ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 30

การรวมใจชาวเมือง

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นอายคาวเลือดของความพ่ายแพ้ยังไม่ทันจางหายจากกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าของกองกำลังทหารรักษาพระองค์ก็ย่ำกรายเข้ามาสั่นสะเทือนแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของราษฎรนับหมื่นที่มารวมตัวกัน ณ ลานประหารกลางเมือง ซูเหม่ยหลินยืนอยู่เบื้องเงาของเสาหินมังกรแกะสลัก นางสวมชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์สีนิลขับเน้นให้ใบหน้ารูปไข่นั้นดูงดงามเยือกเย็นดั่งหยกสลัก ทว่าดวงตากลับสะท้อนประกายความคมกริบยิ่งกว่าคมกระบี่ นางกวาดสายตามองฝูงชนที่ต่างหลบตาและสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ขุนนางกังฉินที่เคยเหิมเกริมบัดนี้คุกเข่าซบหน้าลงกับพื้นโคลน ร่างกายสั่นระริกราวกับใบไม้ต้องลมพายุ "ใต้เท้าหลิว... ราษฎรแตกตื่นกันจนควบคุมไม่อยู่แล้วเพคะ ข่าวลือเรื่องกองทัพกบฏทางเหนือรุกคืบเข้ามาถึงชายแดนชั้นนอก ทำให้พวกเขากำลังจะละทิ้งเมืองหลวง" เสียงกระซิบจากนางกำนัลคนสนิทดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับแผ่นหลังที่เกร็งเครียด เหม่ยหลินเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มของนางบางเบาราวกับสายหมอกยามเช้าแต่มันกลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องหยุดหายใจ "ปล่อยให้พวกเขาหวาดกลัวไปเถอะค่ะ ความกลัวคือปุ๋ยชั้นดีที่ทำให้รากเหง้าแห่งความภักดีงอกงาม... รอดูเถอะ พระองค์กำลังจะเสด็จมาแล้ว" สิ้นเสียงของนาง เสียงกลองศึกนับร้อยใบก็ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมเพรียงกัน ราวกับเสียงคำรามของพญามังกรที่หลับใหลมาเนิ่นนาน แรงสะเทือนนั้นส่งตรงถึงหัวใจของทุกคนในลานกว้าง ฝูงชนที่กำลังแตกตื่นต่างชะงักงัน หันขวับไปมองยังทิศทางเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย บนระเบียงสูงชันของตำหนักอู่หยวน ร่างสูงโปร่งในฉลองพระองค์ชุดมังกรสีทองอร่ามก้าวออกมาอย่างช้าๆ หลี่จวินเหยาไม่ได้สวมหมวกมุกบังพระพักตร์ดังเช่นทุกครา พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองลงมาจากที่สูง ความกดดันอันหนักอึ้งแผ่ซ่านกดทับทั่วบริเวณจนแม้แต่เสียงลมหายใจยังแทบจะไม่ได้ยิน ไม่มีคำประกาศก้องจากขันที ไม่มีเสียงสรรเสริญเยินยอ มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่ฮ่องเต้หนุ่มพระองค์นี้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระองค์เอง หลี่จวินเหมายกพระหัตถ์ขึ้นเพียงเล็กน้อย กองทหารเบื้องล่างทั้งหมดก็คุกเข่าลงพร้อมกัน เสียงเกราะกระทบพื้นดังสนั่นหวั่นไหวสะท้อนก้องไปทั่วหุบผาเมืองหลวง "พวกเจ้าเงยหน้าขึ้นมามองเราสิ" พระ su1 โสตเสียงของฮ่องเต้ไม่ได้ดังดังกังวาน ทว่ากลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน ทรงก้าวพระบาทลงมาจากบันไดทีละขั้น ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงและตกตะลึงของราษฎร ซูเหม่ยหลินมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางรู้ดีว่าภายใต้ร่มผ้าปักลายมังกรทองนั้น เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากเกมการเมืองที่ตระกูลใหญ่เคยฝากไว้ และความกดดันจากการเป็นฮ่องเต้หุ่นเชิดมาหลายปี แต่ในนาทีนี้ หลี่จวินเหยาได้สลัดคราบความอ่อนแอทิ้งไปจนหมดสิ้นแล้ว พระองค์เสด็จมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นประหาร ที่ซึ่งอดีตเสนาบดีผู้ทรยศถูกล่ามโซ่ตรวนเอาไว้ "เจ้าคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร?" หลี่จวินเหยาทรงตรัสถาม เสียงนั้นเรียบเฉย ทว่าเย็นเยียบจนคนฟังต้องขนหัวลุก อดีตเสนาบดีเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดกลัวริมฝีปากสั่นระริก "ฝ... ฝ่าบาท... ทรงโปรดไว้ชีวิต กระหม่อมผิดไปแล้ว..." ฮ่องเต้หนุ่มแย้มสรسล ⾙พระโอษฐ์เหยียดยิ้มเยาะหยัน "สิบปีก่อน เจ้าทูลขอร้องให้เราลงนามในราชโองการยกดินแดนสามมณฑลให้ศัตรูเพื่อแลกกับความสงบสุขของพวกเจ้า... วันนี้ เจ้ายังกล้าเอ่ยคำว่าชีวิตกับเราอีกหรือ?" ฉับพลัน ดาบในมือของราชองครักษ์ข้างกายก็สะบัดผ่านลำคอของนักโทษเด็ดขาด ศีรษะหลุดร่วงลงสู่พื้นดินท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของเหล่าขุนนางที่เหลืออยู่ เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นหินอ่อน แต่หลี่จวินเหยาหาได้กะพริบพระเนตรไม่ พระพักตร์ยังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบแห่งความหวาดกลัว หากแต่เป็นความยำเกรง "เราคือบุตรแห่งสวรรค์" หลี่จวินเหยาทรงประกาศก้อง พระเนตรกวาดมองราษฎรนับหมื่นที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง "ดินแดนแห่งนี้บรรพบุรุษของเราหลั่งเลือดแลกมา มิต้องการให้ผู้ใดมาเหยียบย่ำ หรือขายมันกินเพื่อความอยู่รอดส่วนตน หากผู้ใดคิดทรแษฎร แผ่นดินนี้... จะไม่มีแม้แต่ผืนดินให้ฝังศพ!" น้ำเสียงทรงอำนาจนั้นบาดลึกเข้าไปในจิตใจของราษฎร ซูเหม่ยหลินสังเกตเห็นแววตาของผู้คนที่เคยว่างเปล่าและหมดอาลัยตายอยาก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นประกายความฮึกเหิม ความหวัง และความจงรักภักดีที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย นี่คือสิ่งที่นางและเขาต้องการ การเรียกคืนความเชื่อมั่น ไม่ใช่ด้วยคำหวานหู แต่ด้วยอำนาจเด็ดขาดและการนองเลือดที่ยุติธรรม เหม่ยหลินก้าวเข้าไปใกล้พระองค์เมื่อพิธีการสิ้นสุดลง นางย่อกายทำความเคารพอย่างงดงาม "ฝ่าบาททรงกระทำได้งดงามยิ่งเพคะ ราษฎรเริ่มส่งเสียงสนับสนุนแล้ว" หลี่จวินเหยาทรงหันมาทอดพระเนตรนาง พระเนตรที่เคยเยียบเย็นกลับทอประกายอ่อนโยนลงวูบหนึ่ง ทรงยื่นพระหัตถ์มาแตะปลายคางของนางแผ่วเบา "หากไม่มีกลยุทธ์อ่านใจคนของเจ้าคอยชี้ทาง เราคงไม่กล้าเดิมพันครั้งใหญ่เช่นนี้... เหม่ยหลิน เจ้าคิดว่าพวกขุนนางที่เหลือจะยอมจำนนโดยดีแล้วหรือ?" เหม่ยหลินสบพระเนตรกลับอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มเย้ายวนปรากฏบนริมฝีปาก "พวกมันไม่กล้าขยับหรอกเพคะ... แต่อย่าลืมว่ายังมีเงาเบื้องหลังที่ยังไม่ยอมปรากฏตัว" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงฝ่าฝุ่นตลบเข้ามาในเขตพระราชฐานอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทหารม้าเร่งด่วนคนหนึ่งพุ่งเข้ามาจนเกือบชนแผงกั้น ก่อนจะกระโจนลงจากหลังม้าด้วยท่าทางลนลานจนล้มกลิ้ง "กราบทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนแหบพร่าด้วยความตื่นตระหนกดังลั่น หลี่จวินเหยาขมวดพระเนตรทันที "มีเรื่องอันใด? พูดมา!" ทหารม้าผู้นั้นก้มหมอบตัวสั่นจนหน้าผากแนบพื้น "กองทัพพยัคฆ์ทมิฬจากชายแดนตะวันออก... ประกาศตัวเป็นอิสระแล้วพ่ะย่ะค่ะ และผู้นำทัพในยามนี้... คือองค์ชายรองผู้ล่วงลับที่ทุกคนคิดว่าสิ้นพระชนม์ไปแล้ว!" หัวใจของซูเหม่ยหลินกระตุกวูบ ภาพความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับบุรุษผู้โหดเหี้ยมและเจ้าเล่ห์ที่สุดในราชวงศ์ผุดขึ้นมาในหัวทันที... *เขา* ยังไม่ตาย! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%