"กองทัพของอ๋องฉีห้าหมื่นนาย... หาใช่กองโจรป่าเถื่อนไร้หัวนอนปลายเท้าไม่เพคะ"
สำเนียงหวานใสแต่เย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูของซูเหม่ยหลินดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักอักษร ปลายเล็บเรียวที่ย้อมด้วยสีชาดอ่อนบรรจงวางแผ่นกระดาษรายงานม้าเร็วลงบนโต๊ะทรงอักษรทำจากไม้จันทน์หอม แผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นใหญ่ที่ถูกกางออกเผยให้เห็นจุดสีแดงชาดที่รุกคืบเข้ามาใกล้กำแพงเมืองหลวงเรื่อยๆ ดั่งรอยเลือดที่หยดลงบนผ้าแพรขาว
หลี่จวินเหยา ฮ่องเต้หนุ่มผู้ประทับอยู่เบื้องหลังโต๊ะทรงอักษร ไม่ได้ชายตาแลแผนที่ตรงหน้าแม้แต่น้อย ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายทอดมองสตรีผู้เป็นทั้งสหายร่วมเป็นร่วมตายและที่ปรึกษาคนสนิท รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์บางเฉียบ
"พวกมันคิดว่าเราเป็นลูกไก่ในกำมือ... คิดว่าราชสำนักในยามนี้อ่อนแอจนไร้เรี่ยวแรงจะต้านทาน" พระสุรเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ระลอกคลื่นความหวาดหวั่น ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมที่ผู้ใดได้ยินก็ต้องขนพองสเกียว "เจ้าว่าอย่างไร, เหม่ยหลิน? ม้าเร็วรายงานว่าทัพหน้าของพวกมันเหลือระยะทางอีกเพียงสามวันก็จะถึงคูเมืองด้านทิศเหนือแล้ว"
ซูเหม่ยหลินมิได้ตอบทันที นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ชายผ้าโปร่งบางสีนวลสะบัดพลิ้วตามจังหวะการเคลื่อนไหว นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของโอรสสวรรค์โดยไม่หลบเลี่ยง ในแววตาคู่คมมีความซับซ้อนระคนความแค้นฝังลึกที่ไม่อาจลบเลือน ตระกูลซูผู้ทอดทิ้งนางในยามตกอับ บัดนี้ต่างก็แปรพักตร์ไปซบตงอ๋องฉีเพื่อเอาตัวรอด
"หม่อมฉันเห็นว่า... เรามิควรออกไปตั้งรับนอกกำแพงเมืองเพคะ" เหม่ยหลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ "ตระกูลซูส่งคนสนิทมาเจรจา3รอบแล้ว พวกเขาต้องการให้พระองค์ทรงเปิดประตูเมืองยอมจำนน เพื่อแลกกับการไว้ชีวิตราชตระกูล... ช่างเป็นข้อเสนอที่น่าขันเสียจริง"
หลี่จวินเหยาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นชา "หึ... ยอมจำนน? บัลลังก์มังกรนี้บรรพบุรุษเอาเลือดเนื้อเข้าแลกมา จะให้ข้าก้มหัวให้กบฏไร้ยางอายเหล่านั้น ฝันไปเถอะ" พระองค์ทรงโน้มพระวรกายไปข้างหน้า เล็กน้อย แววตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนนุ่มที่สะท้อนแสงตะเกียง "แล้วเจ้าเล่า? หากเมืองหลวงแตก... ตระกูลซูคงไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ เหตุใดแววตาของเจ้าจึงไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิด?"
