หน้าจอโทรศัพท์มือถือราคาสูงในมือของธันวากลายเป็นวัตถุร้อนระอุที่แทบจะเผาผลาญฝ่ามือของเขาให้ไหม้เกรียม แสงสีฟ้าจากหน้าจอสาดกระทบใบหน้าคมคายที่บัดนี้ไร้ซึ่งสีเลือด ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและมั่นใจในทุกย่างก้าวของชีวิตนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล กลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ลมหายใจสะดุดกึกราวกับถูกกระชากออกไปจากทรวงอก
ภาพถ่ายใบนั้น... ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยแก้มป่องในชุดกระโปรงลายลูกไม้สีชมพูอ่อน กำลังหัวسะเราะร่าเริงขณะเอื้อมมือไปจิ้มโดนัทเคลือบช็อกโกแลตในตู้กระจกของร้าน 'Pastry of Revenge' และร่างระหงของหญิงสาวที่คุ้นเคยยิ่งกว่าลมหายใจของตัวเอง กำลังยืนโน้มตัวลงใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมที่ปรกแก้มเด็กน้อยด้วยแววตาทอประกายความอ่อนโยนเปี่ยมล้น
ดวงตากลมโตคู่นั้น จมูกโด่งรั้นรั้น และริมฝีปากหยักอิ่ม... ช่างพิมพ์เบ้าออกมาจากกระจกเงาของเขาไม่มีผิดเพี้ยน!
หัวใจของธันวากระหน่ำเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลักออกมานอกอก ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียไปถึงไขสันหลัง สมองของเขากำลังประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง สองปีก่อน... ช่วงเวลาก่อนที่พิมพ์มาดาจะยื่นใบหย่าและหายตัวไปจากชีวิตของเขาอย่างไร้ร่องรอย เธอเคยเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างหรือเปล่า? คำพูดที่เขาปัดตกอย่างไม่ไยดี คำเตือนที่เขาคิดว่าเป็นเพียงลูกไม้ตื้นเขินของผู้หญิงที่พยายามจะเหนี่ยวรั้งเขาไว้ด้วยความอิจฉาริษยา
*“ถ้าวันหนึ่งคุณรู้ความจริง... คุณจะไม่มีวันได้โอกาสนั้นอีกเลย ธันวา”*
เสียงหวานที่เจือด้วยหยาดน้ำตาในคืนวันอבลากลับมาดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางศีรษะอย่างแรงจนมึนงงไปหมด ลูกสาว... เด็กหญิงคนนั้นคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาอย่างนั้นหรือ? พิมพ์มาดากล้าซ่อนลูกสาวจากเขา ซ่อนสายเลือดของตระกูลอัครเดชโภคินไว้เป็นเวลาถึงสองปีเต็ม โดยที่เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย หยิ่งยโส และเหยียบย่ำหัวใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างคนโง่เขลา
ความโกรธเกรี้ยว ความตกใจ และความรู้สึกวูบโหวงในช่องท้องตีรวนกันจนปั่นป่วน ธันวากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เขาไม่อาจรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ได้อีกต่อไปแล้ว ศักดิ์ศรีที่เคยค้ำคอ ความถือดีที่เคยมี บัดนี้พังทลายลงไม่เป็นท่าภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากภาพถ่ายเพียงภาพเดียว
รถยนต์คันหรูพุ่งทะยานผ่านท้องถนนยามค่ำคืนด้วยความเร็วสูงราวกับจะบิน เป้าหมายเดียวในหัวของธันวาคือร้านเบเกอรี่ที่ปิดทำการไปแล้ว แต่เขารู้ดีว่าเชฟสาวผู้บ้างานคนนั้นมักจะใช้เวลาช่วงดึกดื่นขลุกอยู่หลังร้านเพื่อเตรียมวัตถุดิบสำหรับวันใหม่
เมื่อรถเบนซ์สีดำสนิทจอดสนิทหน้าร้าน 'Pastry of Revenge' ธันวาผลุนผลันลงจากรถด้วยท่าทีที่ร้อนรนต่างจากภาพลักษณ์นักธุรกิจผู้สุขุมนุ่มลึกโดยสิ้นเชิง เขากดกริ่งที่ประตูหลังร้านรัวๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดเสียงน่ารำคาญ
ภายในร้าน... พิมพ์มาดากำลังยืนใช้พายซิลิโคนปาดครีมวานิลลาลงบนเนื้อเค้กสองชั้นด้วยความประณีตบรรจง ใบหน้าหวานล้ำนิ่งสงบ เยือกเย็น และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของผู้หญิงที่ยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเอง เธอกวาดสายตามองผลงานตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนที่เสียงกริ่งรัวกระชั้นชิดจะดังขึ้นขัดจังหวะความสงบ
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ยามวิกาลเช่นนี้ย่อมไม่ใช่ลูกค้าอย่างแน่นอน เธอวางพายในมือลง เดินสาวเท้าเข้าไปใกล้ประตูหลังร้าน และเมื่อมองผ่านช่องกระจกฝ้า เธอก็เห็นเงาร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยยืนกระสับกระส่ายอยู่เบื้องหลัง
มุมปากอิ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เคลือบด้วยความเย้ยหยันและสมเพชเวทนาในคราเดียวกัน เธอรอเวลานี้มานานแค่ไหนกันนะ... เวลาที่คนหยิ่งยโสผู้ไม่เคยแคร์ใคร ต้องสูญเสียการควบคุมและวิ่งโร่กลับมาหาเธอด้วยความจนตรอก
กริ๊ก...
