ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 42

กุญแจสำคัญ

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“ใต้เท้าซ่ง... ท่านคิดว่ากระดูกชิ้นนี้ จะยังมีความหวานเหลือให้สุนัขอย่างพวกท่านแทะเล่นอีกสักเท่าไหร่กันเชียว” สำเนียงราบเรียบเย็นเยียบของซูเหม่ยหลินดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าภายในห้องลับใต้ตำหนักฉางซิน กลิ่นอับชื้นของดินปืนและสนิมเหล็กคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นจางๆ ของน้ำมันสน แสงสว่างเดียวในห้องมาจากเปลวเทียนสีส้มสั่นไหวบนเชิงทองเหลือง ที่สาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของซ่งจงเหอ อดีตราชองครักษ์ผู้แปรพักตร์ ร่างของเขากำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ผสมผสานกับความโกรธแค้นที่ถูกต้อนจนมุม หลี่จวินเหยาประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์สีเข้มที่มุมมืด ทรงทอดพระเนตรการเผชิญหน้านี้ด้วยพระพักตร์นิ่งสนิท ดั่งผิวน้ำในบึงลึกไร้ระลอกคลื่น ฮ่องเต้หนุ่มไม่ตรัสสิ่งใด แม้แต่ปลายนิ้วที่เคาะเบาๆ บนที่วางแขนก็ยังสะท้อนถึงความใจเย็นที่น่ากลัว พระองค์ทรงปล่อยให้ซูเหม่ยหลินเป็นผู้ถือหมากตานี้ ดึงเอาความลับที่ฝังกลบมานานนับสิบปีขึ้นมาตากแดดตากลม “เจ้า... นังปีศาจ... ข้าไม่มีทางบอกเจ้าหรอกว่ามันซ่อนอยู่ที่ใด!” ซ่งจงเหอเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความอาฆาตมาดร้าย แม้ร่างกายนายทหารเก่าจะเต็มไปด้วยร่องรอยการทรมานจากคุกหลวง แต่ศักดิ์ศรีจอมปลอมยังคงค้ำคอเขาให้อวดดีเป็นครั้งสุดท้าย ซูเหม่ยหลินแย้มรอยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา คล้ายดอกไม้พิษที่ผลิบานท่ามกลางหิมะ นางก้าวเข้าไปใกล้ชิดชายผู้กำลังจะหมดลมหายใจช้าๆ เสียงฝีเท้าของรองเท้าผ้าปักลายหงส์กระทบพื้นหินดังก้องกังวาน บีบหัวใจของผู้ฟังให้ตึงเครียดขึ้นทีละน้อย นางย่อกายลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับซ่งจงเหอที่นั่งคุกเข่าอยู่ “ใต้เท้าซ่งเจ้าคะ ท่านรักตระกูลซ่งของข้าเสียจริง... หรือท่านเพียงแต่รักชีวิตเน่าเฟะของตนเองกันแน่?” ซูเหม่ยหลินเอ่ยกระซิบ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ “ท่านคิดว่าการปกปิดที่ซ่อนของ ‘ตราประทับหยกมังกรทอง’ จะทำให้ตระกูลหลี่ส่งท่านไปตายอย่างมีเกียรติอย่างนั้นหรือ? ผิดแล้ว... ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงใช้ท่านเป็นเครื่องมือ แต่อย่าลืมว่าในสายตาของพวกมัน ท่านเป็นเพียงแค่เศษสวะที่หมดประโยชน์แล้วต่างหาก” ซ่งจงเหอสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกโพรงขึ้นด้วยความตกใจระคนหวาดระแวง “เจ้า... เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันคือ...” “หากข้าไม่รู้ว่าท่านกำลังปกป้องอะไร ข้าคงไม่เสียเวลามาเยือนคุกใต้ดินยามวิกาลเช่นนี้หดอกเพคะ” นางตัดบทด้วยรอยยิ้มเยาะ มือเรียวบางยื่นออกไปแตะที่ปลายคางของซ่งจงเหออย่างแผ่วเบา แต่แรงกดจากปลายนิ้วกลับหนักหน่วงราวกับภูเขา “ตราประทับฮ่องเต้ที่สูญหายไปตั้งแต่คืนที่เสด็จพ่อของฝ่าบาทสิ้นพระชนม์... ตราประทับที่ใช้รับรองราชโองการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ และสั่งการกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงครึ่งหนึ่ง... มันไม่ได้ถูกทำลายอย่างที่พวกใต้เท้ากุเรื่องขึ้นมาหรอก