“ถ้าตระกูลซูคือเข็มพิษที่ฝังอยู่ในอกของฝ่าบาท... หม่อมฉันก็จะเป็นเนื้อเยื่อที่ยอมถูกกรีดให้เป็นแผล เพื่อล่อให้งูร้ายนั่นคายพิษออกมาเองค่ะ”
เสียงของซูเหม่ยหลินราบเรียบ ทว่าหนักแน่นดั่งคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก นางยืนเผชิญหน้ากับหลี่จวินเหยาภายในห้องลับใต้ดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกระดาษเก่าและหยาดน้ำค้างชื้นแฉะ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนดวงตาที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวผู้กุมชะตาชีวิตของตนเองไว้ในกำมือ
หลี่จวินเหยาสะบัดชายเสื้อคลุมสีเข้ม ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างของทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจ “เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เหม่ยหลิน เจ้าไม่รู้หรอกว่าความแค้นของเจ้าจะแผดเผาแม้กระทั่งตัวเจ้าเอง”
“ไฟที่ฝ่าบาทจุดขึ้นมาเพื่อเผาทำลายบัลลังก์ของพระองค์เอง หม่อมฉันเพียงแค่ขอยืมมาใช้เป็นแสงสว่างในการค้นหาความจริงก็เท่านั้น” นางแสยะยิ้มตอบ ดวงตาเรียวหงส์จ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีรัตติกาลของฮ่องเต้หนุ่ม “ในงานเลี้ยงชมจันทร์ที่จะถึงนี้ พวกเขาจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อกำจัดขวางหนามที่ชื่อ ‘ซูเหม่ยหลิน’ ออกไป เพราะหม่อมฉันเพิ่งจะแสดงให้เห็นว่า... หม่อมฉันไม่ใช่หมากตัวเดิมที่พวกเขารู้จัก”
หลี่จวินเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหู “หากเจ้าพลาด... ข้าจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย แม้แต่การมองดูการตายของเจ้า ข้ายังต้องทำเป็นนิ่งเฉย เพื่อรักษาละครฉากนี้ไว้”
“หม่อมฉันไม่เคยหวังให้ฝ่าบาททรงช่วย” นางตอบกลับทันควัน พร้อมกับหมุนตัวเดินออกไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยที่ยังคงลอยอบอวล
...
คืนวันงานเลี้ยงชมจันทร์ภายใต้แสงจันทร์เต็มดวงที่ดูหม่นหมองกว่าปกติ ท้องพระโรงประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดงชาดที่ดูราวกับหยดเลือด ซูเหม่ยหลินในชุดอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆา ดูสูงส่งทว่าเยือกเย็น นางเดินก้าวผ่านเหล่าขุนนางที่คอยจับจ้องด้วยสายตาสอดรู้สอดเห็น บิดาของนาง—ใต้เท้าซูจง—นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักชั้นดี สายตาที่เขามองมายังนางไม่ใช่ความรักใคร่ของบิดา หากแต่เป็นความเย็นชาของนักล่าที่กำลังรอจังหวะ
“เหม่ยหลิน เจ้าดูแปลกตานักวันนี้” เสียงทุ้มต่ำของซูจงดังขึ้นขณะนางเดินผ่าน
ซูเหม่ยหลินหยุดก้าวเท้า นางแย้มยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนหวาน แต่ในดวงตากลับไร้ความรู้สึก “แปลกตาหรือคะ? หรือเป็นเพราะท่านพ่อไม่เคยคิดว่าบุตรสาวคนนี้จะมีโอกาสยืนอยู่เบื้องหน้าท่านในฐานะที่สูงส่งกว่า... คนรับใช้ในบ้านล่ะคะ?”
