กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่ลอยอวลอยู่ในตำหนักบูรพาไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่กลับทำให้เสียงจังหวะการรินชาลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีหยกขาวดังชัดเจนเสียจนบาดประสาท
ซูเหม่ยหลินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่นั่งอยู่เบื้องตรงข้าม นางเพียงแต่ปล่อยให้ปลายเรียวเล็บที่แต้มสีชาดลากผ่านขอบถ้วยช้าๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาหงส์คู่นั้นทอดมองไปยังระลอกคลื่นเล็กๆ ในถ้วยชาที่ไหวตามแรงสั่นสะเทือนจากฝ่าเท้าของมหาอำมาตย์ผู้ทรงอิทธิพล
“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ เหม่ยหลิน?”
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของหลี่จวินเหยาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงเนตรคมปลาบของฮ่องเต้หนุ่มกวาดมองสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านยากเย็นนัก ภายใต้ชุดผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงสีแดงสด นางดูงดงามราวกับภูตสาวจำแลงกายมาเพื่อพรากวิญญาณผู้คน แต่เขากลับรู้ดีที่สุดว่า ภายใต้รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยน้ำผึ้งนั้น ซ่อนยาพิษที่พร้อมจะปลิดชีพคนได้ทั้งเป็น
“ฝ่าบาททรงกังวลสิ่งใดหรือเพคะ?” เหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ส่งไม่ถึงดวงตา “หรือทรงเกรงว่า ‘อาวุธ’ ชิ้นนี้ จะทำงานได้ไม่ดีพอจนทำให้แผนการที่พวกเราวางร่วมกันมาแรมปีต้องพังทลายลง?”
หลี่จวินเหยาแค่นหัวเราะในลำคอเล็กน้อย เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะแตะปลายคางมนของนาง แต่แล้วก็ชะงักค้างไว้กลางอากาศ ก่อนจะดึงกลับอย่างรวดเร็วราวกับเตือนสติว่านางไม่ใช่ของเล่นในกำมือ หากแต่เป็นหมากตัวสำคัญที่สุดบนกระดานอำนาจนี้
“แม่ทัพใหญ่หลินเฟยหลงไม่ใช่คนโง่เขลาที่จะถูกความงามยั่วยวนได้ง่ายๆ” หลี่จวินเหยาเอ่ยเตือน น้ำเสียงเย็นเยียบลง “เขาคือพยัคฆ์ประจิม ผู้กุมกำลังทหารครึ่งค่อนแผ่นดิน หากเขารู้ทันแผนการลอบสังหารด้วยมารยาหญิง หัวของเจ้าคงหลุดจากบ่าก่อนที่เจ้าจะได้ทันเอ่ยคำแก้ตัว”
“หม่อมฉันไม่เคยคิดจะใช้ ‘มารยา’ ชั้นต่ำเช่นนั้นหรอกเพคะฝ่าบาท” เหม่ยหลินลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายผ้าไหมยาวลากพื้นส่งเสียงเสียดสีกับแผ่นหินอ่อนเบาๆ นางเดินเข้าไปใกล้บุรุษผู้ครองบัลลังก์ กลิ่นกายหอมหวานประหลาดลอยเข้าจมูกของเขา “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลินเฟยหลง ไม่ได้ต้องการสตรีที่อ่อนหวานเชื่อฟัง แต่เขาต้องการสตรีที่ ‘เข้าใจ’ ความทะเยอทะยานของเขาต่างหาก… และหม่อมฉัน คือคนเดียวในแผ่นดินนี้ ที่ล่วงรู้ว่าเขากำลังต้องการอะไร”
ฮ่องเต้หนุ่มหรี่ตาลง มองดูหญิงสาวที่กล้าอาจหาญเดินเข้ามายืนชิดจนแทบสัมผัสได้ถึงลมหายใจ ความเด็ดเดี่ยวในแววตาคู่นั้นทำให้เขาต้องยอมรับว่า บางครั้ง… สตรีผู้นี้ก็น่ากลัวเสียยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่นนาย
“คืนนี้ งานเลี้ยงรับรองกองทัพประจิมจะเริ่มขึ้นที่ตำหนักชิงหลัน” หลี่จวินเหยาเอ่ยกระซิบชิดริมหูของนาง “ข้าจะเปิดช่องทางให้เจ้าเข้าถึงตัวเขาได้ตามลำพัง… แต่อย่าลืมหน้าที่ของเจ้า อย่าทำให้ข้าผิดหวัง ซูเหม่ยหลิน”
“พระองค์ทรงรอฟังข่าวดีได้เลยเพคะ”
เสียงหัวเราะเบาๆ ของนางดังลอดริมฝีปากที่เคลือบด้วยชาดสีแดงสด ก่อนที่ร่างระหงจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้ฮ่องเต้หนุ่มประทับอยู่ลำพังท่ามกลางเงาแสงเทียนที่ไหววับในความมืดมิด
ยามค่ำคืนมาเยือนเร็วกว่าที่คิด เสียงดนตรีบรรเลงจากพิณและขลุ่ยดังแว่วมาจากตำหนักชิงหลัน แสงไฟจากโคมระย้าส่องสว่างเจิดจ้าขับเน้นให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความโอ่อ่าและตึงเครียดในเวลาเดียวกัน เหล่าขุนนางฝ่ายบู๊ต่างส่งเสียงหัวเราะครื้นเครง ยกจอกสุราดื่มกินกันอย่างไม่เกรงใจใคร
