ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 26

การหนีออกจากวัง

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
คราบน้ำตาบนใบหน้าของขันทีเฒ่าจางยังไม่ทันแห้งสนิท เมื่อกุญแจทองเหลืองหนักอึ้งดอกนั้นถูกหมุนพลิksด้วยมือที่สั่นเทา ประตูไม้สนบูรพาทิศที่ถูกปิดตายมานานนับปีส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู ราวกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณบรรพกษัตริย์ที่ถูกลืมเลือน ซูเหม่ยหลินกวาดสายตามองลอดผ่านความมืดของห้องใต้ดินลับ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นอายของสนิมเหล็กโชยปะทะนาสิก แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปจัดปีกหมวกผ้าแพรสีทึบของชุดขันทีชั้นผู้น้อยที่สวมทับร่างระหงให้เข้าที่ ก่อนจะหันกลับไปสบตากับบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง หลี่จวินเหยาในยามนี้มิใช่ฮ่องเต้ผู้ประทับบนบัลลังก์มังกรอันสูงส่ง หากแต่เป็นชายหนุ่มชุดดำสนิทสำหรับขี่ม้า ร่างสูงโปร่งแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความดุดันและเยือกเย็นที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนแอมาเนิ่นนาน แววตาคมกริบดั่งใบมีดซ่อนในฝักคู่นั้นทอดมองซูเหม่ยหลินด้วยความล้ำลึก "ชุดนี้... ดูไม่เลวเลยทีเดียว" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอื้อnเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เจือแววขบขันจางๆ แต่ดวงตากลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม "เพียงแต่เจ้าตัวเล็กเกินไปสำหรับอาภรณ์ของราชองครักษ์เงา ชายเสื้อลากพื้นเช่นนั้น หากวิ่งหนีคมดาบ คงสะดุดล้มหัวคะมำตั้งแต่ก้าวแรกเป็นแน่" "หม่อมฉันมิได้เตรียมตัวมาเพื่อวิ่งหนีความตายเพคะ ฝ่าบาท" ซูเหม่ยหลินตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงความเฉียบคม นางก้าวเข้าไปใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในความสลัว ปลายนิ้วเรียวเอื้อมไปช่วยจัดสายคาดเอวหนังให้เขาอย่างเบามือ "แต่เตรียมมาเพื่อพลิกแผ่นดิน... หากฝ่าบาททรงกังวลเรื่องชายเสื้อของหม่อมฉัน ไยไม่ทรงเร่งรีบก้าวออกไปจากกรงทองแห่งนี้เสียเล่า" จวินเหยาแค่นหัวเราะในลำคอ ยามที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนแผ่นอกผ่านเนื้อผ้า เขาชะงักไปชั่วลมหายใจหนึ่ง ก่อนจะคว้าจับข้อมือนางไว้มั่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มันหนักแน่นพอที่จะส่งผ่านความมุ่งมั่นระอุร้อน "เจ้ากล้าต้อนเราจนมุมถึงเพียงนี้ ซูเหม่ยหลิน... หากครั้งนี้เราพ่ายแพ้และต้องตาย ศีรษะของเจ้าจะต้องถูกเสียบประจานคู่กับเราอย่างแน่นอน" "ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันก็คงต้องภาวนาให้ฝ่าบาททรงกระบี่ให้แม่นยำขึ้น อย่าให้พลาดพลั้งจนต้องตายตกตามกันไปอย่างไร้ศักดิ์ศรีเพคะ" นางไม่หลบสายตา ประสานสายตากับเขาอย่างท้าทาย ความแค้นที่สุมอกของนาง และความแค้นที่ฝังรากลึกในราชบัลลังก์ของเขา ถูกหลอมรวมเป็นพันธะสัญญาอันมืดมน ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงอนุญาต ก่อนจะผินกายเดินนำเข้าสู่ความมืดเบื้องล่าง เส้นทางลับนี้ทอดยาวออกไปสู่นอกกำแพงวังหลวง ทะลุไปยังคอกม้าหลวงที่ซึ่งกองกำลังลับของพวกเขาซ่อนตัวอยู่ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเงียบงันและระมัดระวัง ขันทีเฒ่าจางคอยเดินนำทางถือคบเพลิงแสงสว่างริบหรี่ แสงสีส้มสาดกระทบผนังหินชื้นแฉะ เงามืดทอด1ยาวไหววับราวกับภูตผีที่คอยจ้องมองพวกเขาทุกฝีก้าว ในวังหลวงยามนี้... อากาศราวกับถูกสูบออกจนแทบหายใจไม่ออก ข่าวลือเรื่องพระอาการประชวรหนักของฮ่องเต้ถูกปล่อยออกไปเพื่อซื้อเวลา แต่ซูเหม่ยหลินรู้ดีว่า อัครเสนาบดีสวี่ไม่มีทางหลงกลนี้นานนัก มากที่สุดก็แค่อีกหนึ่งกشดชั่วโมงเท่านั้นที่ความจริงจะถูกเปิดเผย เมื่อไรที่จวนสกุลสวี่รู้ว่ามังกรในกรงได้หายตัวไป การไล่ล่าล้างบางจะเริ่มต้นขึ้นทันที เมื่อพวกเขาโผล่พ้นอุโมงค์ลับออกสู่เบื้องหลังอารามร้างนอกเขตพระราชฐาน ลมหนาวปะทะร่างจนซูเหม่ยหลินต้องสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ม้าศึกสีดำสนิทสองตัวยืนสงบนิ่งอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ มีเงาร่างของบุรุษในชุดนักรบสามนายคุกเข่ารออยู่ก่อนแล้ว นำโดยแม่ทัพถังผู้ภักดี "ถวายบังคมฝ่าบาท! ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ ม้าเร็วรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ชายแดนทิศเหนือตามที่ทรงมีรับสั่งลับ ได้เคลื่อนพลมาถึงจุดนัดพบที่หุบเขาอัสดงแล้ว เหลือเพียงพระองค์เสด็จไปบัญชาการด้วยพระองค์เอง" แม่ทัพถังก้มศีรษะต่ำ น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความฮึกเหิม หลี่จวินเหยาพลิกายขึ้นคร่อมหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว แรงเหวี่ยงทำให้ชายเสื้อคลุมสะบัดไหว เขาควบังเหียนในมือแน่น นัยน์ตาดุจเหยี่ยวทอดมองกลับมายังร่างของสตรีที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องล่าง ซูเหม่ยหลินกำลังจะก้าวขึ้นสู่หลังม้าอีกตัว ทว่าจวินเหยากลับยื่นมือหนาออกมาเบื้องหน้า นางชะงักไปชั่วขณะ ปลายตากวาดมองฝ่ามือที่ผ่านการจับกระบี่มาโชกโชน ก่อนจะวางมือเรียวของตนลงไปในอุ้งมือของเขา แรงฉุดกระชากเพียงครั้งเดียวทำให้นางลอยขึ้นไปนั่งซ้อนอยู่ด้านหลังของเขาบนอานม้าตัวเดียวกัน "ฝ่าบาท..." นางอุทานด้วยความตกใจ ขยับกายถอยหลังเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่าง ทว่าวงแขนแกร่งกลับตวัดรวบเอวบางของนางเข้ามาชิดแผ่นอกอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายบุรุษผสมกลิ่นอายฝุ่นควันและสนิมดาบโอบล้อมกายนางไว้จนแน่นหนา "อย่าดื้อรั้น ซูเหม่ยหลิน ม้าตัวนี้ต้องแบกน้ำหนักของคนสองคน หากเจ้าแยกขี่ จะเป็นตัวถ่วงความเร็วของเราเสียเปล่า" น้ำเสียงกระซิบข้างใบหูของเขาแฝงความเอาแต่ใจที่ปฏิเสธไม่ได้ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคจนขนลุกชัน "เกาะเราให้แน่น... เส้นทางข้างหน้า ไม่มีที่ให้คนอ่อนแอหวาดกลัว" แม่ทัพถังและองครักษ์ต่างก้มหน้าลง ไม่กล้ามองภาพเบื้องหน้า แม้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขัติเช่นนี้ ฮ่องเต้หนุ่มก็ยังคงแสดงความถือดีและความเด็ดขาดออกมาได้อย่างไม่เกรงใจใคร