กลิ่นอายของเนยฝรั่งเศสชั้นเลิศและวานิลลาแท้ที่อบอวลอยู่ภายในห้องครัวของร้าน ‘Pastry of Revenge’ ในยามวิกาลไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย สำหรับพิมพ์มาดาแล้ว เบเกอรี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศิลปะในการสร้างสรรค์รสชาติอันหอมหวานอีกต่อไป แต่มันคือเครื่องเตือนใจถึงหยาดน้ำตาและคราบเลือดในอดีตที่เธอเคยถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี
นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าสีขาวกำลังบรรจงแต่งแต้มแยมราสเบอร์รี่สีแดงฉานลงบนหน้าเค้กมูสสีขาวบริสุทธิ์ สีที่ตัดกันอย่างรุนแรงนั้นชวนให้นึกถึงหัวใจที่เคยแหลกสละของเธอเองในวันที่ธันวาผลักไสเธอออกไปอย่างไร้เยื่อใย
ประตูร้านที่ถูกผลักเข้ามาอย่างกะทันหันพร้อมเสียงกระดิ่งทองเหลืองที่ดังขึ้นเบาๆ ดึงสติของพิมพ์มาดาให้หลุดออกจากภวังค์ เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กดดันผู้มาเยือน ก่อนจะวางสปาตูล่าในมือลงอย่างช้าๆ แล้วหันกลับไปเผชิญหน้า
ร่างสูงโปรดของธันวาในชุดสูทที่ยับยู่ยี่และไร้ซึ่งความเนี๊ยบเฉียบคมดังเช่นวันวานยืนหอบหายใจอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของอดีตสามีผู้เคยเย่อหยิ่งจองหอง บัดนี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ร่องรอยความพ่ายแพ้ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้นอย่างไม่ปิดบัง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เขาภาคภูมิใจกำลังดิ่งลงเหว หุ้นส่วนถอนตัว เจ้าหนี้รุมเร้า และคนที่เขาเคยคิดว่าเป็นมิตรแท้ต่างก็พากันตีตัวออกห่าง ราวกับสุนัขที่วิ่งหนีเรือกำลังจะจม
"คุณมาทำอะไรที่นี่ ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ร้านปิดทำการแล้วค่ะคุณธันวา" น้ำเสียงของพิมพ์มาดาราบเรียบ เย็นชา และเจือไปด้วยความเหินห่างจนน่าใจหาย เธอไม่ได้เชิญให้นั่ง และไม่ได้แม้แต่จะส่งยิ้มตามมารยาททางสังคมให้
ธันวากลืนก้อนความขื่นขมลงคอ สายตาของเขาจับจ้องไปยังใบหน้างดงามที่ดูทรงพลังและเยือกเย็นกว่าเดิมหลายเท่า ผู้หญิงคนที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเงาตามตัวในบ้านหลังใหญ่ บัดนี้กลับยืนหยัดอย่างสง่างามบนกองซากปรักหักพังที่เขาสร้างขึ้น
"ผม... ผมไม่มีที่ ไปแล้ว พิมพ์" เสียงของธันวาสั่นพร่าอย่างน่าสมเพช ผู้ชายที่เคยประกาศกร้าวว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง กำลังยืนก้มหน้าขอความเห็นใจจากผู้หญิงที่เขาเคยเหยียบยละเลย "ธนาคารอายัดบัญชีทุกอย่าง คอนโดถูกยึด คนรอบตัวผมหายไปหมด... ผมเหลือตัวคนเดียวจริงๆ"
พิมพ์มาดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง เธอก้าวเดินเข้าไปใกล้ชิดขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ผสมกับกลิ่นแป้งอบใหม่ลอยเข้าจมูกของธันวา ชวนให้เขานึกถึงวันเก่าๆ วันที่เขายังโง่เขลาเกินกว่าจะรักษาความสุขนั้นไว้ได้
"น่าสมเพชเสียจริงนะคะ" พิมพ์มาดากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือน "คุณเคยบอกฉันว่าโลกใบนี้หมุนด้วยอำนาจและเงินตรา ไม่ใช่ความรัก... แล้วทำไมวันนี้ อำนาจและเงินตราเหล่านั้นถึงช่วยอะไรคุณไม่ได้เลยล่ะคะ?"
