ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 41

ชัยชนะที่แลกด้วยเลือด

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
คราบเขม่าดินปืนและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งหนาแน่นจนแทบกลืนกินกลิ่นอายยามราตรี ภายในค่ายบัญชาการชั่วคราวเบื้องหน้าป้อมปราการตงอวี้ ประตูเหล็กกล้าหนาเตอะที่เคยเปรียบเสมือนกุญแจดอกสุดท้ายในการปิดตายเส้นทางสู่เมืองหลวง บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานจากหยาดโลหิตของเหล่าทหารกล้าที่สละชีพเพื่อแลกมาซึ่งชัยชนะ ซูเหม่ยหลินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์ปักไหมทอง มือเรียวบางภายใต้แขนเสื้อผ้าแพรต่วนสีเข้มกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าสู่ฝ่ามือ แม้ศึกยึดครองป้อมปราการสำคัญในครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงตามแผนการที่นางวางไว้ทุกประการ ทว่าหัวใจของนางกลับมิได้รู้สึกเบาสบายขึ้นเลยแม้แต่น้อย "เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ... เหม่ยหลิน" เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน หลี่จวินเหยา ฮ่องเต้หนุ่มผู้กุมชะตากรรมแผ่นดิน ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างนาง อาภรณ์มังกรสีเข้มของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นผงและหยาดเหงื่อจากสนามรบ ทว่าแววตาคู่นั้นกลับคมกริบและเปล่งประกายด้วยอำนาจที่ยากจะต่อกร ซูเหม่ยหลินหันไปสบตาพระองค์ ชั่วขณะหนึ่งนางเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ภายใต้ความเด็ดขาดนั้น แต่นางรู้ดีว่าเวลานี้มิใช่เวลามาแสดงความอ่อนแอ "หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... ประตูตงอวี้แตกพ่ายง่ายดายเกินไปเพคะ ฝ่าบาท" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่จริงจัง สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างค่ายที่มองเห็นโครงสร้างมหึมาของป้อมปราการที่ถูกเผาไหม้บางส่วน หลี่จวินเหยาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของโอรสสวรรค์ "เจ้าหมายถึง... สกุลหลี่สายรองที่ยอมจำนนโดยไม่แม้แต่จะรักษาสายสัมพันธ์ตระกูลกระนั้นหรือ? พวกมันไม่ใช่คนโง่ เหม่ยหลิน พวกมันเพียงแต่รู้ว่าลมหายใจมีค่ามากกว่าเกียรติยศจอมปลอม" "แต่ความยอมจำนนที่ง่ายดายเกินไป มักซ่อนงูพิษที่รอวันฉกกัดเสมอเพคะ" ซูเหม่ยหลินก้าวเข้าไปใกล้พระองค์อีกนิด กลิ่นอายความเฉียบคมแผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง "โดยเฉพาะเมื่อผู้อยู่เบื้องหลังการถอนกำลังทหารของพวกมันในค่ำคืนนี้... คือจaงอ๋องผู้มีศักดิ์เป็นถึงพระปิตุลาของพระองค์เอง" บรรยากาศภายในพลับพลาชandค่ายพักแรมพลันเย็นเยียบลงทันที หลี่จวินเหยาหันพระพักตร์มาจ้องมองสตรีตรงหน้านิ่งนาน แววตาที่ทอดมองนางเต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งความชื่นชมในสติปัญญาอันล้ำเลิศและความหวาดระแวงเล็กๆ ที่มีต่อความฉลาดเกินพิกัดของสตรีผู้นี้ "เจ้านี่นะ... อ่านใจคนได้ทะลุปรุโปร่งเสียจริง" หลี่จวินเหยาเอ่ยเสียงพร่า พระหัตถ์เอื้อมไปแตะปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างขมับของนางอย่างแผ่วเบa "เป้าหมายต่อไปคือพระราชวังหลวง หากเราเคลื่อนทัพผ่านช่องแคบหลงเหมินในวันพรุ่งนี้ กำลังพลของจaงอ๋องจะดักรออยู่ตรงนั้นหรือไม่ เจ้าประเมินไว้อย่างไร?" ซูเหม่ยหลินไม่หลบสายตา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเลือดเย็นในคราเดียวกัน "พวกมันมิได้รออยู่ที่ช่องแคบหลงเหมินหรอกเพคะฝ่าบาท..." นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบสร้างแรงกดดัน ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เพราะพวกมันกำลังรอต้อนรับเราอยู่ที่ ‘ตำหนักอี้หลาน’... สถานที่ที่พระมารดาของพระองค์เคยสิ้นพระชนม์อย่างปริศนาเมื่อสิบปีก่อนต่างหากเพคะ" สิ้นคำพูดนั้น แววตาของหลี่จวินเหยาพลันวับวาวด้วยเพลิงโทสะที่ถูกเก็บกดมานานนับทศวรรษ กล้ามเนื้อบริเวณกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่นชัด บรรยากาศรอบตัวฮ่องเต้หนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แม้แต่แม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนยังต้องก้มหน้าหลบสายตา "เจ้ากล้าดียังไง... ถึงนำเรื่องนี้ขึ้นมาพูด" น้ำเสียงของหลี่จวินเหยาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก "หม่อมฉันมิได้รื้อฟื้นแผลเก่าเพื่อทำร้ายพระองค์เพคะ แต่หม่อมฉันต้องการให้พระองค์ทรงตระหนักว่า ชัยชนะในวันนี้ที่เราสูญเสียทหารไปนับหมื่นนาย เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อทวงคืนบัลลังก์ที่แท้จริง" ซูเหม่ยหลินคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างนอบน้อม แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออก1มานั้นกลับหนักแน่นมั่นคงราวกับหินผา "จงอ๋องใช้ความแค้นของพระองค์เป็นเหยื่อล่อ หากพระองค์ทรงก้าวเข้าไปในตำหนักอี้หลานด้วยความโกรธเกรี้ยว พระองค์ก็จะตกหลุมพรางที่พวกมันขุดรอไว้ แต่ถ้าพระองค์ทรงใช้ความเย็นชาดุจน้ำแข็งเช่นเดียวกับยามที่สั่งประหารตระกูลซูของหม่อมฉัน... ชัยชนะครั้งนี้จะสมบูรณ์แบบที่สุดเพคะ" การอ้างถึง "ตระกูลซู" ทำให้หลี่จวินเหยาชะงักไป พระองค์มองสตรีที่คุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์ นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยความหวาดกลัว มีเพียงความแค้นฝังลึกที่สะท้อนอยู่ในเงาตาของกันและกัน ซูเหม่ยหลินแค้นตระกูลซูที่ทอดทิ้งนาง ปล่อยให้นางต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายในวัยเยาว์ นางจึงใช้ฮ่องเต้เป็นดาบฟันทำลายตระกูลของตนเอง ส่วนหลี่จวินเหยาก็ใช้สติปัญญาของนางเป็นโล่คุ้มกันและอาวุธสังหารศัตรูในราชสำนัก ทั้งสองต่างเป็นเหยื่อของโชคชะตาที่โคจรมาบรรจบกันเพื่อทำลายล้างผู้ที่เคยเหยียบย่ำพวกเขา หลี่จวินเหยาย่อพระกายลงใช้พระหัตถ์เชยคางนางให้เงยขึ้นสบตา พระพักตร์อยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดจากภายนอก "เจ้าไม่เคยกลัวข้าเลยสินะ... ซูเหม่ยหลิน" พระองค์ตรัสถามเสียงกระซิบ ใกล้ชิดจนน่าอันตราย "หม่อมฉันกลัวความพ่ายแพ้ยิ่งกว่าความตาย และกลัวความอ่อนแอของพระองค์ยิ่งกว่าสิ่งใดเพคะฝ่าบาท" นางตอบกลับทันควันโดยไม่กะพริบตา "หากพระองค์ทรงพร้อมที่จะเหยียบย่ำซากศพของศัตรูเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด... หม่อมฉันก็พร้อมจะถวายชีวิตและสติปัญญาเพื่อปูทางให้พระองค์เดินไปจนถึงบัลลังก์มังกร" รอยยิ้มเยแยวหยันปรากฏบนพระพักตร์ของฮ่องเต้หนุ่ม ก่อนที่พระองค์จะทรงแย้มพระสรวลออกมาเบาๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด "ดี... ถ้าเช่นนั้น รุ่งสางพรุ่งนี้ เราจะยกทัพมุ่งสู่ตำหนักอี้หลาน" หลี่จวินเหยาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดชายเสื้อคลุมด้วยท่าทีองอาจทรงอำนาจ "ให้คนเตรียมกำลังพลหน่วยเงา จับตาดูความเคลื่อนไหวของจงอ๋องให้ดี หากใครขัดขวาง... ฆ่าไม่เว้น!" ซูเหม่ยหลินลุกขึ้นยืนตาม นางมองตามแผ่นหลังสง่าผ่าเผยของฮ่องเต้หนุ่มที่ก้าวเดินออกจากกระโจมบัญชาการเพื่อไปสั่งการขั้นเด็ดขาด รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากของนางเช่นกัน ทว่า... ในวินาทีที่นางกำลังจะหันหลังกลับเพื่อไปจัดเตรียมแผนการขั้นต่อไป เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดขององครักษ์เงาก็พุ่งเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้ากระโจมด้วยความเร่งรีบ พร้อมกับรายงานข่าวกรองชิ้นสำคัญที่ทำให้ลมหายใจของนางต้องสะดุดกะทันหัน "ทูลพระสนม! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ! หน่วยสืบราชลับรายงานว่า... พระสวามีองค์ก่อน หรือก็คืออดีตฮ่องเต้ที่ถูกลือว่าสิ้นพระชนม์ไปเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้... ประทับอยู่ร่วมกับจงอ๋องภายในตำหนักอี้หลาน และกำลังทรงรอคอยการมาเยือนของฝ่าบาทด้วยพระองค์เองเพคะ!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%