ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 40

บททดสอบความไว้ใจ

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
เสียงถอนหายใจแผ่วเบาที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักชั้นใน ย่อมหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าเสียงอสุนีบาตฟาดลงกลางใจของซูเหม่ยหลิน ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าในมือของนางชะงักค้าง น้ำหมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกระดาษซวนจื่อราคาแพง จนแตกกระจายกลายเป็นรอยด่างพร้อยที่ไม่มีวันลบเลือน ราวกับรอยมลทินในอดีตที่ตระกูลซูเคยฝัง "เจ้ากำลังลังเล... เหม่ยหลิน" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของหลี่จวินเหยาเอ่ยขึ้น ทรงประทับยืนอยู่เบื้องหลังเงาสลัวของฉากกั้นผ้าแพรปักลายมังกรห้าเล็บ สายพระเนตรคู่นั้นมิได้มีความโกรธเคือง มีเพียงความเวทนาและประกายความเฉียบคมที่อ่านยากราวกับห้วงสมุทรลึก พระองค์ทรงก้าวพระบาทเข้ามาใกล้ทีละน้อย จนกลิ่นอายบุหรี่สุราผสมกลิ่นหมึกจางๆ ลอยแตะนาสิกของนาง ซูเหม่ยหลินเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด หัวใจในอกเต้นระรัวราวกับกลองศึกที่กำลังเร่งเร้าจังหวะให้นางกระโจนลงสู่สนามประหาร เบื้องหน้าของนางคือราชโองการลับที่ถูกร่างขึ้นเพื่อกวาดล้างตระกูลซูสายรองให้สิ้นซาก เพื่อเปิดทางให้ฮ่องเต้หนุ่มสามารถยึดอำนาจคืนจากขุนนางกังฉินได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่มันหมายถึงการที่นางต้องเป็นผู้ลงดาบด้วยมือของตนเอง... มือที่เคยถูกตระกูลนั้นผลักไสให้ไปเผชิญความตายในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน *นี่คือการแก้แค้นที่นางเฝ้ารอมาค่อนชีวิตมิใช่หรือ? เหตุใดในยามนี้ที่อำนาจอยู่ในกำมือ ปลายมือกลับสั่นเทาถึงเพียงนี้?* "หม่อมฉัน... มิได้ลังเลเพคะ ฝ่าบาท" นางฝืนเปล่งเสียงออกมา แม้จะรู้ดีว่ามันแหบพร่าและสั่นเครือเพียงใด "โกหก" หลี่จวินเหยารับสั่งแทรกขึ้นทันที พระองค์ยื่นพระหัตถ์เรียวยาวเข้ามากุมมือที่สัมผัสความเย็นเยียบของนางไว้ ปลายพระangนิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ที่หลังมือของซูเหม่ยหลินเพื่อปลอบประโลม แต่วาจาของพระองค์กลับเฉียบคมบาดลึก "ดวงตาของเจ้าไม่ได้บอกเช่นนั้น เหม่ยหลิน... เจ้ากำลังหวาดกลัว ว่าการล้างแค้นครั้งนี้ จะทำให้เจ้ากลายเป็นปีศาจตัวเดียวกับคนที่เคยทำลายชีวิตเจ้าในอดีต" คำพูดนั้นราวกับมีตบะแก่กล้า ทะลุทะลวงเข้ามาถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ซูเหม่ยหลินสะท้านเฮือก ภาพเหตุการณ์ในคืนวันนั้นผุดขึ้นมาในหัวราวกับฉายซ้ำ กลิ่นควันไฟ กลิ่นเลือด และเสียงกรีดร้องขอชีวิตของมารดาเลี้ยงผู้โหดเหี้ยมที่ทิ้งนางไว้เบื้องหลังเพื่อให้ตนเองรอดพ้นจากภัยการเมือง ความเคียดแค้นชิงชังที่หล่อเลี้ยงให้นนางมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ กำลังเรียกร้องให้ฉีกกระดาษใบนี้ทิ้งแล้วลงมือสังหารพวกมันเสียให้สิ้นซาก แต่วิญญาณส่วนลึกของสตรีผู้ผ่านความหนาวเหน็บมานับครั้งไม่ถ้วนกลับตั้งคำถามว่า—*หากชำระแค้นนี้แล้ว หัวใจที่ว่างเปล่าของนางจะเหลือสิ่งใดอีก?