ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 29

เมืองที่ถูกลืม

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นอายดินโคลนผสมคาวสนิมเหล็กอวลคละอยู่ในสายลมหนาวเหน็บที่พัดกรรโชก ปลายแขนเสื้อผ้าไหมปักลายเมฆมงคลของซูเหม่ยหลินเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินยามเมื่อนางใช้ปลายนิ้วเรียวดึงม่านผืนหยาบของรถม้าออกเพื่อมองลอดผ่านช่องแคบๆ ออกไปเบื้องนอก เบื้องหน้าของพวกเขามิใช่ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเสียงจอแจ หากแต่เป็นซากปรักหักพังของกำแพงเมืองศิลาแลงที่ถูกไฟสงครามแผดเผาจนดำเกรียม ป้อมปราการสูงตระหง่านในอดีตบัดนี้เหลือเพียงตอตะโกผุกร่อน ตั้งตระหง่านท้าทายลมหนาวราวกับกระดูกซี่โครงของยักษ์ใหญ่ที่ถูกทอดทิ้งให้เน่าเปื่อย "เจ้ารู้สึกหรือไม่... ว่าความเงียบงันที่นี่ มันน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของกองทัพศัตรูเสียอีก" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความอับทึบภายในรถม้า หลี่จวินเหยาในชุดพ่อค้าเร่เนื้อตัวมอมแมม ถอดหมวกสานปีกกว้างออก เผยให้เห็นดวงพักตร์คมคายที่ฉายแววเหนื่อยล้า แต่ดวงเนตรหงส์คู่นั้นกลับสุกสกาวราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด พระองค์ทรงยื่นมือมารินน้ำชาอุ่นๆ จากกาน้ำดินเผาลงในจอกหยาบ ก่อนจะยื่นส่งให้นางด้วยพระองค์เอง ซูเหม่ยหลินรับจอกชามาถือไว้ ความอุ่นจากผิวดินเผาช่วยบรรเทาความเย็นเยียบที่ปลายนิ้วได้เพียงเล็กน้อย นางมิได้ดื่มทันที หากแต่ทอดสายตาไปยังเบื้องหลังม่านรถม้า ที่ซึ่งกองคาราวานเล็กๆ ของพวกเขาจอดสนิทอยู่ริมลำธารแห้งขอด ทหารองครักษ์เงาหายนายกระจายกำลังกันอารักขาอย่างเงียบเชียบ ทุกคนล้วนอยู่ในสภาพอิดโรยจากการเดินทางข้ามผ่านหุบเขาอันทุรกันดารมานานแรมเดือน "หม่อมฉันไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวความเงียบเพคะ... แต่หม่อมฉันกำลังคิดว่า ความจงรักภักดีที่ถูกลืมเลือนไปเนิ่นนาน เมื่อถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง มันจะกลายเป็นน้ำทิพย์ชะโลมแผลใจ หรือจะกลายเป็นคมมีดที่ย้อนกลับมาเชือดคอพวกเรากันแน่" ซูเหม่ยหลินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยล้ำลึก นางวางจอกมาลงบนโต๊ะไม้ตัวเล็กอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันมาสบตาผู้เป็นฮ่องเต้ตรงๆ "เมือง 'หนานอาน' แห่งนี้ เคยเป็นฐานกำลังสำคัญของตระกูลซู... และบัดนี้ มันคือดินแดนเดียวที่ยังคงชักธงปักรูปพยัคฆ์ค้ำฟ้าของราชวงศ์หลี่เอาไว้ โดยไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อพวกกบฏแคว้นเป่ย แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ปฏิเสธการติดต่อจากราชสำนักมาตลอดสามปีเต็มเช่นกัน เหตุใดฝ่าบาทถึงทรงมั่นใจนักว่า เจ้าเมืองคนปัจจุบันจะยอมเปิดประตูต้อนรับพวกเรา?" หลี่จวินเหยาแค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมพระoษฐ์บางเฉียบ "ความมั่นใจหรือ? หรินเอ๋อร์... เจ้าก็รู้ดีว่า บนกระดานหมากรุกกระดานนี้ ข้าไม่เคยมีความมั่นใจหลงเหลืออยู่เลย สิ่งที่มีอยู่มีเพียง 'ทางเลือกสุดท้าย' ต่างหาก" พระองค์ทรงโน้มพระวรกายเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษเจือจางผสมกลิ่นไม้กฤษณาและฝุ่นผงจางลงในความรู้สึกของหญิงสาว "เจ้าเมืองหนานอานคือ 'แม่ทัพเฒ่าเจียง' อดีตมือขวาของเสด็จพ่อ... เขาเป็นคนหัวโบราณ ซื่อตรง และยึดมั่นในกฎเกณฑ์จนน่ารำคาญ แต่จุดอ่อนที่สุดของเขา คือความจงรักภักดีต่อบัลลังก์มังกร หากข้าส่งราชโองการไป เขาอาจจะฉีกมันทิ้งเพราะคิดว่าเป็นฝีมือของพวกเสนาบดีกังฉินที่กุมอำนาจในเมืองหลวง แต่ถ้าข้ามาด้วยตนเอง... ในฐานะ 'โอรสสวรรค์' ที่ไร้บัลลังก์ เจ้าคิดว่าคนอย่างเจียงไห่จือ จะกล้าปฏิเสธผู้มีพระคุณที่เขาสัตย์สาบานว่าจะปกป้องด้วยชีวิตหรือไม่ล่ะ?" ซูเหม่ยหลินนิ่งงันไปชั่วขณะ สมองอันรวดเร็วประมวลผลคำพูดทุกคำของชายหนุ่ม นางรู้ดีว่าแม่ทัพเฒ่าเจียงเป็นใคร เขาคือผู้ที่เคยอุ้มชูหลี่จวินเหยาในวัยเยาว์ และเป็นหนึ่งในขุนศึกไม่กี่คนที่รอดพ้นจากการกวาดล้างอำนาจของตระกูลอัครมหาเสนาบดีฝั่งตรงข้าม หากได้กำลังพลและเสบียงจากเมืองหนานอาน กลับคืนสู่เมืองหลวง ย่อมเท่ากับการเติมเชื้อเพลิงให้กองไฟที่กำลังจะมอดดับให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่อย่างแน่นอน ทว่า... มันจะมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ "แต่ตระกูลซูของหม่อมฉัน... มีความบาดหมางลึกซึ้งกับตระกูลเจียงในอดีตเรื่องการจัดสรรเสบียงกรังเมื่อสิบปีก่อน หากแม่ทัพเฒ่าจำหน้าหม่อมฉันได้ เกรงว่าแผนการทั้งหมดอาจจะพังทลายลงในพริบตาเพคะ" นางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมกับดึงผ้าคลุมหน้าสีเข้มขึ้นมาปิดบังใบหน้าครึ่งล่าง เหลือไว้เพียงดวงตาคู่คมที่ทอประกายกังวล "ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น..." หลี่จวินเหยาเอื้อมมือมาแตะหลังมือของนางเบาๆ สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของชายหนุ่มทำให้หัวใจของซูเหม่ยหลินกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว "ในสายตาของเจียงไห่จือเวลานี้ เจ้าไม่ใช่คุณหนูใหญ่ตระกูลซูผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป แต่เจ้าคือ 'ภรรยา' ของพ่อค้าเร่แซ่หลี่ผู้ต่ำต้อยต่างหากล่ะ" คำว่า 'ภรรยา' หลุดออกมาจากพระโอษฐ์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับสร้างคลื่นระลอกใหญ่ในใจของหญิงสาว ซูเหม่ยหลินชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลวก นางเบนสายตาออกไปมองนอกหน้าต่างรถม้าอีกครั้งเพื่อซ่อนร่องรอยความไหววูบในแววตา "ฝ่าบาททรงตรัสล้อเล่นเกินไปแล้วเพคะ สถานะปลอมๆ เช่นนี้ หากถูกจับได้ มีแต่จะพาให้หัวหลุดจากบ่า" "ข้าไม่เคยล้อเล่นในเรื่องคอขาดบาดตาย..." หลี่จวินเหยาเอ่ยเสียงพร่า ดวงเนตรคมกริบจ้องมองปฏิกิริยาของนางไม่วางตา ก่อนที่เสียงประกาศจากภายนอกจะดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบที่กำลังก่อตัว "ฝ่าบาท! ถึงหน้าประตูเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขององครักษ์เอกดังลอดเข้ามา รถม้าหยุดกะทันหันจนแรงเหวี่ยงทำให้นางต้องเอื้อมมือไปควบจับเบาะนั่งไว้เพื่อไม่ให้เสียหลัก หลี่จวินเหยาเป็นฝ่ายขยับกายลงจากรถม้าไปก่อน พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์หนาออกมารับร่างเพรียวบางของซูเหม่ยหลินลงสู่พื้นดิน นางลังเลอยู่ชั่วลมหายใจเข้าออก ก่อนจะตัดสินใจวางปลายนิ้วลงบนฝ่ามืออุ่นนั้น ยอมให้ประคองลงมาอย่างจำยอม เบื้องหน้าของพวกเขาคือประตูเมืองเหล็กกล้าที่ขึ้นสนิมเขรอะ บานประตูสูงใหญ่ปิดสนิทไร้ซึ่งร่องรอยของผู้คน มีเพียงธงผืนเก่าขาดวิ่นที่สลักตัวอักษร 'เจียง' ปลิวไสวอยู่บนยอดหอคอย ทว่าสิ่งที่ทำให้ซูเหม่ยหลินต้องขมวดคิ้วแน่น คือความเงียบงันที่ผิดปกติ ไม่มีแม้แต่ทหารยามยืนลาดตระเวนบนกำแพงเมือง มีเพียงกลุ่มกาฝูงใหญ่ที่บินวนเวียนอยู่เหนือซากปรักหักพัง ส่งเสียงร้องระงมชวนขนหัวลุก หลี่จวินเหยาเงยหน้าขึ้นมองประตูกลนั้น ดวงพักตร์ตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย พระองค์ส่งสัญญาณมือให้องครักษ์ก้าวไปข้างหน้าเพื่อเคาะประตู *ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงทุบประตูเหล็กหนักหน่วงก้องกังวานไปทั่วบริเวณเวิ้งว้าง นานนับเค่อ (ราว 15 นาที) ไร้ซึ่งการตอบรับจากด้านใน บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ ราวกับลมหนาวพัดผ่านมาจากยมโลก ซูเหม่ยหลินกวาดสายตามองไปรอบๆ สัญชาตญาณอันเฉียบคมของนางร่ำร้องเตือนภัยว่า มีบางอย่างผิดปกติ... ผิดปกติอย่างยิ่งยวด "ถอยหลัง!" นางอุทานขึ้นพร้อมกับดึงแขนเสื้อของหลี่จวินเหยาให้ถอยกรูดออกมาจากหน้าประตูทันที ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... *ฉับพลัน!* ประตูเหล็กบานใหญ่ที่ควรจะปิดตาย กลับถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาลจากด้านใน เสียงโซ่ตรวนและกลไกเฟืองเหล็กดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นอายคาวเลือดพวยพุ่งทะลักออกมาจากความมืดมิดภายในอุโมงค์ประตูเมือง ราวกับปากของอสูรกายร้ายที่กำลังอ้าคอยกลืนกินเหยื่อ ทว่า... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของพวกเขากลับมิใช่กองทหารของแม่ทัพเจียงที่พร้อมตั้งรับการมาเยือน แต่มันคือร่างของทหารยามนับสิบชีวิต ที่ถูกแขวนห้อยหัวเรียงรายอยู่เหนืออุโมงค์ประตูเมือง ลำคอถูกปาดด้วยของมีคมจนเลือดสดๆ หยดติ๋งลงสู่พื้นเบื้องล่าง กลายเป็นแอ่งเลือดสีแดงฉานตัดกับพื้นหิมะขาวโพลน และตรงกลางแอ่งเลือดนั้น มีร่างของชายชราในชุดเกราะแม่ทัพเก่าคร่ำคร่าคนหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ ศีรษะของเขาห้อยต่องแต่งเนื่องจากกระดูกคอถูกหักสะบั้น บนหน้าอกของศพถูกตรึงไว้ด้วยป้ายไม้แกะสลักด้วยโลหิตสดๆ เป็นตัวอักษรขนาดใหญ่สามตัวที่ทำให้ลมหายใจของหลี่จวินเหยาและซูเหม่ยหลินแทบหยุดชะงัก *'ต้อนรับ... สู่หลุมศพ'* ก่อนที่ความตกตะลึงจะทันได้จางหาย เสียงปรบมือช้าๆ และกังวานเย็นเยียบก็ดังมาจากความมืดมิดภายในเมือง "ช่างเป็นแขกผู้มาเยือนที่ตรงต่อเวลาเสียจริง... ฝ่าบาท" เงาร่างระหงของสตรีผู้สวมอาภรณ์สีดำสนิท ปักลายงูพิษสีเงินสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิง ก้าวเท้าออกมาจากความมืด นางแย้มยิ้มอย่างงดงามหยาดเยิ้ม ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ สิ้นเชิง "หวังว่าของขวัญต้อนรับชิ้นนี้ จะถูกพระทัยพระองค์นะเพคะ..." ซูเหม่ยหลินเบิกตากว้างเมื่อจำใบหน้านั้นได้แม่นยำ หัวใจชาวิ่งพล่านด้วยความตื่นตระหนก—นั่นคือมือสังหารอันดับหนึ่งของฝ่ายกบฏ... ผู้ที่ควรจะอยู่ห่างออกไปนับพันลี้! ติดตามตอนต่อไปใน "ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ" ตอนที่ 30 ได้เลยนะคะ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้ด้วยนะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%