"ความหวาดกลัว? หม่อมฉันลืมความรู้สึกนั้นไปนานแล้วเพคะ..." ซูเหม่ยหลินแย้มยิ้ม ยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "คนที่ควรกลัว หาใช่หม่อมฉัน... แต่เป็นพวกมันต่างหาก ทัพของอ๋องฉีดูยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่สิ่งที่พวกมันขาดแคลนที่สุดในยามนี้ คือ 'ความเอกภาพ' เพคะ"
ฮ่องเต้หนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ดวงเนตรหรี่แคบลง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"แม่ทัพคุมกองหน้าของอ๋องฉีคือแม่ทัพเจียง ผู้กระหายโลหิตและมักใหญ่ใฝ่สูง ส่วนกุนซือข้างกายคือหลี่ซาน ผู้รอบคอบและระแวงภัย ทั้งสองคนเกลียดชังกันมานานตั้งแต่ครั้งศึกชายแดนทักษิณ หม่อมฉันได้ส่งสายลับไปหยอดน้ำมันพรายในกองไฟของพวกมันแล้วเพคะ... คืนนี้ ข่าวลือเรื่องที่อ๋องฉีทรงระแวงแม่ทัพเจียงและส่งราชโองการลับไปปลดเขา จะเดินทางไปถึงค่ายทหารกบฏพอดี"
คำพูดของนางทำให้หลี่จวินเหยาถึงกับนิ่งงูบไป ชั่วพริบตาหนึ่ง ความชื่นชมระคนความหวาดระแวงฉายชัดในพระเนตรของฮ่องเต้หนุ่ม สตรีผู้นี้... น่ากลัวยิ่งกว่ากองทัพห้าหมื่นนายเสียอีก นางไม่ได้ใช้ดาบ ไม่ได้ใช้กำลังพล แต่ใช้เพียง 'จิตวิทยา' และ 'ความโลภของมนุษย์' มาสั่นคลอนรากฐานของข้าศึกจากภายใน
"เจ้าช่าง... ร้ายกาจนัก เหม่ยหลิน" หลี่จวินเหยาตรัสกระซิบ น้ำเสียงเจือความระอาแกมขบขันเล็กน้อย "หากวันหนึ่งเจ้าหันมาเล่นงานข้า ข้ามิถูกเจ้าปอกลอกจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกหรอกหรือ?"
"ฝ่าบาททรงล้อเล่นแล้วเพคะ บัลลังก์ของพระองค์กับชีวิตของหม่อมฉัน ผูกติดอยู่บนเส้นด้ายเส้นเดียวกัน หากพระองค์ทรงพ่าย หม่อมฉันย่อมไม่รอดเช่นกัน" นางทูลตอบด้วยรอยยิ้มบางเบา ก่อนจะหมุนตัวเดินไปที่หน้าต่างบานแกะสลัก มองออกไปเบื้องนอกที่ท้องนภาเริ่มถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดของราตรีกาล
ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาในตำหนัก กลิ่นอายของสงครามลอยมาแตะจมูก แม้จะอยู่ลึกในวังหลวง แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่า 'ศึกนอก' กำลังคืบคลานเข้ามาประชิด และ 'ศึกใน' ระหว่างอำนาจของฮ่องเต้กับขุนนางกังฉินก็กำลังเดือดดาลถึงขีดสุด
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีประจำพระองค์ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ขันทีเฒ่าวิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่าลงจนตัวสั่นเทา หอบหายใจถี่กระชั้นจนแทบพูดไม่เป็นคำ
"ฝ่าบาท... ทูล... ทูลฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีละล่ำละลักละลาน "เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพ... แม่ทัพเจียงแห่งกองทัพกบฏ นำกำลังทหารม้าสามพันนายแยกตัวออกจากกองทัพหลัก มุ่งหน้ามาที่ประตูเมืองทิศใต้โดยลำพัง... พร้อมกับ... พร้อมกับ..."
หลี่จวินเหยาขมวดพระขนงเข้าหากันแน่น "พร้อมกับอะไร? พูดให้มันชัดเจน!"
ขันทีเฒ่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด "พร้อมกับ... ศีรษะของทูตเจรจาจากตระกูลซู และประกาศขอเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณยอมจำนนต่อฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!"
ซูเหม่ยหลินที่ยืนหันหลังให้อยู่ริมหน้าต่าง ชะงักกึก รอยยิ้มบนมุมปากของนางแข็งค้างในทันที ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก
แผนการของนางคือการยุยงให้พวกมันแตกคอกันเอง... แต่นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า แม่ทัพเจียงจะตัดสินใจหักหลังนายเหนือหัวอย่างรวดเร็วและเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้!
หรือว่า... เบื้องหลังการแปรพักตร์กะทันหันนี้ จะมีเงื่อนงำอื่นที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่มากกว่าที่นางประเมินไว้?
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 25
ศึกในศึกนอก
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!