คราบชาอุ่นที่กระเซ็นเปรอะเปื้อนอยู่บนชายอาภัพแพรต่วนสีม่วงเข้มของอัครเสนาบดีซ่ง... หาใช่หยดชาธรรมดาไม่ หากแต่เป็นรอยร้าวฉานที่ถูกกะเทาะออกมาจากใจกลางอำนาจของฝ่ายกบฏอย่างชัดเจน
"ท่านอัครเสนาบดีซ่งดูจะร้อนรนเกินไปกระมัง?" น้ำเสียงเยียบเย็นของผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์นครหลวงลู่เฟิง ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโถงลับใต้ดิน กลิ่นอายของความหวาดระแวงลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้นของดินหิน
ซ่งไห่เทียนตวัดสายตาดุดันมองสหายร่วมอุดมการณ์ที่บัดนี้กลายมาเป็นหอกข้างแคร่ มือเหี่ยวย่นกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "ข้าร้อนรนหรือ? หากไม่ใช่เพราะเจ้าดึงดันจะบุกเข้าตำหนักในโดยไม่ฟังคำทหารม้าลาดตระเวน แผนการที่เราวางศิลาฤกษ์มานานนับปีคงไม่สั่นคลอนถึงเพียงนี้! เจ้ามันก็แค่ไอ้โง่ที่ใช้แต่กำลังสมองมีแต่กล้ามเนื้อ!"
"สามหรั่ว!" ลู่เฟิงตบโต๊ะไม้จันทน์หอมจนแตกละเอียด เศษไม้กระจายไปทั่วบริเวณ ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว "ถ้าไม่มีกองกำลังทหารม้าเจ็ดพันนายของข้า ป่านนี้หัวของเจ้าคงไปประดับอยู่บนกำแพงเมืองนานแล้ว อย่ามาทำเป็นไขสือซ่งไห่เทียน ข้ารู้ว่าเจ้าแอบเจรจากับคนของฮ่องเต้น้อยลับหลังข้าใช่หรือไม่!"
ซ่งไห่เทียนแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาหรี่แคบลงอย่างเจ้าเล่ห์ "เจรจา? ฮ่องเต้หุ่นเชิดตัวนั้นมีอะไรให้ข้าต้องเจรจาด้วยเล่า มีแต่เจ้ากระมังที่เริ่มหวาดกลัว... กลัวว่าหากข้าได้ครอบครองตราประทับหยก เจ้าจะกลายเป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่ถูกเขี่ยทิ้ง!"
ภายในห้องโถงลับอีกด้านหนึ่ง ซึ่งถูกกั้นด้วยฉากบังตาปักลายมังกรลอยตัว ซูเหม่ยหลินยืนสงบนิ่งอยู่หลังผืนผ้าโปร่ง ดวงตาดอกท้อคู่สวยกวาดมองความแตกแยกตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก นางไม่จำเป็นต้องออกแรงแม้แต่ปลายนิ้ว เมล็ดพันธุ์แห่งความระแวงที่นางกับหลี่จวินเหยาช่วยกันหว่านเอาไว้เมื่อสามเดือนก่อน บัดนี้เติบโตออกดอกผลเป็นความโลภและความหวาดระแวงที่กำลังกัดกินพวกมันเองจากภายใน
ร่างสูงสง่าของหลี่จวินเหยาที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ขยับกายเข้าใกล้สตรีในอาภรณ์สีฟ้าคราม กลิ่นหอมจางๆ จากตัวนางผสมผสานกับความเย็นเยียบของบรรยากาศรอบตัว ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มโน้มพระพักตร์ลงกระซิบข้างใบหูระหงแผ่วเบา
"ดูเหมือนสุนัขบ้าสองตัวนั้น จะเริ่มกัดกันเองเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้เสียอีกนะเหม่ยหลิน"
ซูเหม่ยหลินไม่เบือนหน้าหนี นางเพียงเหลือบสายตาขึ้นมองพระพักตร์คมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการศึกชิงบัลลังก์ แต่วับวามในดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยประกายแห่งชัยชนะ "ฝ่าบาททรงประเมินความโลภของมนุษย์ต่ำไปเพคะ สำหรับคนตระกูลซ่งและขุนนางทรยศเหล่านี้ อำนาจเปรียบเสมือนเนื้อชิ้นสุดท้ายที่มีสุนัขหลายตัวรุมทึ้ง เมื่อเหยื่อเริ่มมีจำกัด ความไว้เนื้อเชื่อใจย่อมกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ไม่มีใครกล้าจ่าย"
ที่เบื้องหน้า เสียงการปะทะฝีปากทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งลู่เฟิงทนไม่ไหว ชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบอากาศดัง "กริ๊ง" สะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงลับ
"ซ่งไห่เทียน วันนี้เราคงต้องเคลียร์กันให้รู้เรื่อง ข้าหรือเจ้าที่จะได้เป็นใหญ่เหนือแผ่นดินนี้!"