แต่มันถูกซ่อนไว้... ในที่ที่ไม่มีใครคาดคิดต่างหาก” ภายในห้องลับ อุณหภูมิลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก หลี่จวินเหยาที่ทรงเงียบมาตลอด ค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้น สายพระเนตรคมกริบดั่งใบมีดพุ่งตรงไปยังซ่งจงเหอ ทรงรับรู้ได้ทันทีว่าซูเหม่ยหลินกำลังใช้จิตวิทยาบีบให้ขุนนางกังฉินผู้นี้คายความจริงออกมาด้วยความตื่นกลัว “ใต้เท้าซ่ง...” หลี่จวินเหยาตรัสขึ้นด้วยพระสุระเสียงต่ำทุบกระดูก “เราให้โอกาสเจ้าเลือกแล้ว... จะมอบตราประทับให้เรา เพื่อแลกกับการไว้ชีวิตบุตรชายทั้งสามของเจ้า หรือจะให้เราลากพวกมันมาตัดหัวประจานหน้าประตูเมืองทีละคน พร้อมกับชื่อของเจ้าที่ต้องจารึกไว้ในฐานะกบฏผู้ทรยศแผ่นดินไปชั่วกัปชั่วกัลป์” คำประกาศิตนั้นเด็ดขาดและไร้ความปรานี ซ่งจงเหอหน้าถอดสี ร่างกายที่เคยแข็งขืนทรุดฮวบลงกองกับพื้น ความจงรักภักดีต่อเสนาบดีเฒ่าผู้เป็นนายใหญ่พังทลายลงในพริบตา เมื่อชีวิตของสายโลหิตถูกนำมาวางเดิมพันบนตาชั่งแห่งความตาย “ข้า... ข้าจะบอก...” ซ่งจงเหอหอบหายใจหนักหน่วง น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มเหี่ยวย่น “ตราประทับ... มันไม่ได้อยู่ในจวนของข้า... และ... และไม่ได้อยู่ในมือของท่านเสนาบดี...” ซูเหม่ยหลินหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณนักวางแผนเตือนภัยทันที “แล้วมันอยู่ที่ไหน?” “มันถูกซ่อนไว้ใน... ในสุสานหลวง... ใต้พระแท่นบูชาของอดีตฮ่องเต้... ผู้ที่เก็บรักษากล่องกุญแจชั้นนอกไว้... คือ...” ยังไม่ทันที่ซ่งจงเหอจะเอ่ยชื่อบุคคลสำคัญออกมา ร่างของเขาก็เกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกกว้างค้างเติ็ง เลือดสีดำคล้ำพุ่งทะลักออกจากปากและจมูกของเขาในเสี้ยววินาที ซูเหม่ยหลินผถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ ร่างของซ่งจงเหอฟุบลงกระแทกพื้น สิ้นใจตายคาที่ก่อนที่จะทันได้เอ่ยชื่อคนผู้นั้นออกมา! “ยาพิษที่ปลายลิ้น!” หลี่จวินเหยาทรงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความกริ้วโกรธ พระเนตรวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ พระองค์พุ่งพระบาทเข้ามาขวางหน้าซูเหม่ยหลินไว้ตามสัญชาตญาณการปกป้อง “มีคนสะกดรอยตามเรา! คนของเราถูกแทรกซึม!” ทว่า ก่อนที่ทั้งสองจะได้ตั้งตัว เสียงฝีเท้าจำนวนนับร้อยก็ดังระรัวก้องกังวานจากทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกันของกองกำลังเกราะหนักที่เข้ามาปิดล้อมตำหนักฉางซินไว้ทุกด้าน! ประตูห้องลับถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง แสงไฟจากคบเพลิงสว่างจ้าจนแสบตา บุคคลในชุดเกราะทองคำอร่ามก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก—แม่ทัพใหญ่หลงเทียนอี้ ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนคร ผู้ซึ่งควรจะอยู่ชายแดนเหนือในยามนี้! “ฝ่าบาท... พระสนมซู... ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดจึงยังทรงขยันขันแข็งมาเยี่ยมเยือนนักโทษกบฏในที่อับชื้นเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ?” หลงเทียนอี้แย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม ในมือถือกล่องไม้แกะสลักลวดลายประหลาดที่ส่งกลิ่นอายคุ้นเคยบางอย่างออกมา “กระหม่อมเกรงว่า... พระองค์จะทรงตามหา ‘กุญแจสำคัญ’ ดอกนี้ไม่พบ จึงถือวิสาสะนำมันมาถวายด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%