“ท่านคิดว่านิ้วมือที่สะอาดสะอ้านของเหล่าขันทีในห้องเครื่อง จะสะอาดกว่าใจของพวกเขาสักกี่ส่วนกันเชียว?”
เสียงนุ่มทุ้มของซูเหม่ยหลินดังขึ้นในความมืดสลัวของห้องทรงพระอักษร นางไม่ได้หันไปมองบุรุษเบื้องหลัง เพียงแต่ใช้นิ้วเรียวบางเขี่ยถ่านแดงในเตาอุ่นมือให้แตกออก ประกายไฟวูบวาบสะท้อนในดวงตาที่เรียบเฉยราวน้ำค้างแข็ง
หลี่จวินเหยาเงยหน้าขึ้นจากฎีกาที่กองสูงราวกับกำแพงปราการ เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่กลับวางพู่กันในมือลงอย่างแผ่วเบา เสียงไม้กระทบโต๊ะเพียงเล็กน้อยกลับดังก้องไปถึงหัวใจคนฟัง “เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า ข้าวต้มมื้อเช้าของข้า... มีรสชาติของความตายเจือปนอยู่หรือ?”
“ไม่ใช่แค่ในชามข้าวหรอกเพคะ แต่มันอยู่ในทุกซอกมุมของวังหลัง” ซูเหม่ยหลินหมุนตัวกลับมา เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “ฝ่าบาททรงทราบดีกว่าผู้ใด ว่าหมากกระดานนี้ไม่ได้เล่นกันด้วยฝีมือ แต่เล่นกันด้วย ‘หู’ และ ‘ตา’ ที่ซ่อนอยู่ในเงามืด ในเมื่อพวกเขาส่งคนเข้ามานั่งกินนอนกินในตำหนักของหม่อมฉัน หม่อมฉันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่เปลี่ยนคนเหล่านั้นให้เป็นเบี้ยของหม่อมฉันเอง”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของฮ่องเต้หนุ่ม หลี่จวินเหยาลุกขึ้นยืน ร่างสูงสง่าในชุดฉลองพระองค์สีเข้มก้าวผ่านความมืดมาหยุดอยู่ตรงหน้าสตรีผู้ถือดีต่อหน้าบัลลังก์ เขาโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นสัมผัสได้ที่ข้างหู
“การดึงงูพิษมาไว้ในแขนเสื้อ ต้องมั่นใจว่าเจ้ายอมให้มันกัดได้โดยไม่ตายเสียก่อน”
“หม่อมฉันไม่ได้ต้องการให้มันเชื่องเพคะฝ่าบาท” ซูเหม่ยหลินกระซิบตอบ สายตาของนางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของเขาอย่างไม่ลดละ “หม่อมฉันต้องการให้มันคายพิษใส่คนที่ส่งพวกมันมาต่างหาก”
นับตั้งแต่วันนั้น กลไกที่ซูเหม่ยหลินวางไว้ก็เริ่มทำงานอย่างเงียบเชียบ นางไม่ได้ใช้อำนาจหรือความกลัว แต่ใช้ ‘ความว่างเปล่า’ ของจิตใจคนเป็นเครื่องมือ ในห้องครัวหลวง นางไม่ได้ตำหนินางกำนัลที่ทำอาหารรสเค็มเกินไป แต่กลับมอบปิ่นปักผมหยกงามเพียงชิ้นเดียวให้เด็กสาวที่ถูกกลั่นแกล้งจากหัวหน้าแม่ครัว พร้อมกับคำพูดเพียงประโยคเดียวว่า *‘ชีวิตคนเราสั้นนัก หากเจ้ายังยอมให้ผู้อื่นเหยียบย่ำเช่นนี้ วันหน้าใครจะจดจำว่าเจ้าเคยมีตัวตน’*
เพียงชั่วข้ามคืน ข่าวคราวการแอบพบกันของนางสนมระดับล่างกับองครักษ์เวรยาม หรือรายชื่อของสมุนไพรแปลกปลอมที่ถูกจัดส่งเข้าตำหนักไทเฮาก็ถูกส่งถึงมือซูเหม่ยหลินผ่านทางช่องทางที่ไม่คาดคิด นางไม่ได้เป็นเพียงสนมเอกที่ดูภายนอกไร้พิษสง แต่ตอนนี้ซูเหม่ยหลินกลายเป็น ‘เจ้าของนกพิราบสื่อสาร’ ที่ไร้ปีกในรั้ววังหลวงแห่งนี้
แต่การก้าวเดินบนคมมีด ย่อมมีวันที่เลือดจะหยดลงสู่พื้น
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ซูเหม่ยหลินกำลังจัดเตรียมม้วนเอกสารลับอยู่ในห้องลับหลังฉากกั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูตทหารก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างแรง นี่ไม่ใช่จังหวะการเดินของขันทีคนสนิทที่นางสั่งไว้ แต่เป็นเสียงของ ‘องครักษ์ลับ’ ที่ขึ้นตรงต่อไทเฮา
“พระสนมซู ไทเฮามีรับสั่งให้เชิญท่านไปร่วมเสวยมื้อค่ำที่ตำหนักใหญ่เดี๋ยวนี้เพคะ” เสียงนางกำนัลใหญ่หน้าตำหนักดังขึ้น แต่มันแฝงไปด้วยความเร่งเร้าที่น่าสงสัย
ซูเหม่ยหลินสูดลมหายใจเข้าลึก นางรีบเผาม้วนกระดาษในมือทิ้งลงในเตาไฟ เถ้าถ่านสีเทาพุ่งขึ้นสู่เพดานราวกับสัญญาณเตือนภัย นางกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้งก่อนจะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับความจริงที่รออยู่เบื้องนอก
ทว่า ทันทีที่นางเปิดประตูออกไป ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่เหล่านางกำนัลที่คุ้นเคย แต่กลับเป็น ‘กงกง’ คนสนิทของฮ่องเต้ที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่หน้าประตู พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่เปื้อนคราบเลือด
“พระสนม... รีบหนีไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ... พวกเขาพบตัวสายลับที่ท่านวางไว้ในห้องเครื่องแล้ว ทั้งหมด... ถูกประหารเรียบ... และตอนนี้พวกเขากำลังมาที่นี่!”
กงกงคนนั้นทรุดตัวลงกับพื้นก่อนจะสิ้นใจด้วยพิษร้ายแรงที่มุมปาก ซูเหม่ยหลินหน้าซีดเผือด นางหันกลับไปด้านหลังเพื่อจะปิดประตู แต่ทันใดนั้น ดาบคมกริบเล่มหนึ่งก็พุ่งทะลุบานประตูไม้แกะสลักเข้ามา หยุดอยู่ที่ลำคอของนางพอดี
“ใครกันที่บอกเจ้า ว่าในวังแห่งนี้มีเพียงเจ้าที่เล่นหมากเป็น... สนมรัก?” เสียงเย็นเยียบที่คุ้นเคยของ ‘องค์ชายสาม’ ศัตรูคู่อาฆาตของหลี่จวินเหยาดังขึ้นจากมุมมืด พร้อมกับขบวนทหารที่ล้อมตำหนักของนางไว้จนมิด
หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับจุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครคาดคิดในบทนี้นะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 6
การวางรากฐาน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!