“ใต้เท้าเสนาบดีกล่าวประโยคนี้กี่ครั้งแล้วคะ? ตั้งแต่ข้าก้าวเข้าสู่วังหลวง คำขู่ของท่านก็ดูจะซ้ำซากจนข้าเริ่มรู้สึกว่ามันไร้รสชาติเสียแล้ว”
ซูเหม่ยหลินไม่ถอยหลังแม้เพียงก้าวเดียว นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งอำนาจของเสนาบดีใหญ่ ท่ามกลางความเงียบงันในโถงทางเดินที่แสงตะเกียงน้ำมันเต้นเร่าตามแรงลมพัดผ่าน นางรู้ดีว่าหากกะพริบตาเพียงครั้งเดียว ชีวิตของนางและแผนการของฮ่องเต้หลี่จวินเหยาอาจดับสูญไปพร้อมกับเปลวไฟนั้น
“เจ้าช่างกล้านัก... หญิงสาวผู้มียศเป็นเพียงสนมเอกที่ไร้บัลลังก์หนุนหลัง แต่กลับกล้าท้าทายพญาราชสีห์ที่กำลังหิวโซ” เสนาบดีก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่รอบตัวเขา “คืนนี้ ข้าจะสอนให้เจ้าได้รู้ว่าในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครอยู่เหนือแผนการของข้าไปได้”
เขาตบมือสามครั้ง เสียงกังวานนั้นเรียกเงาร่างขององครักษ์นับสิบโผล่ออกมาจากเงามืด แต่ทว่า... ก่อนที่ดาบเล่มแรกจะถูกชักออกจากฝัก เสียงหัวเราะแผ่วเบาของซูเหม่ยหลินกลับดังขัดขึ้นมา
“พญาราชสีห์ที่หิวโซมักจะตาบอดเสมอ ท่านเสนาบดี... ท่านลืมไปแล้วหรือคะว่า ข้าไม่ได้มาที่นี่เพียงลำพัง”
ทันใดนั้น แสงไฟจากคบเพลิงทั่วทางเดินก็ดับวูบลงพร้อมกัน ราวกับถูกใครบางคนสะบัดชายผ้าพัดดับไปในคราวเดียว ความมืดมิดเข้าครอบงำชั่วพริบตา ก่อนที่กลิ่นอายความเย็นเยียบของเหล็กกล้าจะทาบลงบนลำคอขององครักษ์ที่ใกล้ที่สุด ซูเหม่ยหลินฉวยโอกาสนั้นถอยฉากออกไปในเงามืดอย่างคล่องแคล่ว
นางไม่ได้หนี... นางกำลังเดินไปตามเส้นทางที่หลี่จวินเหยากำหนดไว้
ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ซูเหม่ยหลินใช้ความชำนาญในเส้นทางลับของตำหนักใน ลัดเลาะออกสู่เขตเมืองเก่าที่ถูกลืมเลือน ที่นั่นคือที่พำนักของ 'อดีตเจ้ากรมอาญา' จ้าวหยวน ขุนนางเก่าแก่ที่ถูกบีบให้เกษียณตนเองจากการเมืองเมื่อสิบปีก่อนเพียงเพราะเขายืนหยัดจะตรวจสอบบัญชีส่วยของตระกูลเสนาบดี
ประตูไม้ผุพังเปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าด ชายชราในชุดสีมอซอกำลังนั่งดื่มชาท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่ราวกับชีวิตของเขา เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาเยือน
“ดึกดื่นป่านนี้ กลิ่นหอมของดอกเหมยบนตัวเจ้าช่างแปลกปลอมเหลือเกินในย่านคนจนเช่นนี้ สนมเอก” จ้าวหยวนเอ่ยเสียงแหบพร่า
“ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร” ซูเหม่ยหลินก้าวเข้าหาช้าๆ วางป้ายหยกประจำพระองค์ที่หลี่จวินเหยามอบให้ไว้บนโต๊ะไม้
มือที่เหี่ยวย่นของชายชราสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสกับหยกชิ้นนั้น เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยขุ่นมัวบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยประกายแห่งความหวังที่ซ่อนเร้นมานาน “ฝ่าบาท... เขายังมีชีวิตอยู่จริงหรือ”
“เขาไม่ได้เพียงมีชีวิตอยู่ แต่เขากำลังรอการตัดสินใจของท่าน” ซูเหม่ยหลินกล่าวเน้นหนัก “ตระกูลเสนาบดีวางรากฐานดั่งปลวกที่กินโครงสร้างไม้จนผุพัง หากไม่มีคนอย่างท่านที่เป็นเสาหลักเดิมมาช่วยค้ำยัน แผ่นดินนี้ก็คงถล่มลงมาเสียก่อนที่รัชสมัยของเขาจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ”
จ้าวหยวนหัวเราะขื่นๆ “ข้าเป็นเพียงขุนนางที่ไร้อำนาจ ข้าจะช่วยอะไรคนหนุ่มที่ถูกขังอยู่ในกรงทองได้อย่างไร?”
