ที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ตึงเครียดขึ้นในเสี้ยววินาที เช่นเดียวกับซูเหม่ยหลินที่ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความตื่นตระหนกวูบผ่านนัยน์ตาคู่สวยก่อนจะถูกระงับไว้ด้วยสติปัญญาอันเฉียบคม
*ไทเฮาเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่คาดไว้... หรือว่า... นี่คือกับดักซ้อนกับดักที่แท้จริง?*
ในจังหวะที่หัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นระรัวราวกับกลองศึก เสียงกongย่ำยามสนธยาก็เริ่มดังขึ้นจากนอกกำแพงวัง พร้อมกับเงาร่างของทหารนับร้อยที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปิดล้อมตำหนักบูรพาอย่างแน่นหนา ท่ามกลางความมืดมิดที่เข้าปกคลุม ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมสีม่วงเข้มปักลายโฉมสะคราญก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูตำหนัก รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนาง พร้อมกับเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ดังแทรกสายลมหนาว
"ฮ่องเต้... ลูกรักของแม่... เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ชักใยอยู่หลังม่านจริงหรือ?"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 24
ควันหลงแห่งความตาย
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!