ซูจงชะงัก สีหน้าเข้มขึ้น “เจ้าอย่าได้กำเริบเสิบสานให้มากนัก ประวัติศาสตร์ของตระกูลซูไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะเอาไปวางเดิมพันในเกมการเมืองที่เจ้าไม่มีวันชนะ”
“งั้นเรามาลองดูกันไหมล่ะคะ” นางโน้มตัวเข้าไปใกล้ “ว่าใครกันแน่ที่กำลังจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้... ท่านพ่อ เตรียมของขวัญที่ท่าน ‘ตั้งใจ’ มอบให้หม่อมฉันในคืนนี้ไว้ให้ดีเถิด เพราะหม่อมฉันเตรียม ‘เวที’ ไว้ให้ท่านแล้ว”
ท่ามกลางบทสนทนาที่เฉือดเฉือน ซูเหม่ยหลินสังเกตเห็นมือสังหารในคราบขันทีที่พยายามเลี่ยงมุมมืดอยู่ไม่ไกล นี่คือเหยื่อล่อที่นางวางไว้... การจงใจแสดงตัวว่ารู้ความลับเรื่องการทุจริตเสบียงในกองทัพของตระกูลซู ทำให้พวกเขากระวนกระวายใจจนต้องลงมือเร็วกว่ากำหนด
นางก้าวออกไปที่ระเบียงทางเดินที่แยกจากตัวงานเลี้ยง โดยมีสายตาของซูจงจับจ้องอยู่ห่างๆ ราวกับจงอางหวงไข่ นี่คือจังหวะที่นางต้องการ หญิงสาวแสร้งทำเป็นเสียหลักสะดุดชายผ้าถุงตนเองจนร่างเซถลาเข้าไปในมุมอับของระเบียงที่ไร้แสงโคม
เงามืดเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เสียงกระบี่สั้นถูกชักออกจากฝักเบาหวิวราวกับเสียงอสรพิษขยับตัว ซูเหม่ยหลินหลับตาลงนับจังหวะในใจ... หนึ่ง... สอง... สาม...
*ฉึก!*
เสียงอาวุธกระทบโลหะดังก้องขัดจังหวะการลงมือ มือสังหารเบิกตากว้างเมื่อเห็นกระบี่เล่มหนึ่งปักขวางอยู่ตรงหน้าอกของมัน ร่างของหลี่จวินเหยาปรากฏขึ้นจากความมืดมิด ทรงดึงกระบี่กลับพร้อมกับสะบัดเลือดที่เปื้อนปลอกดาบออกด้วยท่าทีสง่างามราวกับกำลังวาดลวดลายบนภาพเขียน
“คนของเจ้าทำงานได้ไร้ฝีมือเหลือเกิน... ใต้เท้าซู” ฮ่องเต้หนุ่มตรัสเสียงเย็นชา แววตาที่มองไปยังร่างของซูจงที่เพิ่งก้าวตามมาติดๆ นั้นเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต
ซูจงหน้าซีดเผือด เขาทรุดลงคุกเข่าต่อหน้าโอรสสวรรค์ “ฝ่าบาท... นี่มันเรื่องเข้าใจผิด พะยะค่ะ!”
ซูเหม่ยหลินค่อยๆ พยุงกายขึ้น มือเรียวบางปัดฝุ่นออกจากอาภรณ์อย่างใจเย็น นางหันไปมองบิดาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพช ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ร่างที่คุกเข่าอยู่
“เข้าใจผิดงั้นหรือคะ?” นางกระซิบผ่านเสียงลม “ท่านพ่อ... ท่านลืมไปแล้วหรือว่าคนที่จะต้องตายในค่ำคืนนี้... คือคนที่ท่านคิดว่าไม่มีใครหนุนหลัง แต่คนคนนั้นกลับมีฮ่องเต้เป็นคนถือท้ายเรือให้”
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังถึงขีดสุด เสียงหัวเราะแผ่วเบาของใครบางคนกลับดังขึ้นจากมุมมืดอีกฝั่งของระเบียง ซูเหม่ยหลินหันขวับไปมอง ร่างของสตรีผู้หนึ่งก้าวออกมาภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าที่ดูคุ้นตาทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ
“ท่านพ่อ... ข้าบอกท่านแล้วว่านังลูกคนนี้มันงูพิษ แต่ท่านก็ยังประมาทมัน” เสียงนั้นหวานหยดทว่าคมกริบ
ซูเหม่ยหลินเบิกตากว้างเมื่อเห็นโฉมหน้าของหญิงสาวที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้น ‘ซูเหม่ยถิง’ พี่สาวที่นางคิดว่าถูกส่งไปแต่งงานที่เมืองชายแดนเมื่อสามปีก่อน กลับมายืนอยู่ที่นี่... และดูเหมือนนางจะไม่ได้มาคนเดียว เพราะในมือของซูเหม่ยถิงกำลังถือตราประทับลับที่สามารถสั่งการกองทัพหลวงได้ครึ่งหนึ่ง!
ความเงียบเข้าปกคลุมระเบียงทางเดินอีกครั้ง หลี่จวินเหยาหรี่ตาลงมองตราประทับนั้นด้วยความตกตะลึง เพราะนั่นหมายความว่าแผนการกอบกู้แผ่นดินที่เขาและนางร่วมวางมาตลอด... บัดนี้ได้ถูกดักรอไว้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นแล้ว
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมลุ้นไปกับหมากกระดานนี้ของซูเหม่ยหลินนะคะ หลิวเยี่ยนซีสัญญาว่าจะพาไปพบกับความเข้มข้นยิ่งกว่าในตอนหน้าค่ะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 10
เหยื่อล่อชั้นดี
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!