เสียงคำรามของสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางดึกราวกับเสียงพิพากษาจากสวรรค์ เม็ดฝนฤดูร้อนโหมกระหน่ำซัดสาดใส่หลังคากระเบื้องเคลือบสีชาดของตำหนักอักษรอย่างบ้าคลั่ง หยดน้ำฝนที่รั่วไหลผ่านรอยต่อของชายคาหยดลงกระทบพื้นหินอ่อนส่งเสียงดังก้องกังวาน บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรช่างมืดมนและอับeากาศ มีเพียงแสงวับแวมจากเปลวเทียนสีชาดที่ถูกสายลมซึ่งลอดผ่านหน้าต่างพัดกระพือจนเงาของเสาไม้จันทน์ทาบทับลงบนร่างของคนทั้งสองให้บิดเบี้ยวผิดรูป
ซูเหม่ยหลินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงพระอักษร ปลายนิ้วเรียวบางของนางสัมผัสเบาๆ บนกระดาษสาที่เปียกชื้นด้วยละอองฝน นางเพิ่งจัดการถอนรากถอนโคนสายลับของตระกูลอู่ที่แฝงตัวเข้ามาในกรมราชเลขานุการสำเร็จ แผนการที่นางและเขาตระเตรียมร่วมกันนับแรมเดือนดำเนินไปอย่างไร้ที่ติ ทว่าความเหนื่อยล้าจากการชิงไหวชิงพริบในราชสำนักกลับไม่อาจเทียบได้เลยกับความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศ ณ ยามนี้
เบื้องหน้าของนางคือหลี่จวินเหยา ฮ่องเต้หนุ่มผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดิน แต่ในยามนี้ โอรสสวรรค์ผู้ควรจะประทับอยู่อย่างสง่างามบนบัลลังก์มังกรกลับทรงถอดฉลองพระองค์คลุมตัวนอกออก เหลือเพียงฉลองพระองค์ตัวในสีขาวบริสุทธิ์ที่เปียกชื้น ร่างสูงโปร่งนั้นทรุดพระองค์ลงประทับบนขั้นบันไดหินอ่อนหน้าพระแท่น ดวงเนตรหงส์ที่มักฉายแววเยียบเย็นและคมกริบดั่งใบมีด ในยามนี้กลับเหม่อมองไปยังความมืดมิดเบื้องนอกอย่างไร้จุดหมาย
"เจ้าคิดว่าคนเรามีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใดกัน... เหม่ยหลิน"
สุรเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแหบพร่าและไร้ซึ่งพลัง จนซูเหม่ยหลินต้องชะงัก นางหันไปมองบุรุษผู้ทรงอำนาจสูงสุดในนาม แต่นางกลับมองเห็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่แบกรับภูเขาไว้ทั้งราวนม หัวใจของนางกระตุกวูบ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่นางพยายามกดทับมันไว้ใต้ความแค้น ค่อยๆ กัดเซาะกำแพงในใจนางทีละน้อย
"ฝ่าบาท..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ก้าวเข้าไปใกล้พระองค์อย่างระมัดระวัง "การที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าทรงเหนื่อยล้ามากแล้วเพคะ การเมืองคือเกมระยะยาว หากพระองค์ทรงแบกรับทุกอย่างไว้พระองค์เดียว เกรงว่า..."
"เกมระยะยาวรึ?" หลี่จวินเหยาแค่นพระsuraยิ้มหยัน หยัดพระกายลุกขึ้นช้าๆ พระเนตรคู่นั้นหันกลับมาจ้องร่องรอยของหยดน้ำตาที่ผสมปนเปกับละอองฝนบนพระพักตร์ พระองค์ก้าวเข้ามาประชิดตัวนาง กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายฝนและกลิ่นจันทร์หอมลอยกรุ่นอยู่ปลายนาสิก "เจ้ารู้หรือไม่ เหม่ยหลิน ว่าทุกครั้งที่ข้าหลับตา ข้าเห็นแต่ใบหน้าของผู้คนที่ถูกสังหารเพื่อแลกกับอำนาจของบัลลังก์นี้... ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นคนที่ข้ารัก และคนที่จงรักภักดีต่อข้า"
ซูเหม่ยหลินกลั้นหายใจ นางไม่เคยเห็นหลี่จวินเหยาในมุมนี้ พระองค์ผู้ไม่เคยแสดงความอ่อนแอ ผู้ที่ใช้ความเยือกเย็นเป็นเกราะกำบัง แม้แต่วันที่พระมารดาจากไป พระองค์ก็ยังไม่หลั่งน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ทว่าในยามนี้ แววตาคู่นั้นกลับสั่นระริกราวกับเปลวเทียนที่ใกล้จะมอดดับ
"หม่อมฉันเข้าใจ..." นางกระซิบ ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกันในระยะประชิด
"เจ้าไม่เข้าใจ!" หลี่จวินเหยาขึ้นสุรเสียงเล็กน้อย พระหัตถ์หนาเอื้อมออกไปคว้าข้อพระกรของนางไว้แน่น ราวกับว่าหากปล่อยมือ นางจะสลายหายไปกับสายฝนเบื้องนอก "เจ้ามีเป้าหมาย มีความแค้นที่ต้องสะ้าง มีตระกูลซูที่เจ้าต้องเหยียบย่ำให้จมดิน เจ้ามีเหตุผลให้มีชีวิตอยู่... แต่ข้าเล่า? ข้ามีใคร?"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาด หัวใจของซูเหม่ยหลินเต้นรัวระรัว นางมองลึกลงไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวของฮ่องเต้หนุ่ม นางอ่านใจผู้คนมานับไม่ถ้วน มองทะลุปรุโปรดถึงความโลภ ความกลัว และความชั่วร้ายในจิตใจมนุษย์ แต่นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า เบื้องหลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ จะซ่อนความว่างเปล่าที่กัดกินวิญญาณได้ถึงเพียงนี้
"ฝ่าบาทมิได้ทรงโดดเดี่ยวเพคะ..." ซูเหม่ยหลินฝืนกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ นางยกมืออีกข้างขึ้น สัมผัสเบาๆ ที่หลังพระหัตถ์ของพระองค์ที่สั่นเทา "หม่อมฉัน... ยังอยู่ที่นี่"
หลี่จวินเหยาชะงัก พระเนตรเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยยามที่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากปลายนิ้วของสตรีผู้ปราดเปรื่องที่สุดในแผ่นดิน ในสายตาของขุนนาง นางคือนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ในสายตาสกุลอู่ นางคือปีศาจร้ายที่จ้องจะล้างผลาญ แต่วินาทีนี้ สำหรับหลี่จวินเหยา นางคือสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ
พระองค์ดึงร่างบางเข้ามาสู่อ้อมพระองค์อย่างไม่ทันตั้งตัว ซูเหม่ยหลินสะดุ้งสุดตัว นางตั้งใจจะถอยหนีตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว ทว่าอ้อมแขนที่โอบกอดนางไว้นั้นกลับสั่นเทาเล็กน้อย มันเต็มไปด้วยความเปราะบางที่นางไม่กล้าปฏิเสธ ใบหน้าของนางแนบชิดกับฉลองพระองค์ที่เปียกชื้น เสียงหัวใจของฮ่องเต้ที่เต้นรัวอยู่แนบอกดังก้องแข่งกับเสียงสายฟ้า
"สัญญามาสิ... เหม่ยหลิน" สุรเสียงกระซิบข้างพระoaraของนางแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจ "ไม่ว่าวันข้างหน้า แผ่นดินนี้จะลุกเป็นไฟ หรือข้าจะต้องกลายเป็นฮ่องเต้ผู้ทรราชที่โลกรังเกียจ เจ้า... จะไม่ทิ้งข้าไปไหนใช่หรือไม่?"
ถ้อยคำนั้นไม่ใช่คำสั่งของโอรสสวรรค์ แต่เป็นคำอ้อนวอนของมนุษย์ผู้โดดเดี่ยวคนหนึ่ง ซูเหม่ยหลินหลับตาลง ชั่วขณะนั้น กำแพงความแค้นที่นางก่อร่างสร้างมาหลายปีคล้ายจะสั่นคลอน นางกำลังใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อเกมการเมือง ทว่าบัดนี้ นางกลับรู้สึกลึกๆ ว่า หัวใจของนางได้ก้าวเข้าสู่วังวนที่อันตรายยิ่งกว่าบัลลังก์มังกรเสียแล้ว
"หม่อมฉัน... สัญญาเพคะ" นางกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง แม้ขอบตาจะร้อนผ่าว
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบเข้าครอบงำหัวใจของคนทั้งสอง ท่ามกลางเสียงสายฝนที่เริ่มซาลง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงเคาะประตูไม้จันทน์สามครั้งอย่างเร่งรีบและไร้มารยาท
*ปัง! ปัง! ปัง!*
"ทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!" เสียงขันทีสนิทหน้าพระพักตร์แผדก้องด้วยความตื่นตระหนกจนเสียงหลง "สนมเอกอู่... ดื่มยาพิษปลิดชีพตนเองในตำหนักเย็นแล้วเพคะ! และ... และก่อนตาย พระนางทรงทิ้งพระราชสาส์นเลือดระบุว่า พระองค์... ทรงถูกฮองเฮาและแม่ทัพซูร่วมมือกันลอบปลงพระชนม์!"
ซูเหม่ยหลินลืมตาโพลง ความอบอุ่นในอ้อมพระกรของหลี่จวินเหยาพลันเย็นเยียบลงในพริบตา เมื่อฮ่องเต้หนุ่มค่อยๆ คลายอ้อมแขนออก พระเนตรที่เมื่อครู่ยังเปราะบาง กลับแปรเปลี่ยนเป็นความคมกริบดั่งคมดาบที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกสิ่งในชั่วพริบตาเดียว!
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 19
คำสารภาพท่ามกลางสายฝน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!