* "ถ้าหม่อมฉันไม่ลงมือ พวกมันก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงพระองค์ในภายหลังนะเพคะ" นางเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ หลบซ่อนหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยด้วยการเชิดคางขึ้นอย่างแข็งกร้าว "ตระกูลซูสมควรตายหมื่นครั้ง ฝ่าบาททรงทราบดีที่สุดว่าพวกมันร่วมมือกับอ๋องฉีคิดกบฏอย่างไร เหตุใดพระองค์จึงยังทรงลังเลที่จะให้หม่อมฉันจัดการ?" "เพราะข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าเป็น 'เครื่องมือ' ในการฆ่าฟัน" หลี่จวินเหยาตรรัสด้วยน้ำเสียงจริงจัง พระเนตรคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนาง ราวกับจะมองทะลุผ่านม่านหมอกแห่งความแค้นที่ปกคลุมจิตใจนาง "ข้าต้องการให้เจ้าเป็น 'ราชินี' เคียงบัลลังก์ของข้า... ราชินีผู้ก้าวข้ามอดีตได้ มิใช่ทาสรับใช้ของความแค้นที่ถูกอดีตจองจำ" ความเงียบเข้าปกคลุมตำหนักอีกครั้ง หนักอึ้งเสียจนแทบหายใจไม่ออก ซูเหม่ยหลินรู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบลำคอของนางไว้ นางจะเลือกทางใด? ทางแรกคือการใช้ราชโองการนี้บดขยี้ศัตรูให้แหลقคามือ ดับความแค้นสิบปีให้มอดไหม้ แต่ต้องแลกด้วยการยอมรับว่าตนเองคือฆาตกรเลือดเย็นคนหนึ่ง ทางที่สองคือการวางมือ อภัยให้แก่โชคชะตา แต่นั่นเท่ากับเป็นการทรยศหยาดน้ำตาและวิญญาณของมารดาที่ตายอย่างอยุติธรรม นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับเข้าที่ มือที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปหยิบตราประทับหยกประจำตัวขึ้นมา หลี่จวินเหยาทรงทอดพระเนตรการกระทำนั้นโดยไม่ตรรัสสิ่งใดขัดขวาง พระองค์ทรงปล่อยให้ซูเหม่ยหลินได้เผชิญหน้ากับปีศาจในใจของนางเอง นี่คือบททดสอบ... หากนางผ่านไปได้ นางจะคู่ควรกับบัลลังก์มังกรอย่างแท้จริง แต่หากนางพ่ายแพ้ นางก็จะเป็นเพียงสนมเอกผู้ลุ่มหลงในอำนาจและเพลิงแค้นคนหนึ่งเท่านั้น ซูเหม่ยหลินเงื้อมมือขึ้น ปลายตราประทับหยกอยู่ห่างจากกระดาษเพียงไม่กี่ชốn น้ำหมึกสีแดงชาดสะท้อนอยู่ในดวงตาที่ไหวระริกของนาง ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับมีเหตุเภทภัยก็ดังทำลายความเงียบขึ้นที่หน้าประตูดำทึบของตำหนัก "กราบทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!" เสียงขันทีรับใช้หน้าพระพักตร์แผดร้องด้วยความตื่นตระหนกจนเสียงหลง "แม่ทัพใหญ่หลิน นำกำลังทหารหลวงสามพันนายบุกเข้ามาถึงหน้าประตูวังชั้นนอกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! อ้างว่า... อ้างว่าได้รับราชโองการลับจากฮองเฮา ให้มาปลดฮ่องเต้!" ซูเหม่ยหลินชะงักก้าง ตราประทับในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นโต๊ะเสียงดังสนั่น *กริ๊ง!* หลี่จวินเหยาไม่ได้ตกใจแม้แต่น้อย พระพักตร์ของพระองค์กลับยกยิ้มเย็นเยียบขึ้นมุมโอษฐ์ ราวกับทรงคาดการณ์เหตุการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว ทว่าสิ่งที่ทำให้ซูเหม่ยหลินหัวใจแทบหยุดเต้น คือร่างของบุคคลที่ก้าวตามขันทีเข้ามาในตำหนักด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม—สตรีผู้สวมอาภรณ์หรูหราสูงศักดิ์ ผู้ซึ่งควรจะถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักเย็นเมื่อสามเดือนก่อน... มารดาเลี้ยงของนางเอง! "ฮ่าๆๆๆ ลูกสาวตัวดีของข้า... เจ้ายังลังเลที่จะฆ่าตระกูลเราอยู่หรือ? น่าเสียดายนัก... เพราะวันนี้ คนที่จะต้องตาย ไม่ใช่พวกเรา... แต่เป็นพวกเจ้าต่างหาก!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%