"ดี! ข้าก็อยากรู้นักว่ากระบี่ของแม่ทัพผู้เกรียงไกร จะคมสักแค่ไหน!" ซ่งไห่เทียนหาได้เกรงกลัวไม่ เขาสัญญาณมือเรียกองครักษ์เงาประจำตัวพุ่งเข้ามาสมทบ ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในพริบตา คมกระบี่ของทั้งสองฝ่ายตวัดเข้าหาสันหลังกันเองอย่างไร้ความปรานี เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนผนังหินศิลา เสียงกรีดร้องและเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว
ซูเหม่ยหลินทอดสายตามองความพินาศตรงหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า ความแค้นในอดีตที่ตระกูลซ่งเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนาง สะท้อนกลับมาเป็นภาพความหายนะในวันนี้อย่างสาสม ไม่มีเสียงร้องขอชีวิต ไม่มีแม้แต่ความเห็นอกเห็นใจ มีเพียงกฎแห่งกรรมที่กำลังชำระบัญชีด้วยโลหะและเลือด
หลี่จวินเหยาเอื้อมพระหัตถ์มาสัมผัสปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบของนางเบาๆ สัมผัสที่อบอุ่นแต่มั่นคง "เจ้ายังเจ็บปวดอยู่หรือไม่... กับอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้วเหล่านั้น?"
ซูเหม่ยหลินส่ายหน้าน้อยๆ รอยยิ้มเศร้าสร้อยปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว "หม่อมฉันมิได้เจ็บปวดเพคะฝ่าบาท... หม่อมฉันเพียงแค่ตระหนักว่า ในเกมกระดานนี้ ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง หากเรายังต้องก้าวเดินบนซากศพของความไว้วางใจ"
ทว่า... ในจังหวะที่กองกำลังของลู่เฟิงกำลังเพลี่ยงพล้ำและซ่งไห่เทียนกำลังเงื่อง่าดาบหมายปลิดชีพอดีตสหายร่วมรบ เสียงปรบมือแผ่วเบาดังขึ้นจากมุมมืดลึกเข้าไปหลังเสาศิลาใหญ่
"แปะ... แปะ... ช่างเป็นภาพการละเล่นที่สนุกสนานเสียจริง พญาราชสีห์กับพยัคฆ์ร้าย กำลังฉีกเนื้อกันเองอย่างไร้ยางอาย"
ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นทองลายพญาอินทรี ใบหน้าครึ่งซีกสวมหน้ากากเงินปกปิดรอยแผลเป็น แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายคู่นั้นกวาดมองทุกคนในห้องด้วยความเหยียดหยัน
ซ่งไห่เทียนชะงักงัน ลู่เฟิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ส่วนหลี่จวินเหยาถึงกับพระพักตร์ถอดสีเป็นครั้งแรก
"เจ้า... เจ้ามันควรจะตายที่ชายแดนบูรพาแล้วไม่ใช่หรือ!" ซ่งไห่เทียนหวีดร้องออกมาอย่างเสียขวัญ
บุรุษผู้นั้นแย้มยิ้มเยือกเย็น ชักกระบี่โบราณที่สลักลวดลายประหลาดออกจากฝัก ปลายกระบี่ชี้ตรงมายังซูเหม่ยหลินที่ยืนอยู่หลังฉากบังตา ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรกจะดังขึ้น
"องค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นโฉว... กลับมาทวงคืนบัลลังก์และ... หญิงสาวผู้เป็นดวงใจของข้าแล้ว"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้ด้วยนะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 39
รอยร้าวครั้งสุดท้าย
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!