กลิ่นอายความอับชื้นของฝนยามค่ำคืนที่เกาะอยู่บนกระจกหน้าต่างห้องทำงาน ไม่ได้ช่วยให้สมองของรินรดาเย็นลงเลยแม้แต่น้อย ปลายเลี้ยวคมกริบของเธอกำลังจิกเข้ากับขอบแก้วเซรามิกที่บรรจุกפהร้อนจนนิ้วมือแทบไร้ความรู้สึก ข่าวอุบัติเหตุที่หน้าไซต์งานเมื่อสองชั่วโมงก่อนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทวนซ้ำไปซ้ำมา ราวกับแผ่นเสียงตกร่องที่จงใจทรมานคนฟัง
*“คุณธันวาคะ... เจ้าของบ้านเกิดอุบัติเหตุรถชนที่หน้าไซต์งาน กำลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด่วนค่ะ!”*
เสียงปลายสายในตอนนั้นยังคงสั่นระริก และถึงแม้ในเวลาต่อมาจะมีรายงานยืนยันว่าอาการของธันวาไม่ได้สาหัสถึงขั้นวิกฤต เป็นเพียงรอยฟกช้ำและกระดูกซี่โครงร้าวจากแรงกระแทก แต่มันก็มากพอที่จะทำให้หัวใจที่แข็งกระด้างของอินฟลูเอนเซอร์สาวหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
รินรดากวาดตามองห้องรับแขกที่เคยมีร่างสูงโปร่งของสถาปนิกปากจัดเดินวนเวียนตรวจแปลนบ้าน โทนสีเทาเข้มและเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอลที่เขาเป็นคนเลือกสรรด้วยตัวเอง บัดนี้กลับดูว่างเปล่าและอ้างว้างอย่างประหลาด ความเงียบงันในห้องกว้างทำหน้าที่เป็นเครื่องประจักษ์ชั้นดีว่า การไม่มี "อีโก้เดินได้" อย่างธันวาอยู่คอยต่อปากต่อคำ มันทำให้บ้านหลังนี้เงียบเหงาจนน่าใจหาย
"ปากร้ายนัก... ทำไมต้องซุ่มซ่ามจนได้เรื่องด้วยนะ" รินรดากัดริมฝีปากแน่น เผลอพึมพำกับความว่างเปล่า ขณะที่สมองพยายามประมวลผลเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
ความสัมพันธ์ของเธอกับธันวาเริ่มต้นด้วยการปะทะคารม ฟาดฟันกันด้วยอีโก้และความคิดเห็นที่ไม่เคยตรงกันสักเรื่อง เขาคือนายสถาปนิกเจ้าระเบียบผู้มองโลกด้วยตรรกะและโครงสร้างทางเรขาคณิต ส่วนเธอก็คือหญิงสาวผู้ใช้หัวใจและรสนิยมนำทาง แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ความเกลียดขี้หน้ากลายมาเป็นความคุ้นชิน และความคุ้นชินนั้นก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใยที่ลึกซึ้งจนน่ากลัว
รินรดาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวโปรดที่ธันวาชอบทิ้งตัวลงนอนตอนเหนื่อยล้า เธอซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือ ถอนหายใจยาวเหยียดเพื่อขับไล่ความอึดอัดที่สุมอก
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องพักผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง บรรยากาศก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ ธันวานั่งพิงหัวเตียง สีหน้าเรียบเฉยตามวิสัยของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบ แม้จะมีผ้าพันแผลบริเวณหน้าผากและเฝือกอ่อนดามซี่โครงขวา แต่ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากลับฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง
"มองเพดานแล้วบ้านจะเสร็จเองไหมวะไอ้ธันวา" คีย์ เพื่อนสนิทควบตำแหน่งคู่แข่งทางธุรกิจเอ่ยแซะขึ้น พร้อมกับวางถุงโจ๊กอุ่นๆ ลงบนโต๊ะข้างเตียง "เก๊กนักนะมึง คิดยังไงถึงขับรถเหม่อจนไปเสยกับเสาไฟหน้าไซต์งานได้ หรือว่าสมองมัวแต่คิดถึงอินฟลูเอนเซอร์ปากเก่งคนนั้นจนลืมดูทาง"
ธันวาปรายตามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาพิฆาต "เงียบปากไปเลยไอ้คีย์ ถ้ามึงยังไม่อยากโดนกูไล่ออกจากห้อง"
"ปากดี ทั้งที่เมื่อสองชั่วโมงก่อนตอนอยู่บนรถพยาบาล กูได้ยินใครเพ้อเรียกชื่อ 'ริน...' ซ้ำๆ จนพยาบาลนึกว่ามึงลงชื่อคอร์สจิตวิทยา" คีย์หัวเราะในลำคออย่างนึกสนุก แม้จะรู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเผชิญหน้ากับพายุอารมณ์ลูกใหญ่ในใจ "ยอมรับเถอะน่าธันวา ว่ามึงแคร์เขามากกว่าที่ปากพูด"
ธันวาเบือนหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ความเงียบเข้ามาแทนที่บทสนทนา นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนตักเป็นจังหวะช้าๆ สะท้อนความสับสนที่กำลังตีรวนอยู่ในอก
เขาเป็นคนประเภทที่ควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้เสมอ ทุกเส้นสายในงานออกแบบ ทุกตัวเลขงบประมาณ ทุกรายละเอียดของชีวิตต้องเป๊ะและไร้ที่ติ แต่การเข้ามาของรินรดาเหมือนพายุฝนที่พัดถล่มแปลนชีวิตที่เขาร่างไว้อย่างเป็นระเบียบจนพังไม่เป็นท่า เธอดื้อรั้น ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร และที่สำคัญ... เธอกล้าดียังไงถึงทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาเต้นรัวได้ทุกครั้งที่เธอมองมาด้วยสายตาเย้ยหยัน
อุบัติเหตุในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความประมาท แต่มันคือผลลัพธ์ของสมองที่ทำงานหนักเกินไปเพราะมัวแต่กังวลเรื่องของเธอ ความรู้สึกที่อยากปกป้อง อยากดูแล และอยากผูกขาดรอยยิ้มนั้นไว้คนเดียว มันชัดเจนเสียจนเขาปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป
*หรือนี่คือจุดสิ้นสุดของกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต?*
ทางด้านรินรดา หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงในการจมอยู่กับความคิด เธอก็ลุกขึ้นยืนด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวขึ้น ความลังเลใจถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นบางอย่าง เธหยิบกระเป๋าถือและกุญแจรถขึ้นมา ความรู้สึกข้างในมันร้องบอกว่า เธอไม่อาจปล่อยให้ความกลัวเรื่องอนาคตมาปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงได้อีกต่อไปแล้ว
รถยนต์คันหรูแล่นฝ่าสายฝนที่ซาเม็ดลงแล้ว มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลใจกลางเมืองด้วยความเร็วที่ไม่อาจควบคุม หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความคิดมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว หากเธอไปถึงที่นั่น เธอจะพูดอะไร? เธอจะทำตัวอย่างไรกับผู้ชายปากจัดคนนั้นดี?
แต่ทว่า เมื่อรินรดาก้าวเท้าลงจากรถและเดินมาถึงหน้าห้องพักผู้ป่วยพิเศษ ชั้น VIP เธอกลับต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนยืนอยู่หน้าประตูห้อง
ร่างสูงโปรดของคีย์กำลังยืนพิงผนังทางเดิน พร้อมกับหันมาสบตากับเธอพอดิบพอดี รอยยิ้มเจ้าเลื้อปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่มราวกับจงใจรอคอยการมาถึงของเธอ
"มาเร็วกว่าที่คิดนี่รินรดา" คีย์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "เข้าไปสิครับ คนข้างในเขานั่งมองประตูห้องมาเป็นชั่วโมงแล้ว... สงสัยจะรอให้ใครบางคนมาช่วยดามอกที่ร้าวมากกว่าซี่โครงซะอีก"
รินรดาเม้มปากแน่น หัวใจกระตุกวูบด้วยความประหม่า เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อมองผ่านกระจกใสบานเล็กที่ประตูห้อง เห็นร่างของธันวากำลังหันหลังให้อย่างพอดี
มือบางเอื้อมไปแตะที่ลูกบิดประตู สูดลมหายใจเข้าลึก and push it gently... ประตูเปิดออกพร้อมกับเสียงเอี๊ยดเบาๆ ที่ดึงสายตาของคนบนเตียงให้หันกลับมามองทันที
ดวงตาคมกริบหลังกรอบแว่นสบเข้ากับดวงตากลมโตของเธอในระยะประชิด ความตกใจฉายชัดในแววตาของสถาปนิกหนุ่ม ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่ทำให้อุณหภูมิรอบตัวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"เธอ..." ธันวาเอמהเสียงแหบพร่า ขณะที่รินรดายืนนิ่งค้างอยู่ที่กรอบประตู หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอกในระยะห่างที่ไม่ถึงก้าว
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งฟินและจิกหมอนนี้นะคะ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด•ตอนที่ 29
ทบทวนตัวเอง
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!