คมดาบมหาสมบัติสะท้อนเงาของความตายลงบนม่านตาของคิรอสอย่างชัดเจน
ไม่ใช่ภาพสะท้อนจากจินตนาการ แต่มันคือรัศมีเวทมนตร์สีครามเข้มที่แผ่พุ่งออกมาจากคมเหล็กกล้า แรงกดดันมหาศาลระดับที่ทำให้อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจนเกิดเสียงกรอบแกรบราวกับกระจกที่กำลังจะแตกสลาย เม็ดเหงื่อกาฬเม็ดใหญ่ไหลย้อยลงตามกรอบหน้าของเด็กหนุ่ม กระทบลงบนพื้นหินจนเกิดเสียงสะท้อนเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด
*ติ๊ด! ระบบตรวจพบภัยคุกคามระดับ 'ภัยพิบัติ' — คำเตือน: โอกาสรอดชีวิตจากการปะทะตรงๆ คือ 0.00%*
หน้าต่างสีฟ้าโปร่งแสงเด้งเตือนขึ้นมาถี่รัวจนแสบตา แต่คิรอสไม่มีเวลาแม้แต่จะปรายตามองมัน สมองของเขาหมุนวนด้วยความเร็วยิ่งกว่ากงจักรเวทมนตร์ ข้อมูลเกี่ยวกับดันเจี้ยนชั้นที่เจ็ดถูกดึงขึ้นมาประมวลผลซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าสวมเกราะเหล็กโบราณที่สลักลวดลายอักษรรูนแห่งความตาย มันไม่ใช่ศัตรูที่ถูกสร้างขึ้นจากระบบของโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้อย่างแน่นอน แต่มันคือ 'สิ่งแปลกปลอม' ที่หลุดรอดเข้ามาจากมิติที่ลึกยิ่งกว่า
“น่าสนใจ…”
เสียงทุ้มต่ำและแหบแหร่วัสดุราวกับเหล็กเสียดสีกันดังลอดออกมาจากช่องว่างของหมวกเกราะเหล็ก มันไม่ใช่เสียงของสัตว์ประหลาดไร้ความคิด แต่เป็นเสียงที่มีภูมิปัญญาและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
คิรอสกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันเป็นนูน เขารู้ดีว่าการถอยหลังในจังหวะนี้เท่ากับการเปิดช่องว่างให้คมดาบนั้นตวัดเข้าปลิดชีพในพริบตา มือซ้ายของเขาสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมเพื่อสัมผัสกับศิลาเวทมนตร์ฉุกเฉินที่เตรียมไว้ แม้จะรู้ว่าพลังงานมหาศาลรอบตัวอาจทำให้การวาร์ปถูกขัดขวาง แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเสี่ยง
ทว่า… ก่อนที่นิ้วของเขาจะได้ออกแรงบีบศิลาศักดิ์สิทธิ์
*ชิ้ง!*
ประกายแสงสีเงินยวดยิ่งกว่าแสงจันทร์ยามวิกาลก็วาบผ่านหางตาของเขาไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าความคิด เงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับภูตพรายที่หลุดลอยมาจากมิติอื่น ปรากฏตัวขึ้นแทรกกลางระหว่างเด็กหนุ่มกับอัศวินเกราะเหล็กโบราณอย่างพพอดี
กลิ่นอายอันคุ้นเคยที่เจือจางด้วยกลิ่นหอมบางเบาของสมุนไพรป่าและชาขาวลอยแตะจมูก คิรอสเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
เส้นผมสีเงินยาวสลวยที่มักจะถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย บัดนี้ปล่อยสยายเคลียไหล่บางในชุดคลุมสีดำสนิทที่กลมกลืนไปกับความมืดมิดของผนังดันเจี้ยน ปลายเรียวของไม้เท้าโบราณในมือของนางเคาะลงบนพื้นเบาๆ สองครั้ง แต่กลับสร้างคลื่นกระแทกเวทมนตร์สีครามเข้มกระจายตัวออกไปเป็นวงกว้าง หักล้างแรงกดดันมหาศาลของอัศวินเกราะเหล็กจนสลายกลายเป็นเพียงสายลมเอื่อยๆ
“การรังแกเด็กนักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ… ดูจะไม่ใช่กิจวัตรที่ผู้ทรงเกียรติเขาทำกันหรอกนะเพคะ… เอ้ย ไม่ใช่สิ… แบบนั้นมันเชยเกินไป”
น้ำเสียงราบเรียบ เย็นชา แต่แฝงไว้ด้วยความกวนประสาทและเย่อหยิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ดังขึ้น ทำเอาคิรอสเกือบจะเผลอหลุดยิ้มออกมาท่ามกลางสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน
ศาสตราจารย์ไอรีลยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าเขา แผ่นหลังของอาจารย์สาวดูบอบบางเมื่อเทียบกับร่างมหึมาของอัศวินเกราะเหล็ก แต่รัศมีเวทมนตร์ที่แผ่ออกมาจากตัวนางกลับกดดันให้อากาศรอบด้านสั่นระริกได้อย่างน่าประหลาด
อัศวินเกราะเหล็กชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ดาบมหาสมบัติที่เคยชี้ตรงมายังคิรอสถูกเบนความสนใจไปยังผู้มาใหม่ ดวงตาสีแดงฉานที่ส่องประกายอยู่ภายในหมวกเกราะหรี่ลงอย่างใช้ความคิด “พลังเวทแบบนี้… หรือว่าเจ้าจะเป็นผู้สืบทอดแห่งหอคอยโบราณคนสุดท้าย?”
