กลิ่นอายของความพินาศไม่ได้ลอยมาพร้อมกับควันไฟหรือเสียงระเบิดค่ะ แต่มันอบอวลอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในซากปรักหักพังของ "แกรนด์ ธันวาคม" อาคารพาณิชย์และศูนย์การค้าคอมมูนิตี้มอลล์มูลค่าหลายพันล้านที่บัดนี้เหลือเพียงโครงสร้างเหล็กสีดำเป็นตะחองและเศษปูนที่แตกละเอียดจากเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อคืนก่อน
พิมพ์มาดายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเสียหายนั้น เสื้อโค้ทสีเบจตัวยาวของเธอถูกลมหนาวพัดกระพือ ปลายรองเท้าบูทหนังเหยียบย่ำลงบนเศษกระจกที่สะท้อนแสงไฟนีออนสลัวจากถนนใหญ่ เธอมองภาพความล่มสลายเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า—ไม่ใช่ความสะใจอย่างที่เธอเคยจินตนาการไว้ในวันที่ถูกเขาขับไสไล่ส่งอย่างไร้เยื่อใย แต่มันคือความเวิ้งว้างของวัฏจักรมนุษย์ ที่ในท้ายที่สุดแล้ว ความโลภก็มักจะกลืนกินผู้สร้างมันขึ้นมาเอง
"คุณไม่ควรมาที่นี่... ที่มันอันตราย"
เสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าดังขึ้นจากด้านหลัง ธันวาในสภาพที่ไร้ซึ่งเงาของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและเย่อหยิ่งในอดีต เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ยับยู่ยี่ แขนเสื้อพับขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นรอยเปื้อนเขม่าควันและรอยขีดข่วนตามท่อนแขน ใบหน้าคมสันนั้นซูบผอมจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ดวงตาที่เคยคมปลาบและเต็มไปด้วยความมั่นใจ บัดนี้แดงก่ำและเต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ที่กัดกินวิญญาณ
พิมพ์มาดาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองทันที เธอปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กรีดแท่งบรรยากาศระหว่างกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หันมาสบตาอดีตสามีด้วยแววตานิ่งสงบ เยียบเย็นราวกับผิวน้ำในบึงลึก
"อันตรายเหรอคะ?" มุมปากของเชฟสาวกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไร้ซึ่งความขบขัน "เทียบกับความพินาศที่คุณเคยมอบให้ฉันในวันที่ฉันอุ้มท้องลูกของเราแล้ว... ที่นี่ปลอดภัยกว่าเยอะค่ะ ธันวา"
ชื่อของเขาที่หลุดออกมาจากริมฝีปากเธอบาดลึกเข้าที่ขั้วหัวใจของชายหนุ่ม ธันวาสะดุ้งราวกับถูกตบหน้าฉาน เขาไม่มีแรงแม้แต่จะโต้เถียงหรือยกอีโก้ขึ้นมาค้ำคอเหมือนเก่า ความจริงที่ว่าเขาสูญเสียทุกอย่าง—ทั้งอาณาจักรธุรกิจที่สร้างมาด้วยหยาดเหงื่อ ความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญที่สุดคือผู้หญิงที่เคยรักเขาหมดหัวใจ—มันหนักหนาเกินกว่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะแบกรับไหว
"ผมรู้..." เสียงของเขาขาดห้วง คล้ายคนกำลังจะจมน้ำและไขว่คว้าหาอากาศ "ผมรู้ว่าผมมันโง่แค่ไหน พิมพ์... วันนั้น วันที่ผมเซ็นใบหย่าและไล่คุณออกไปจากชีวิต ผมคิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง ผมคิดว่าอำนาจจะปกป้องผมจากความโดดเดี่ยว แต่ตอนนี้... สิ่งที่ผมเหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่า และภาพวันที่คุณหันหลังให้ผมโดยไม่แม้แต่จะร้องไห้"
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่คมของนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ มันไหลผ่านร่องแก้มที่ตอบลงและซึมหายไปในปกเสื้อ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียอำนาจยังไม่เท่าความเจ็บปวดจากการสำนึกรู้ว่า ตนเองคือผู้ทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดด้วยมือคู่
พิมพ์มาดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไป เธอไม่ใช่ผู้หญิงใจอ่อนคนเดิมที่จะวิ่งเข้าไปโอบกอดและปลอบประโลมเขาในยามที่เขาตกอับ บาดแผลที่เขาฝากไว้กรีดลึกจนกลายเป็นเนื้อเยื่อแผลเป็นที่แข็งกระด้าง แต่กระนั้น ภาพของชายหนุ่มผู้เคยหยิ่งทะนงจนฟ้าดินไม่
ก้มหัวให้ บัดนี้กลับทรุดตัวลงคุกเข่าท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน มันก็ทำให้หัวใจของเธอกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้
"คุณร้องไห้ทำไมคะ ธันวา?" เธอเดินเข้าไปใกล้ชิด หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเงาร่างที่สั่นเทาของเขา "น้ำตาของคุณในตอนนี้ มันซื้อความรู้สึกที่ตายไปแล้วของฉันกลับมาไม่ได้หรอกค่ะ มันไม่มีค่าพอที่จะแลกกับหยดน้ำตาเป็นร้อยเป็นพันหยดที่ฉันเคยเสียให้คุณในห้องนอนแคบๆ วันนั้น"
"ผมไม่ได้ขอให้คุณให้อภัย..." ธันวาเงยหน้าขึ้นมองเธอ มือหนาสั่นเทาเอื้อมออกไปหมายจะแตะชายกระโปรงของเธอ แต่ก็ชะงักค้างกลางอากาศ ราวกับกลัวว่าปลายนิ้วของตนจะสร้างรอยเปื้อนให้เธอ "ผมแค่อยากมาเห็นหน้าคุณเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ผมจะไปชดใช้ความผิดทุกอย่างตามกฎหมาย... และปล่อยให้คุณเป็นอิสระอย่างแท้จริง"