ซูเหม่ยหลินเม้มริมฝีปากแน่น นางกัดฟันกรอดด้วยความหมั่นไส้ระคนขัดเขิน แต่ก็ยอมยกมือขึ้นโอบรอบเอวสอบของเขาไว้ตามคำสั่ง ความเร็วคือชีวิตในยามนี้ หากช้าแม้แต่ก้าวเดียว ศีรษะของพวกเขาจะหลุดจากบ่า "ออกเดินทาง!" สิ้นเสียงคำรามก้องของหลี่จวินเหยา ม้าศึกพยานพุ่งทะยานออกไปในความมืดมิดของราตรีกาล ราวกับลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง เสียงกีบม้ากระทบพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหวแหกความเงียบงันของผืนป่า ร่างทั้งสองร่างแนบชิดติดกันตามแรงเหวี่ยงของการควบทะยาน ซูเหม่ยหลินซุกใบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างของเขา ปล่อยให้สายลมยามค่ำคืนกรีดแทะผิวแก้ว แต่นัยน์ตากลับทอประกายวาวโรจน์ด้วยความทะเยอทะยาน พวกเขาหนีออกมาได้แล้ว... ออกมาจากกรงขังที่จองจำวิญญาณ ทว่า ในขณะที่ม้าศึกกำลังพุ่งทะยานผ่านเขตชายป่าใกล้ประตูเมืองชั้นนอก ซูเหม่ยหลินพลันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ คบเพลิงนับร้อยดวงสว่างวาบขึ้นที่หอคอยสูงของประตูเมือง เงาร่างของทหารยามนับพันนายเคลื่อนไหวอลหม่าน ราวกับรู้ตัวล่วงหน้าว่าพวกเขากำลังจะหลบหนี และที่น่ากลัวที่สุดคือ... ตรงใจกลางเส้นทางที่ม้าศึกของพวกเขากำลังจะพุ่งผ่าน มีธงปักรูปพยัคฆ์คำรามโบกสะบัดท่ามกลางแสงไฟ ธงประจำกองกำลังทหารรักษาพระนครภายใต้การบัญชาการของอัครเสนาบดีสวี่! ม้าศึกพยศส่งเสียงร้องลั่นเมื่อหลี่จวินเหยาต้องกระชากบังเหียนหยุดกะทันหัน ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ แรงเหวี่ยงเกือบทำให้ซูเหม่ยหลินหลุดจากอานม้า หากไม่มีวงแขนแกร่งรั้งเอวของนางไว้แน่น เบื้องหน้าของพวกเขา ห่างออกไปเพียงร้อยก้าว ร่างของบุรุษในชุดเกราะเงินเต็มยศยืนตระหง่านอยู่บนหลังม้าสีขาวปลอด ใบหน้าคมคายหยักลึกประดับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี—สวี่เทียนlang บุตรชายคนโตของอัครเสนาบดีสวี่ ศัตรูคู่อาฆาตที่ซูเหม่ยหลินไม่มีวันลืมเลือนแม้แต่ชาตินี้ชาติเดียว "ฝ่าบาท... ทรงคิดจะเสด็จไปที่ใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ?" เสียงทุ้มกังวานเอ่ยถามเย้ยหยัน ท่ามกลางทหารนับพันที่ยกคันธนูขึ้นเล็งตรงมายังพวกเขา ลูกศรนับร้อยดอกนับคมกริบสะท้อนแสงจันทร์ ราวกับดวงตานับพันคู่ที่รอคอยการปลิดชีพ หลี่จวินเหยาไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน เขายังคงประทับนั่งนิ่งบนหลังม้า แววตาที่ทอดมองสวี่เทียนlangเต็มไปด้วยความเหยียดหยันและสมเพช ราวกับกำลังมองดูสุนัขตัวหนึ่งที่วิ่งมาติดกับดักด้วยความโง่เขลา "ดูท่า... สุนัขรับใช้ตระกูลสวี่จะตื่นเร็วกว่าที่คิดนะเพคะ" ซูเหม่ยหลินกระซิบเบาๆ ข้างหูเขา ริมฝีปากบางยกยิ้มหยัน ทว่าหัวใจกลับเต้นระรัวราวกับกลองศึก "ปล่อยให้มันเห่าไป..." หลี่จวินเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดกระบี่ประจำพระองค์ออกจากฝัก เสียงเหล็กเสียดสีกันดังลั่นท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกกดดัน "ในเมื่อมันอยากมาส่งเราถึงที่... เราก็ควรตอบแทนน้ำใจพวกมันด้วยความตาย มิใช่หรือ?" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%