“ท่านไม่ได้มีแค่กำลังคน ท่านมี 'บัญชีลับ' ที่ท่านเก็บไว้เมื่อสิบปีก่อน สิ่งที่สามารถลากคอเสนาบดีขึ้นสู่แท่นประหารได้ในคราวเดียว”
บทสนทนาหยุดชะงักลง เมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนดังก้องมาจากหน้าบ้าน จ้าวหยวนเบิกตากว้าง เขาหันไปคว้าดาบเก่าคร่ำคร่าข้างฝาผนัง “พวกมันตามเจ้ามา!”
ซูเหม่ยหลินรีบฉุดแขนชายชราไปที่ช่องลับใต้พื้นเรือน แต่นางกลับชะงักเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูบ้านที่บัดนี้ถูกพังพินาศลงด้วยกำลังมหาศาล
ร่างนั้นคือบุรุษหนุ่มในชุดสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปิดบังไว้ แต่แววตาที่เย็นเยียบนั้นนางจำได้ดี เขาคือมือขวาที่ไว้ใจที่สุดของเสนาบดี... และเป็นคนที่นางเคยรู้จักดีที่สุดในอดีตก่อนจะเข้าวัง
เขาก้าวข้ามซากประตูเข้ามาพลางปาดเลือดที่เปื้อนบนใบดาบ สายตาของเขามองผ่านซูเหม่ยหลินไปหยุดอยู่ที่ชายชรา
“ใต้เท้าจ้าว... ท่านเก็บความลับได้ดีมาสิบปี แต่น่าเสียดายที่ความตายไม่มีความลับ”
ก่อนที่มือสังหารจะทันได้ขยับกาย ร่างของใครบางคนในชุดผ้าคลุมสีเทาก็พุ่งผ่านหน้าต่างเข้ามา ปะทะกับคมดาบนั้นอย่างดุเดือด แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าของชายผู้มาใหม่ ทำให้ซูเหม่ยหลินแทบหยุดหายใจ
ชายผู้นั้นคือ หลี่จวินเหยา... ฮ่องเต้ผู้ไม่ควรจะปรากฏตัวที่นี่!
เขาสบตานางเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกระซิบเสียงเย็น “พาเขาไป... ข้าจัดการทางนี้เอง”
ทว่า ในจังหวะที่ซูเหม่ยหลินกำลังจะคว้าแขนจ้าวหยวนหนีไปทางประตูลับ เสียงฝีเท้าจำนวนมหาศาลก็ล้อมบ้านหลังเล็กนี้ไว้จนมิด พร้อมกับเสียงตะโกนที่ดังขึ้นจากด้านนอก “จับกุมกบฏที่ลอบปลงพระชนม์! ไม่ว่าใครที่อยู่ในนั้น... สังหารให้สิ้น!”
ซูเหม่ยหลินมองออกไปข้างนอก เห็นทหารหลวงนับร้อยถือคบเพลิงล้อมรอบบ้านไว้ และคนที่ยืนอยู่หน้าสุดคือ... เสนาบดีใหญ่ที่กำลังยิ้มอย่างผู้ชนะ ขณะที่หลี่จวินเหยากำลังถูกขนาบด้วยคมดาบจากทุกทิศทางในขณะที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งเล่ห์เหลี่ยมนี้ไปกับข้า หลิวเยี่ยนซีนะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 12
ขุนนางผู้จงรักภักดี
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!