ธันวาหลับตาลงรับความเจ็บปวดนั้น เขารู้ดีว่าทุกคำที่เธอพูดคือความจริง และเขาก็สมควรได้รับมันทุกประการ "ผมไม่ได้มาเพื่อขอให้คุณสงสารผมในฐานะสามีเก่าหรอกนะพิมพ์... แต่ผมมาเพราะผมไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครอีกแล้วจริงๆ บริษัทของคุณกำลังเติบโต คุณมีพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง... ได้โปรด เผื่อแผ่ความเมตตาให้ผมสักครั้งเถอะนะ"
เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธอ ความอีโก้ทั้งหมดที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงชายผู้พ่ายแพ้ที่ยอมก้มหัวให้กับอดีตภรรยา
พิมพ์มาดามองภาพนั้นด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา หัวใจของเธอเคยปรารถนาให้เขาก้มกราบขอขมาเธอเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนในวันที่เธออุ้มท้องลูกน้อยและถูกขับไล่ออกจากบ้าน แต่ในยามนี้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริง ความสะใจกลับไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด มันมีความว่างเปล่าและความสมเพชเวทนาเข้ามาแทนที่
เธอนิ่งเงียบไปนานเนตร ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความแค้นในอดีตกับศีลธรรมในจิตใจที่ยังหลงเหลืออยู่
"ลุกขึ้นเถอะค่ะ" พิมพ์มาดาเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงความห่างเหิน "การคุกเข่าไม่ได้ทำให้คุณดูน่าสงสารขึ้นหรอกค่ะ มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกรังเกียจความอ่อนแอของคุณมากกว่าเดิมเสียอีก"
ธันวาเงยหน้าขึ้นด้วยความประกายความหวังเล็กๆ ในดวงตา "พิมพ์... เธอจะช่วยผมใช่ไหม?"
"ฉันจะช่วย" พิมพ์มาดาตอบรับด้วยคำพูดที่ทำให้ธันวาเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความโล่งอก แต่ประโยคถัดมาของเธอกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวกลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง "แต่ไม่ใช่เพราะฉันเห็นใจคุณ หรือเพราะฉันยังมีความรู้สึกหลงเหลือให้อดีตสามีไร้น้ำยาอย่างคุณนะคะ... ฉันช่วยเพราะในฐานะนักธุรกิจ ฉันมองเห็นโอกาสในการซื้อกิจการที่กำลังจะล้มละลายของคุณในราคาถูกต่างหากล่ะคะ"
รอยยิ้มที่มุมปากของพิมพ์มาดาร้ายกาจและงดงามในเวลาเดียวกัน มันคือความเจ็บปวดที่ถูกแปลงสภาพเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด เธอยื่นมือเรียวออกไปเบื้องหน้า ไม่ใช่เพื่อฉุดดึงเขาขึ้นมาด้วยความเสน่หา แต่เพื่อให้เขายอมรับเงื่อนไขอันแสนเจ็บปวดในฐานะลูกจ้างหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของเธอ
ธันวากัดฟันแน่น ความอัปยศแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่เขากลับปฏิเสธไม่ได้ มือใหญ่สั่นเทานั้นยื่นขึ้นไปสัมผัสกับปลายนิ้วของเธอ เพื่อทำสัญญากับซาตานในร่างนางฟ้า
ทว่า ในขณะที่ข้อตกลงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กชายวัยสี่ขวบก็วิ่งดุ๊กๆ ออกมาจากหลังร้าน พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เอ่ยเรียกชื่อเธอ
"คุณแม่ครับ! ขนมปังที่ผมปั้นเสร็จแล้วนะ... เอ๊ะ คุณอาคนนี้เป็นใครเหรอครับ ทำไมถึงมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้นล่ะ?"
ธันวาชะงักกึก ศีรษะหันขวับไปมองตามเสียงนั้นทันที หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตและใบหน้าจิ้มลิ้มที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับพิมพ์เดียวกัน ร่างกายของอดีตสามีผู้เย่อหยิ่งแข็งค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม เมื่อความจริงอันน่าตกใจที่ถูกซ่อนเร้นมานานนับปี กำลังพุ่งเข้าชนเข้าตาเขาอย่างจัง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับดราม่ารสเข้มข้นนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
เชฟขนมหวานกับอดีตสามีที่อยากชิมรสรักคืน•ตอนที่ 26
ความเจ็บปวดที่งดงาม
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟขนมหวานกับอดีตสามีที่อยากชิมรสรักคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!