ตรงใจกลางโต๊ะประธาน แม่ทัพใหญ่หลินเฟยหลง บุรุษผู้มีใบหน้าคมเข้มราวกับถูกแกะสลักขึ้นจากหินผา นั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีองอาจ ดวงตาดุดั่งพยัคฆ์กวาดมองไปรอบงานด้วยความระแวดระวัง แม้ภายนอกจะดูผ่อนคลาย แต่กล้ามเนื้อทุกส่วนกลับตึงเกร็งพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
ซูเหม่ยหลินก้าวเข้ามาในงานด้วยก้าวย่างที่เย้ายวนและสง่างาม ทุกสายตาภายในโถงใหญ่ต่างหันมาจับจ้องที่นางเป็นตาเดียว ชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงขับผิวขาวผ่องราวกระเบื้องเคลือบให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เส้นผมสีดำสนิทถูกเกล้าขึ้นประดับด้วยปิ่นปักผมรูปหงส์ทองคำที่สั่นไหวตามจังหวะการเดิน รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนใบหน้านั้นทรงพลังพอที่จะทำให้ขุนนางหลายคนถึงกับลืมหายใจ
หลินเฟยหลงหรี่ตาลงเล็กทันทีที่เห็นร่างระหงก้าวเข้ามา สายตาคมกริบคู่นั้นประเมินนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ความระแวดระวังฉายชัดขึ้นในแววตาของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชน
“คารวะท่านแม่ทัพหลินเพคะ”
เสียงหวานใสดังกังวานก้องไปทั่วบริเวณที่เงียบลงอย่างกะทันหัน เหม่ยหลินย่อกายลงทำความเคารพอย่างช้าๆ ทรวดทรงที่โค้งเวื่องดงามทำให้ผู้ชายหลายคนในห้องต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“คุณหนูซู…” หลินเฟยหลงเอ่ยชื่อนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและระแวดระวัง “เหตุใดบุตรสาวเสนาบดีผู้สูงศักดิ์ จึงมาปรากฏตัวอยู่ในค่ายทหารดิบเถื่อนเช่นนี้ในยามวิกาลเล่า?”
เหม่ยหลินลุกขึ้นยืน รอยยิ้มพรายปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับหยิบจอกสุราขึ้นมาสองจอก รินสุราสีอำพันลงไปจนเต็ม แล้วยื่นจอกหนึ่งไปตรงหน้าเขา
“เพราะหม่อมฉันรู้ว่า ท่านแม่ทัพกำลังกระหาย…” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเย้ายวนจนแทบหยด “ไม่ใช่กระหายสุรา… แต่กระหายอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงแผ่นดินนี้ต่างหาก”
สิ้นคำพูดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเฟยหลงก็แข็งค้างไปในทันที แววตาพยัคฆ์คู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนหวาดระแวง เขามองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง นางไม่ใช่แค่หญิงงามที่ถูกส่งมาเพื่อยั่วยวน แต่เป็นปีศาจสาวที่มองทะลุปรุโปรดถึงก้นบึ้งจิตใจของเขา!
“เจ้ากล้ามากนะ…” หลินเฟยหลงเอ่ยเสียงลอดไรฟัน มือหนายื่นออกไปหมายจะบีบคอขาวผ่องของนางเพื่อกดดันให้คายความลับ
ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วหยาบกร้านนั้นจะทันได้สัมผัสผิวเนื้อของนาง เหม่ยหลินกลับโน้มตัวเข้าไปใกล้เขามากขึ้น ปลายจมูกของทั้งคู่แทบจะชนกัน กลิ่นหอมหวานประหลาดจากกายสาวโชยเข้าจมูกจนแม่ทัพผู้เกรียงไกรถึงกับชะงักงัน
“ถ้าท่านฆ่าหม่อมฉันตอนนี้…” นางกระซิบชิดริมฝีปากของเขา แววตาสีหงส์เปล่งประกายความท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวความตาย “ความลับเรื่องที่ท่านกำลังจะก่อกบฏ… จะไปถึงพระเนตรของฮ่องเต้ภายในหนึ่งก้านธูปอย่างแน่นอน ท่านแม่ทัพ”
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่งลงในเสี้ยววินาทีนั้น หลินเฟยหลงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของสตรีตรงหน้า พยายามค้นหาความหวาดกลัว แต่สิ่งที่เขาพบกลับมีเพียงความว่างเปล่าและความเด็ดเดี่ยวที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด
ในจังหวะที่แม่ทัพใหญ่กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำใดคำหนึ่งออกมานั้นเอง…
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องของขันทีหน้าพระพักตร์ที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนต้องเย็นเฉียบ
“ฮ่องเต้เสด็จ…!”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกไปกับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 17
กลลวงของหญิงงาม
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!