"ถ้าเจ้ายังคงเดินหมากตานี้ต่อไป เกรงว่าตระกูลซูคงไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้ฝังกระفرجหรอกกระมัง"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเยียบเย็นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในตำหนักบูรพา แสงจากเปลวเทียนสีชาดไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลัก ซูเหม่ยหลินไม่ได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงแต่ชะลอปลายนิ้วเรียวที่กำลังคีบหมากสีดำลงบนกระดานไม้จันทน์หอม ดวงตาหงส์คู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยซ่อนประกายไหววับก่อนจะเงยขึ้นสบตากับบุรุษผู้ประทับนั่งอยู่เบื้องตรงข้าม
หลี่จวินเหยา ในอาภรณ์สีเข้มสนิทกลมกลืนกับรัตติกาล พระองค์ไม่ได้ทรงฉลองพระองค์ของโอรสสวรรค์ในยามนี้ แต่กลับสวมเพียงชุดเรียบง่าย ทว่ารัศมีกดดันรอบพระองค์กลับเข้มข้นยิ่งกว่ายามออกว่าราชการแผ่นดิน พระเนตรคมกริบราวกับพญาอินทรีคู่นั้นจ้องมองนาง ราวกับต้องการทะลุทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตใจที่นางจงใจปิดตายเอาไว้
"ฝ่าบาททรงกังวลเกินไปแล้วเพคะ" สุพีร์หวานใสเอ่ยขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน มุมปากอิ่มระบายรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา "หมากกระดานนี้ หากหม่อมฉันไม่เดินเอง แล้วผู้ใดจะกล้าเสี่ยงเอาคอขึ้นไปพาดไว้บนแท่นประหารเล่าเพคะ?"
"ความเสี่ยงที่เจ้ากำลังแบกรับ มิใช่แค่คอของเจ้าคนเดียว..." หลี่จวินเหยาแค่นพระਸวลต่ำในลำคอ พระองค์โน้มพระวรกายมาข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นอายบุรุษสูงศักดิ์แผ่ซ่านจนบรรยากาศรอบตัวอึดอัดขึ้นหลายส่วน "แต่เป็นความอยู่รอดของราชบัลลังก์... และความระแวงสงสัยที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของอัครเสนาบดีหลิว"
คำว่า 'อัครเสนาบดีหลิว' ทำให้รอยยิ้มบนเรียวปากของซูเหม่ยหลินแข็งค้างไปชั่วลมหายใจเข้า
ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะนางรู้ดีว่า บ่วงหนวดเสือที่นางจงใจเข้าไปลูบเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยแล้ว สุนัขจิ้งจอกเฒ่าผู้นั้นย่อมไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้หมากตัวหนึ่งเดินเกมเหนือความคาดหมายได้ตลอดรอดฝั่ง การที่อีกฝ่ายเริ่มส่งคนมาจับตาดูลับๆ การที่บัญชีลับการค้าเกลือถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น และสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงในท้องพระโรงวันก่อน ล้วนเป็นหลักฐานประจักษ์ชัดว่า... ความลับของนางเริ่มจะปิดไม่อยู่เสียแล้ว
"เขาเริ่มสงสัยแล้วสินะเพคะ..." น้ำเสียงของนางแผ่วเบาลง เจือความเยרเยือกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ
"มิใช่แค่สงสัย..." หลี่จวินเหยาทรงทอดพระเนตรแผ่นไม้กระดาน ก่อนจะหยิบหมากสีขาวขึ้นมาหมุนเล่น
"เขาเริ่มส่งคนสืบสาวราวเรื่องเส้นทางเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนบรรเทาทุกข์ทางเหนือแล้ว และที่สำคัญที่สุด... เขากำลังสงสัยว่าเหตุใดคุณหนูรองตระกูลซูผู้เก็บตัวเงียบเชียบมาตลอด จึงมีความสามารถในการคำนวณภาษีเกลือที่แม้แต่ขุนนางกรมคลังยังต้องกุมขมับ"
ซูเหม่ยหลินเม้มริมฝีปากแน่น สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างรวดเร็วราสายฟ้าแลบ นางประเมินก้าวเดินผิดพลาดไปตรงไหนหรือ? หรือนางแสดงออก ิิิิชัดเจนจนเกินไป? ไม่... นางรอบคอบมาตลอด ทุกอย่างถูกโยนผ่านมือพ่อค้าเร่และตัวแทนเชิดหนังหน้าไฟ แล้วเหตุใด...
