ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 28

รอดพ้นปากเหยี่ยว

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็กของชุดเกราะกระทบนาสิกจนน่าสะอิดสะเอียน ทว่าในตำหนักรับรองบูรพาเวลานี้ กลับเงียบงันราวกับป่าช้า ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจรดริน มีเพียงเสียงฝ่าเท้าหนักหน่วงของกองทัพกบฏตระกูลซ่งที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้ทุกขณะ ซูเหม่ยหลินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษร ปลายนายนุ่มเนียนดั่งหยกสลักของนางกำลังลากผ่านแผนที่ภูมิประเทศแคว้นหลี่อย่างเชื่องช้า ดวงตาดอกท้อหงส์ห่อหุ้มด้วยประกายความเย็นยะเยือก นางมิได้หวาดกลัวกองทัพนับพันที่ปิดล้อมอยู่ภายนอกแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่นางกังวลคือบุรุษเบื้องหลังนางผู้นี้ หลี่จวินเหยาประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้มังกรด้วยท่าทีผ่อนคลายเกินกว่าสถานการณ์จะเอื้ออำนวย ทว่าดูลึกซึ้งและอันตรายดั่งเหวลึก เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นอย่างประณีตเผยให้เห็นกรอบหน้าคมคายราวกับสลัก ปราศจากความหวาดหวั่นบนพระพักตร์ มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมโอษฐ์ "เจ้ามั่นใจหรือว่า 'สะพานเหล็กหมื่นศพ' จะทานทัพของแม่ทัพซ่งได้นานพอ?" พระสุระเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีผู้ยืนอยู่เคียงข้างด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง มีทั้งความไว้วางใจและความระแวงระวังที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว "ฝ่าบาททรงประเมินความโลภของตระกูลซ่งต่ำไปเพคะ" ซูเหม่ยหลินแย้มรอยยิ้มเยียบเย็น รอยยิ้มที่ทำให้บุรุษหลายคนในราชสำนักต้องหวาดผวา "ซ่งอี้หลานมิได้ต้องการเพียงแค่ศีรษะของพระองค์เพื่อประกาศชัยชนะหรอกเพคะ... สิ่งที่มันปรารถนาคือ 'ตราหยกแผ่นดิน' และคลังสมบัติลับที่บรรพบุรุษของพระองค์ซ่อนไว้ ตราบใดที่เรายังโยน 'เหยื่อ' ชิ้นโตให้มันวิ่งไล่กัด สุนัขย่อมไม่มีทางหันมาสนใจกระดูกชิ้นเล็กอย่างเราในทันทีหรอกเพคะ" นางหันกลับไปสบพระเนตรกับเขาโดยตรง ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันราวกับมีกระแสลมปราณปะทะกันอย่างเงียบเชียบ ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นจากสมรภูมิการเมืองอันโหดร้ายทำให้พวกเขากลายเป็นเงาของกันและกันโดยสมบูรณ์ *ปัง!* ประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรถูกถีบกระเด็นด้วยพลังภายในอันรุนแรง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับการปรากฏตัวของซ่งอี้หลาน ในชุดเกราะทองคำอร่าม มือถือดาบยาวที่ยังมีหยดเลือดสดๆ ไหลย้อยลงสู่พื้นหินอ่อน "ฮ่องเต้! ถึงเวลาลงจากบัลลังก์ที่มิใช่ของท่านเสียที!" ซ่งอี้หลานหัวร่อลั่นด้วยความลำพองใจ สายตากวาดมองรอบตำหนักก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ซูเหม่ยหลิน "ฮูหยินตระกูลซู... เจ้าช่างกล้าหาญนักที่เลือกยืนอยู่ข้างซากศพที่กำลังจะเน่าเปื่อย ยอมจำนนแต่โดยดีเถิด ข้าอาจจะเมตตาไว้ชีวิตให้เจ้ามาเป็นนางบำเรอในค่ายทหารสักคืนสองคืน!" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง หลี่จวินเหยาขยับพระองค์เล็กน้อย เตรียมจะชักกระบี่ข้างกายออกมารับมือ ทว่าซูเหม่ยหลินกลับยกมือขึ้นขวางไว้เบื้องหน้าอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง นางมิได้แสดงความโกรธเคืองต่อคำสบประมาทนั้น กลับกัน นางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่กังวานใสราวกระดิ่งเงินสั่นไหว ทว่ากลับสร้างความหนาวเหน็บให้แก่ผู้ฟังยิ่งนัก "แม่ทัพซ่ง... ท่านช่างตาบอดสนิทเสียจริง" ซูเหม่ยหลินก้าวเท้าเดินเข้าไปหาบุรุษร่างยักษ์ทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว ปลายกระโปรงปักลายดอกโบตั๋นลู่ตามจังหวะการเคลื่อนไหว "ท่านคิดว่ากองทัพสามหมื่นนายที่ท่านพามาปิดล้อมภูเขาจินหลิงเวลานี้... ยังมีชีวิตอยู่ครบถ้วนรึไม่?" ซ่งอี้หลานชะงักไปเล็กน้อย คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย "เจ้าหมายความว่าอย่างไร? รอบนอกมีทหารของข้าตรึงกำลังอยู่ทุกตารางนิ้ว ไม่มีทางที่หนูสักตัวจะเล็ดลอดออกไปได้!" "ท่านลองหันไปมองนอกหน้าต่างดูสิเพคะ..." ซูเหม่ยหลินผายมือไปยังบานหน้าต่างไม้แกะสลักที่เปิดกว้าง แสงเพลิงสีส้มฉานพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี สะท้อนกับกลุ่มควันหนาทึบที่ลอยคว้ง เสียงโห่ร้องและเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกดังแว่วมาจากระยะไกล ทัพหลังของตระกูลซ่งกำลังถูกเพลิงผลาญและกองกำลังปริศนาเข้าโจมตีอย่างไร้ความปรานี "นั่น... นั่นมันกองกำลังอะไรกัน!" ซ่งอี้หลานหน้าถอดสี สัญชาตญาณนักรบเตือนภัยให้เขารู้สึกถึงความหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา "นั่นคือ 'กองกำลังเงาทมิฬ' ที่ฝ่าบาททรงซุ่มเลี้ยงดูมาแรมปีอย่างไรเล่าเพคะ" ซูเหม่ยหลินเอ่ยเสียงกระซิบข้างกายเขา รอยยิ้มของนางงดงามดั่งดอกไม้พิษที่บานสะพรั่งท่ามกลางความตาย "ท่านคิดว่าฮ่องเต้ผู้ไร้อำนาจ จะยอมให้ขุนนางกังฉินอย่างตระกูลซ่งเหยียบย่ำพระราชบัลลังก์ได้นานเพียงนี้เชียวหรือ? พวกท่านเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกหลอกให้เดินเข้าสู่ 'ค่ายกลปิดตาย' ที่เราเตรียมไว้ต้อนรับต่างหากล่ะ" ซ่งอี้หลานเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด หันกลับมามองฮ่องเต้หนุ่มที่บัดนี้ประทับยืนขึ้นอย่างสง่างาม พลังกดดันระดับราชันแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายจนแม่ทัพผู้แข็งแกร่งยังต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "ซ่งอี้หลาน..." หลี่จวินเหยาตรัสด้วยพระสุระเสียงเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก "เจือกินเลือดเนื้อของแผ่นดินมามากพอแล้ว ถึงเวลาต้องชำระหนี้ด้วยชีวิต" สิ้นพระสุระเสียง กองรักษagพระองค์นับร้อยนายก็พุ่งทะยานเข้ามาทางหน้าต่างและประตู ล้อมกรอบซ่งอี้หลานและลิ่วล้อที่เหลือไว้ตรงกลางในพริบตา สถานการณ์พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างสมบูรณ์แบบ ซูเหม่ยหลินยืนมองภาพความโกลาหลเบื้องหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ นางลอบผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ความแค้นที่สุมอกของตระกูลซ่งได้รับการชำระสะง้างไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ทว่า... ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังคลี่คลายลง เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากระเบียงด้านนอก ฝีเท้าที่เบาราวกับขนนกแต่มั่นคงอย่างยิ่งยวด มิใช่เสียงของทหารกบฏ... และมิใช่เสียงขององครักษ์หลวง เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทและสวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบตรงกรอบประตูที่พังทลาย ดวงตาภายใต้หน้ากากคู่นั้นจับจ้องตรงมาที่ซูเหม่ยหลินราวกับรู้จักนางมานานแสนนาน และสิ่งที่ทำให้หัวใจของซูเหม่ยหลินหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม คือป้ายห้อยเอวหยกสลักรูป 'ดอกเหมยโลหิต' ที่ห้อยอยู่ข้างเอวของแขกผู้มาเยือนปริศนารายนั้น... มันคือตราสัญลักษณ์ของ 'องค์การลับ' ที่นางคิดว่าได้ตัดขาดไปแล้วเมื่อชาติภพก่อน! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้ด้วยนะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%