คำพูดนั้นทำให้พิมพ์มาดาชะงัก เธอกวาดสายตามองสภาพของเขาอย่างพิจารณา ความโกรธแค้นที่เคยสุมอกมาตลอดหลายเดือนค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความซับซ้อนบางอย่างในความรู้สึก ความจริงใจที่ปราศจากเปลือกหุ้มของธันวาในวันนี้ มันช่างน่าสมเพช... แต่ก็ช่างน่าเวทนาในเวลาเดียวกัน
"คุณคิดว่าการติดคุกหรือการล้มละลาย จะเป็นการไถ่บาปที่สาสมแล้วอย่างนั้นเหรอคะ?" เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเขา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันท่ามกลางอากาศหนาวเย็น "การหนีปัญหาด้วยการรับกรรมไปตามยถากรรม มันง่ายเกินไปสำหรับคนอย่างคุณค่ะ ธันวา... คุณทำให้ฉันตายทั้งเป็น คุณต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่บนซากปรักหักพังนี้ และเฝ้ามองดูความสำเร็จของฉัน ที่เติบโตขึ้นมาจากเศษเสี้ยวความใจร้ายของคุณต่างหาก นั่นต่างหากคือบทลงโทษที่แท้จริงของคุณ"
ธันวานิ่งงันไป ดวงตาแดงก่ำมองลึกเข้าไปในดวงตาของอดีตภรรยา เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความเด็ดเดี่ยวและพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวผู้หญิงคนนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองช่างตัวเล็กจ้อยเหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นประกายแสงเดียวที่ส่องเข้ามาในความมืดมิดของชีวิตเขา
"พิมพ์..." เขาเค้นเสียงกระซิบแผ่วเบา "ถ้าผม... ถ้าผมใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดในชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่าผมไม่ใช่ผู้ชายคนเดิม... มันจะสายเกินไปไหม?"
พิมพ์มาดาไม่ตอบ เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ใบหน้างดงามเรียบเฉยไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ เธอหันหลังให้เขาเตรียมจะก้าวเดินออกจากซากปรักหักพังแห่งนี้ ทว่าเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อโค้ทของเธอกลับแผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
เธอหยิบขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ทันทีที่เห็นชื่อและข้อความบนหน้าจอ สมองของเธอก็ชาวาบไปทั้งแถบ—มันเป็นข้อความจากพี่เลี้ยงเด็กที่ดูแลลูกชายวัยสามขวบของเธอ พร้อมกับภาพถ่ายสดๆ ร้อนๆ ที่ส่งตรงมาจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
ในภาพนั้น... ร่างเล็กๆ ของเด็กชายกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงผู้ป่วยสีขาวสะอาด โดยมีสายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ที่หลังมือเล็กๆ และข้อความสั้นๆ ที่แทรกอยู่ด้านล่างระบุว่า:
*[เกิดอุบัติเหตุรถชนขณะข้ามถนน อาการปลอดภัยแล้ว แต่เด็กสูญเสียเลือดมากและต้องการกรุ๊ปเลือดหายากด่วนที่สุด... ซึ่งตรงกับกรุ๊ปเลือดของคุณแม่และคุณพ่อ]*
พิมพ์มาดานิ่งค้าง มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ ความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดสามปี—ความลับที่ว่าเด็กชายคนนั้นไม่ใช่แค่ลูกของเธอคนเดียว—กำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าอดีตสามีผู้กำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหลังเธอ
ก่อนที่เธอจะทันได้กดปิดหน้าจอ เงาร่างสูงใหญ่ของธันวาที่ลุกขึ้นยืนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ได้ก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบของเขาเหลือบไปเห็นภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบในความมืดพอดี... ภาพใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยที่นอนป่วยอยู่บนเตียง ซึ่งมีโครงหน้า คิ้ว และจมูก ถอดแบบพิมพ์มาDมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา!
ธันวานิ่งงั้นราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อม ลลมหายใจของเขาขาดห้วง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของพิมพ์มาดาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าความจริงตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตา
"พิมพ์..." เสียงของธันวาสั่นพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ สมองของเขาประมวลผลย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาเมื่อสามปีก่อน ทารกน้อยในวันนั้น... และเด็กชายในหน้าจอโทรศัพท์ "เด็กคนนั้น... ลูกใคร?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างความเจ็บปวดและการเติบโตนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
- เมฆหมอกสีชมพู -
เชฟขนมหวานกับอดีตสามีที่อยากชิมรสรักคืน•ตอนที่ 27
การเปิดใจในวันสิ้นหวัง
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟขนมหวานกับอดีตสามีที่อยากชิมรสรักคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!