"เพราะเจ้าประเมินความเจ้าเล่ห์ของเขาต่ำไป หลิวซานผู้นั้นผ่านสมรภูมิการเมืองมาสามรัชกาล รอยแผลเป็นบนตัวเขาไม่ได้มีไว้ประดับ" ฮ่องเต้หนุ่มตรัสเตือนสติด้วยน้ำพระ N ทรงจริงจัง พระหัตถ์ที่ถือหมากขาววางลงบนกระดานเสียงดัง *'แปะ'* ท่ามกลางความเงียบ
"ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันควรทำอย่างไรเพคะ? ถอยร่น? หรือแสดงละครให้แนบเนียนยิ่งขึ้น?" หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ แววตาของนางมีความดื้อรั้นท้าทายฉายชัด ความแค้นที่ฝังรากลึกในอกตระกูลซูที่ทอดทิ้งและเหยียบย่ำนางกับมารดา ทำให้ไม่มีคำว่าถอยอยู่ในพจนานุกรมของซูเหม่ยหลิน
"ถอยไม่ได้..." หลี่จวินเหยาทรงแย้มพระสรวลเย็นเยียบ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องหนสันหลังวาบ "หากถอยตอนนี้ หลิวซานจะขย้ำเราทั้งคู่จมดิน วิธีเดียวที่จะทำให้มันหยุดสงสัย คือการทำให้มันหันไปสนใจภัยที่ร้ายแรงกว่า... และใกล้ตัวมันยิ่งกว่า"
"ภัยที่ร้ายแรงกว่า..." ซูเหม่ยหลินทวนคำ ดวงตาหงส์หรี่แคบลงทันที ความฉลาดปราดเปรื่องเชื่อมโยงเหตุการณ์ในหัวชั่วพริบตา "ฝ่าบาททรงหมายถึง... แคว้นเป่ยหลัน?"
"ถูกครึ่งเดียว" หลี่จวินเหยาทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายสง่างามทอดเงาทาบทับร่างบอบบางของหญิงสาว "เป่ยหลันเป็นแค่ภัยภายนอก แต่หนอนบ่อนไส้ที่สูบกินโลหิตราชสำนักต่างหากคือภัยที่แท้จริง เจ้ากล้าพอที่จะเล่นเกมเดิมพันครั้งใหญ่กับเจิ้นหรือไม่ ซูเหม่ยหลิน"
บรรยากาศภายในตำหนักเงียบงัดลงจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นระรัว ซูเหม่ยหลินแหงนพระพักตร์ขึ้นมองฮ่องเต้หนุ่มผู้กุมชะตาแผ่นดินและชะตาชีวิตของนางไว้ในคราเดียวกัน ในยามนี้ ไม่มีร่องรอยของความอ่อนแอหลงเหลืออยู่บนพระพักตร์นั้น มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและอำนาจมืดที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
นี่คือการจับมือกันระหว่างปีศาจสองตน... คนหนึ่งกุมอำนาจสูงสุดแต่ไร้ซึ่งแขนขา อีกคนซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้มแต่ไร้ซึ่งบัลลังก์รองรับ
"หม่อมฉันถวายชีวิตและจิตวิญญาณให้ฝ่าบาทแล้วเพคะ" นางค้อมศีรษะลงต่ำ น้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคงดั่งขุนเขา "ในเมื่ออัครเสนาบดีหลิวอยากรู้นักว่าใครอยู่เบื้องหลังการเดินหมากครั้งนี้ หม่อมฉันก็จะจัดฉากละครฉากใหญ่ให้เขาได้ชมจนลืมหายใจ"
รอยยิ้มพึงใจผุดขึ้นบนพระพักตร์หลี่จวินเหยา พระองค์เอื้อมพระหัตถ์มาแตะที่ปลายคางมนของนางเบาๆ สัมผัสอุ่นร้อนทำให้ซูเหม่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่ทันที่นางจะได้ถอยหลบ ทหารองครักษ์เสื้อแพรก็พุ่งพรวดเข้ามาในตำหนักด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและหอบหายใจกระเส่า
"กราบบังคมทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงรายงานขาดห้วงด้วยความตื่นตระหนก องครักษ์ผู้นั้นคุกเข่าลงจนเข่ากระแทกพื้นศิลาเสียงดังสนั่น เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย
"มีราชสาส์นด่วนจากชายแดนใต้... กองทัพกบฏของอ๋องหนิงประกาศตัวเป็นอิสระแล้ว และ... และที่สำคัญที่สุด..."
องครักษ์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่อข่าวที่กำลังจะเอื้อiนเอ่ย
"ขบวนสินค้าบรรณาการลับของตระกูลหลิว ที่ลักลอบค้าขายกับชนเผ่าภายนอก ถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปล้นชิงไปหมดเกลี้ยงระหว่างทาง ทิ้งไว้เพียง... สัญลักษณ์เลือดรูปดอกอวี้หลันที่สลักไว้บนศพของคนคุ้มกันทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของซูเหม่ยหลินเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่ง สัญลักษณ์ดอกอวี้หลัน... นั่นคือตราประทับประจำตัวลับของนางเองที่นางใช้สั่งการเครือข่ายใต้ดิน! แต่นางยังไม่ได้ลงมือสั่งการปล้นขบวนสินค้านั้นเลยแม้แต่น้อย!
ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามขึ้นสู่กระดูกสันหลัง ในขณะที่หลี่จวินเหยาทรงหันขวับกลับมาทอดพระเนตรนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง—ไม่ใช่ความระแวงธรรมดา แต่เป็นประกายคมปลาบของความตระหนักรู้ว่า...
*พวกเขากำลังถูกตลบหลังอย่างเจ็บแสบ จากผู้เล่นคนที่สามที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด*
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกไปกับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้ด้วยนะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 16
ความมืดมิดก่อนรุ่งสาง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!