“หอคอยโบราณอะไรกัน ฟังดูแก่แดดสิ้นดี” ไอรีลเอียงคอเล็กน้อย ดวงเนตรสีนิลภายใต้กรอบแว่นทรง The Rimless ปรายตามองสิ่งมีชีวิตตรงหน้าด้วยความรังเกียจระคนสมเพช “ข้าก็แค่… อาจารย์ผู้ดูแลความเรียบร้อยที่ผ่านมาเห็นศิษย์ก้นกุฏิของตัวเองกำลังจะถูกหมาป่ารังแก ก็เท่านั้นเอง”
“ใครเป็นศิษย์ก้นกุฏิกันครับอาจารย์…” คิรอสอดไม่ได้ที่จะกระซิบแย้งเบาๆ จากด้านหลัง
“เงียบไปเลยคิรอส เดี๋ยวยอดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอุปกรณ์เวทมนตร์ของเธอรอบนี้ ฉันจะบวกเพิ่มเป็นสองเท่าในบัญชีส่วนตัวดีไหม?” ไอรีลตอบกลับโดยไม่หันมามอง แต่รอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร
บรรยากาศตึงเครียดพลันทุเลาลงชั่วขณะ แต่ความอันตรายไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย อัศวินเกราะเหล็กคำรามต่ำในลำคอ แรงลมมหาศาลพัดกระโชกจนชายเสื้อคลุมของทั้งสองคนสะบัดไหว ดาบในมือของมันเริ่มสั่นระริกด้วยอานุภาพแห่งความตายที่พร้อมจะปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้น… เจ้าก็ต้องตายไปพร้อมกับมันด้วย”
อัศวินเกราะเหล็กไม่พูดพร่ำทำเพลง มันก้าวเท้าเข้าหาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด ดาบมหาสมบัติถูกเหวี่ยงเป็นวงกว้างหวังจะผ่าร่างทั้งสองให้ขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว
“ถอยไป”
ไอรีลกล่าวสั้นๆ มือเรียวบางยกไม้เท้าขึ้นวาดเป็นวงกลมกลางอากาศ อักษรรูนโบราณนับร้อยตัวปรากฏขึ้นเปล่งแสงเจิดจ้ากลายเป็นโล่เวทมนตร์ซ้อนทับกันถึงเจ็ดชั้น คิรอสที่ผ่านการคำนวณและวิเคราะห์มาอย่างโชกโชนรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เวทมนตร์ป้องกันธรรมดา แต่มันคือ ‘ค่ายกลสะท้อนเงาโลหิต’ ที่จะดึงเอาพลังโจมตีของศัตรูมาทบต้นทบดอกแล้วซัดกลับไปร้อยเท่า
*ตูมมมม!*
แรงปะทะสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งชั้นดันเจี้ยน ฝุ่นผงและเศษหินร่วงหล่นลงมาจากเพดานราวกับหิมะโปรศ แสงสว่างวาบจากการปะทะแสบตาจนคิรอสต้องยกแขนขึ้นบัง ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ควันจางลงนั่นเอง… ร่างของอัศวินเกราะเหล็กที่ควรจะกระเด็นถอยหลังตามหลักการสะท้อนพลัง กลับยืนหยัดนิ่งสนิทอย่างไร้รอยขีดข่วน!
ดวงตาสีแดงฉานภายใต้หมวกเกราะจ้องมองทะลุผ่านค่ายกลเวทมนตร์เข้ามาโดยตรง มันไม่ได้สะท้อนพลังกลับไป แต่มันใช้มือเปล่าอีกข้างหนึ่งคว้าจับคมดาบของตนเองแล้วแทงทะลุโล่เวทมนตร์เจ็ดชั้นของไอรีลเข้ามาได้ราวกับกระดาษทิชชู!
ดวงตาของไอรีลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเป็นครั้งแรก ความเยือกเย็นบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงชั่วพริบตา
*ติ๊ด! คำเตือนขั้นวิกฤต — พลังของเป้าหมายไม่อยู่ในฐานข้อมูลระบบเวทมนตร์ของสถาบัน — ตรวจพบร่องรอยของ… 'พลังจากภายนอกทวีป' !*
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นถี่รัวจนกลายเป็นเสียงหวอเตือนภัยที่แสบแก้วหู คิรอสมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นรัวระรัวยิ่งกว่ากลองศึก เมื่อคมดาบนั้นทะลุผ่านโล่เวทมนตร์และกำลังจะพุ่งเข้าหาจุดตายของอาจารย์สาวผู้เก่งกาจโดยที่นางยังไม่ทันได้ตั้งรับ!
“อาจารย์!”
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
รุ่นพี่ครับ อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้น•ตอนที่ 18
ความช่วยเหลือจากเงามืด
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!