ถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายครามแตกละเอียดอยู่แทบเท้าของซูเหม่ยหลิน เศษกระเบื้องคมกริบกระเด็นบาดเข้าที่ปลายชายผ้าต้วนเนื้อดีจนขาดวิ่น น้ำชาร้อนกรุ่นส่งไอคุกรุ่นปะปนกลิ่นคาวสนิมจางๆ ของเลือดที่ซึมผ่านรอยแผลเล็กๆ บนเรียวปากของโอรสสวรรค์
ไม่มีเสียงกวาดล้าง ไม่มีเสียงตะโกนเกรี้ยวกราด มีเพียงความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านไปทั่วตำหนักอี้คุน ภายในห้องทรงอักษรที่ควรจะเป็นศูนย์กลางอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน บัดนี้กลับไร้ซึ่งความอบอุ่น แม้แต่เปลวไฟในเตาก็ยังดูราวกับกำลังริบหรี่ใกล้ดับ หลี่จวินเหยาประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้มังกร พระพักตร์ด้านหนึ่งขึ้นรอยฝ่ามือสีแดงเข้มเด่นชัดจนน่าตกใจ ดวงเนตรคมกราบกวาดมองม้วนฎีกาหลายร้อยฉบับที่กองสุมสูงท่วมโต๊ะ ราวกับพวกมันคือกรงเหล็กที่ค่อยๆ บีบอัดอากาศให้หมดไปจากปอดของพระองค์
"ท่านอัครเสนาบดีคงพอใจยิ่งนัก..." น้ำเสียงของฮ่องเต้หนุ่มแหบพร่าและเย็นเยียบจนน่าขนลุก รอยแย้มพระ o5 เล็กๆ ที่มุมโอษฐ์เต็มไปด้วยความหยันหยือก ไร้ซึ่งความขลาดเขลาอย่างที่คนนอกมักเข้าใจ มีเพียงความแค้นเคืองที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของดวงตาคู่นั้น "ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พวกพ้องของเขา สามร้อยฉบับ... ทุกฉบับล้วนลงนามอนุมัติมาเสร็จสรรพ มีเพียงที่ว่างให้เราประทับตราหยกประจำพระองค์เท่านั้น ซูเหม่ยหลิน เจ้าว่าหน้าที่ของฮ่องเต้อย่างเราในสายตาของใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่นั้น ต่างอันใดกับหุ่นกระบอกชักใยเล่า"
ซูเหม่ยหลินไม่ขยับกาย นางเพียงกวาดสายตาชamat ไปยังรอยฝ่ามือบนพระพักตร์นั้น หัวใจกระตุกวูบด้วยความรู้สึกซับซ้อน รอยแผลนั้นไม่ได้มาจากข้าศึกนอกด่าน แต่มาจากฝ่ามือของผู้มีศักดิ์เป็นพระปิตุลาและผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน—อัครเสนาบดีอวี้เหวินเฉิง ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในราชสำนัก การตบครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลงโทษฮ่องเต้ แต่มันคือการประกาศิตว่าบัลลังก์มังกรนี้เป็นของใครอย่างแท้จริง
"ฝ่าบาททรงอดกลั้นมามากเกินไปแล้วเพคะ" ซูเหม่ยหลินเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่ามั่นคง นางย่อกายลงเก็บเศษกระเบื้องที่แตกกระจายอย่างไม่เกรงกลัวคมมีด ปลายนิ้วเรียวสัมผัสกับเศษกระเบื้องเย็นเฉียบ ราวกับกำลังสัมผัสกับความจริงอันโหดร้ายของราชสำนัก "การที่อัครเสนาบดีกล้าลงมือถึงเพียงนี้ แสดงว่าเขามั่นใจว่าขุมกำลังในมือของเขาร,กุมเบ็ดเสร็จ ทว่า... ความมั่นใจมักเป็นจุดบอดที่ใหญ่ที่สุดของผู้มีอำนาจเสมอเพคะ"
หลี่จวินเหยาแค่นหัวเราะในลำคอ พระองค์ทรงโน้มพระVeneer ลงมาใกล้ กลิ่นอายกดดันอันทรงอำนาจแผ่ซ่านออกมาจากร่างผอมบางนั้น "เจ้าเข้าใจคำว่า 'ไร้อำนาจ' แท้จริงแล้วหรือไม่ เยี่ยนหลิน" พระองค์ตรัสเรียกนามรองของนางด้วยน้ำเสียงพร่าเลือน "เรามีชื่อเป็นถึงโอรสสวรรค์ มีสนับมือคอยชี้ชะตาชีวิตคนนับล้าน ทว่าแม้แต่สนོMนางกำนัลที่ถวายน้ำชา หรือราชองครักษ์หน้าประตู หากอวี้เหวินเฉิงไม่Yokeอนุญาต พวกมันก็พร้อมจะปลิดชีพเราได้ทุกเมื่อ... เราถูกขังอยู่ในวังทองคำแห่งนี้มาเจ็ดปี เจ็ดปีเต็มที่มองออกไปเห็นเพียงท้องฟ้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามกรอบหน้าต่าง"