กลอนประตูถูกปลดล็อก พิมพ์มาดาเปิดประตูออกกว้าง ปะทะกับสายลมเย็นยามดึกและสายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความตื่นตระหนกและคำถามนับพันประโยคของอดีตสามี
"คุณมาทำอะไรที่นี่ดึกดื่นพานนี้คะ, คุณธันวา?" น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าราบเรียบและไร้ซึ่งเยื่อใยราวกับกำลังพูดคุยกับคนแปลกหน้า
ธันวาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่เคยยอมจำนนต่อเขาเสมอมา บัดนี้มันกลับว่างเปล่าและทรงพลังอย่างประหลาด ความร้อนรนในอกทำให้เขาลืมมารยาททางสังคมทั้งหมด มือหนายื่นออกไปคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้โดยอัตโนมัติ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยคำถามที่อัดอั้น
"พิมพ์... เด็กคนนั้น..." เขาพยายามกลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไป "เด็กผู้หญิงในรูปถ่ายที่ร้านของคุณวันนี้... เธอเป็นใคร?"
พิมพ์มาดาก้มลงมองมือหนาที่กุมข้อมือเธอไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มเยдяเยาะปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"มือของคุณ... สกปรกนะคะ, ธันวา" เธอกล่าวเสียงเรียบ สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างเด็ดเดี่ยว "และกรุณาอย่ามาล่วงเกินฉันแบบนี้อีก เราหย่าขาดจากกันทางกฎหมายมานานพอสมควรแล้วนะคะ ฉันจำได้ว่าคุณเป็นคนเซ็นชื่อด้วยความเต็มใจเองไม่ใช่หรือไง?"
คำพูดราดน้ำมันลงบนกองไฟทำให้ธันวายิ่งสติหลุดกระเจิง เขาขยับเข้ามาประชิดตัวเธอ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยปะทะจมูก "อย่ามาเล่นลิ้นกับผม, พิมพ์! ผมถามว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร! ทำไมเธอ... ทำไมเธอถึงหน้าตาเหมือนผมขนาดนั้น!"
"แล้วทำไมคุณถึงคิดว่าเธอต้องเกี่ยวข้องกับคุณด้วยล่ะคะ?" พิมพ์มาดาย้อนถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท เธอไม่มีทีท่าสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอกลับยกมือขึ้นกอดอก มองเขาด้วยสายตาราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่ดิ้นรนอยู่ในกำมือ "โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล คนหน้าตาคล้ายกันมีถมไป คุณเป็นนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน ไม่เคยเรียนวิชาความน่าจะเป็นมาหรอกหรือคะ?"
"อย่ามาโกหกผม!" ธันวาตวาดลั่น เสียงทุ้มต่ำรAอดไรฟันด้วยความโกรธปนความกลัวที่เกาะกุมหัวใจ "อายุของเด็กคนนั้น... ตรงกับช่วงที่เราหย่ากันพอดี และสายตา ท่าทาง รอยยิ้มแบบนั้น... ไม่มีทางที่เธอจะไม่ใช่ลูกของผม! คุณซ่อนลูกของเราไว้จากผมได้อย่างไร, พิมพ์มาดา!"
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบแก้มสากดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางความเงียบงัดยามวิกาล ใบหน้าคมคายสะบัดไปตามแรงเหวี่ยง ธันวาชะงักนิ่งค้างไปทันที ความชาแล่นแปลบไปทั่วซีกแก้ม แต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่ารอยฝ่ามือคือแววตาแข็งกร้าวและหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าของหญิงสาวตรงหน้า—ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เป็นเพราะความเคียดแค้นชิงชังที่ถูกเก็บกดไว้มานานแรมปี
"มีสิทธิ์อะไรมาตะคอกใส่ฉันคะ?" พิมพ์มาดากล่าวเสียงสั่นระริกด้วยความโกรธ โทสะที่แผดเผาอยู่ในอกทำให้ร่างบางสั่นเทา "วันที่ฉันอุ้มท้องลูกคนนี้ด้วยความยากลำบาก คุณอยู่ที่ไหน? วันที่ฉันนอนร้องไห้ทรมานเพราะแพ้ท้องจนกินอะไรไม่ลง คุณควงผู้หญิงคนอื่นไปดินเนอร์หรูบนตึกสูงไม่ใช่หรือคะ? วันที่คุณเซ็นใบหย่าใส่หน้าฉัน คุณบอกว่าฉันมันน่ารำคาญและไร้ค่าไม่ใช่หรือไง?!"
คำพูดทุกคำเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจของธันวาจนพรุน เขาอ้าปากพะงาบๆ อยากจะเอ่ยคำแก้ตัว แต่ลำคอมันตีบตันจนไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
"ตอนนี้คุณมาร้องแรกแหกกระเชออะไรคะ? อยากได้ลูกสาวเหรอ? อยากทำหน้าที่พ่อตัวอย่างผู้แสนดีเพื่อกู้ชื่อเสียงและเติมเต็มความสมบูรณ์แบบในชีวิตจอมปลอมของคุณสินะคะ?" พิมพ์มาดาแค่นหัวเราะออกมาอย่างน่าสมเพช หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมาอาบแก้มเนียน แต่เธอกลับปาดมันทิ้งอย่างไม่ไยดี "ฝันไปเถอะค่ะ... เด็กคนนี้ไม่มีพ่ออย่างคุณ เธอมีแค่แม่คนเดียว และฉันจะไม่มีวันยอมให้ผู้ชายใจร้ายอย่างคุณเข้าใกล้ลูกสาวของฉันแม้แต่ก้าวเดียว!"
ธันวารู้สึกราวกับพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังพังทลายลง เข่าทั้งสองข้างแทบจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ความหยิ่งยโสทระนงตนที่เคยมีมาตลอดชีวิต บัดนี้ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดีด้วยน้ำมือของอดีตภรรยาที่เขาเคยคิดว่าเธอเป็นเพียงดอกไม้ริมทางที่ไร้ค่า
มือหนาเอื้อมไปควบจับชายเสื้อของพิมพ์มาดาไว้ราวกับคนจมน้ำกำลังไขว่คว้าหาฟางเส้นสุดท้าย น้ำเสียงที่เคยทรงอำนาจและเย่อหยิ่ง บัดนี้สั่นเครือและเต็มไปด้วยความเวทนา
"พิมพ์... ผมขอร้อง..." ธันวาคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเธอ ยอมลดศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีลงกับพื้นซีเมนต์เย็นเยียบ "ผมสำนึกผิดแล้ว... ผมยอมรับว่าผมมันเลว ผมมันโง่เง่าและตาบอด... แต่ได้โปรด ให้โอกาสผมได้พบลูก ให้โอกาสผมได้ชดใช้บาปทั้งหมดที่เคยทำไว้กับคุณ..."
พิมพ์มาดาก้มมองอดีตสามีผู้ทรงอิทธิพลที่กำลังคุกเข่าร้องขอความเมตตาจากเธอ แววตาของเธอไม่มีความใจอ่อนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความสะใจและความเย็นชาที่ลึกล้ำยิ่งกว่าก้นบึ้งของมหาสมุทร
เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำปฏิเสธที่เด็ดขาดที่สุดเพื่อปิดตายความหวังของเขา...
ก๊อกๆ...
เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ จากด้านในร้านดังแทรกขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียด ทั้งสองสะดุ้งสุดตัว ธันวาชะงักค้างในท่าคุกเข่า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อหันไปมองตามต้นเสียง
ร่างเล็กป้อมในชุดนอนลายการ์ตูนน่ารัก กำลังยืนขยี้ตาปรือๆ อยู่หลังบานกระจกใส มือเล็กๆ ดันประตูเปิดออกเบาๆ พร้อมกับเสียงงងเงียที่เอ่ยเรียกชื่อมารดาด้วยความสงสัย
"คุณแม่คะ... ใครมาเสียงดังเหรอคะ? แล้วทำไม... คุณอาคนนั้นถึงมาคุกเข่าอยู่ตรงนั้นล่ะคะ?"
ธันวาเบิกตากว้างจนแทบถลน ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตคู่สวยของเด็กหญิงตัวน้อยที่เดินออกมาหาพิมพ์มาดา... ดวงตาคู่เดียวกับที่เขาเห็นในโทรศัพท์... ดวงตาที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับพิมพ์เดียวกัน!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางในความเจ็บปวดและการทวงคืนศักดิ์ศรีครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
เชฟขนมหวานกับอดีตสามีที่อยากชิมรสรักคืน•ตอนที่ 14
ความเปราะบางของคนหยิ่งยโส
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟขนมหวานกับอดีตสามีที่อยากชิมรสรักคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!