คำพูดนั้นกรีดลึกลงไปในใจของซูเหม่ยหลิน นางเข้าใจซึ้งยิ่งกว่าใคร ความรู้สึกของการถูกกักขัง การถูกตระกูลหลิวทอดทิ้งให้เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ต่างกัน นางกับฮ่องเต้หนุ่มผู้นี้ต่างก็เป็นนักโทษในกรงทองที่สร้างขึ้นด้วยความโลภของผู้อื่น เพียงแต่กรงของนางคือตระกูลใหญ่ ส่วนกรงของเขาคือบัลลังก์มังกรที่ไร้ซึ่งอำนาจแท้จริง
"หม่อมฉันเข้าใจเพคะ... เพราะเข้าใจ หม่อมฉันจึงยืนอยู่ ณ ที่นี้" ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบพระเนตร ดวงตาคู่คมของนางฉายแววเด็ดเดี่ยวไร้ความหวั่นเกรง "กรงที่มองไม่เห็น ย่อมแข็งแกร่งที่สุดเมื่อผู้ถูกขังเชื่อว่าไม่มีทางหนีพ้น แต่ถ้าหาก... เราไม่ได้พยายามทำลายกรงเล่าเพคะ? หากเราทำให้ผู้สร้างกรงต่างหากที่เป็นฝ่ายติดอยู่ในนั้น"
ดวงเนตรของหลี่จวินเหยาไหววูบชั่วขณะ ความมืดมนที่ปกคลุมอยู่ก่อนหน้าพลันถูกแทนที่ด้วยประกายแสงคมกราบราวกับคมดาบที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก พระองค์จ้องมองสตรีตรงหน้า ผู้ซึ่งแม้จะอยู่ในชุดนางกำนัลเรียบง่าย แต่กลับมีรัศมีของนักวางแผนผู้เยือกเย็นแผ่ออกมา
"เจ้ามีแผนอันใด" พระองค์ตรัสถาม ชิดพระโอษฐ์เข้าหากันเป็นเส้นตรง รอคอยคำตอบที่จะพลิกชะตากรรม
"อวี้เหวินเฉิงกำลังจัดงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดในอีกสามวัน Sท่านกำลังจะแสดงแสนยานุภาพรวบรวมขุนนางทุกฝ่ายมาสวามิภักดิ์ นั่นคือโอกาสเดียวที่กรงขังนี้จะเปิดออกเพคะ" ซูเหม่ยหลินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบ "เราจะไม่สู้กับเขาในวังหลวง แต่เราจะทำให้เขาแพ้ภัยตัวเองท่ามกลางแขกเหรื่อทั่วหล้า"
บรรยากาศในตำหนักกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความอึดอัดสิ้นหวัง หากแต่เป็นความตึงเครียดของสองผู้ร่วมชะตากรรมที่กำลังจุดไฟเผาโลกทั้งใบ
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูสามครั้งติดต่อกันก็ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก ตามด้วยเสียงรายงานจากขันทีสนิทที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว "กราบทูลฝ่าบาท... อัครเสนาบดีส่งคนนำ 'ของขวัญ' มาถวายเพคะ บอกว่าเป็น... ศีรษะของแม่ทัพตระกูลเฉิน ผู้ภักดีต่อฝ่าบาทเมื่อคืนนี้!"
หลี่จวินเหยาชะงักกึก ร่างท้วมของฮ่องเต้เกร็งแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน พระเนตรเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด ขณะที่ซูเหม่ยหลินหุบยิ้มทันที นางหันไปมองบานประตูไม้ที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของขันทีผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาพร้อมหีบไม้สลักลายโลหิต
หลิวเยี่ยนซีขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 7
กรงขังที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!