เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด•ตอนที่ 30

ของขวัญแทนใจ

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
กลิ่นอายจาง ๆ ของกาแฟคั่วบดเข้มข้นยังไม่จางหายไปจากบรรยากาศรอบตัว แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของรินรดาในวินาทีนี้ กลับไม่ใช่กลิ่นหอมกรุ่นนั้น หากแต่เป็นระยะห่างระหว่างเธอกับผู้ชายที่ยืนขวางกั้นทางออกอยู่ต่างหาก ธันวา... สถาปนิกหนุ่มผู้มีรอยยิ้มมุมปากเป็นอาวุธร้ายและวาจาเชือดเฉือนเป็นโล่กำบัง เขายังคงยืนนิ่งอยู่ในระยะประชิด นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่เธอไมกล้าแม้แต่จะตีความ มันไม่ใช่แววตาดุจัดแบบที่เขาชอบใช้เวลาเถียงเรื่องงานออกแบบกับเธอ และก็ไม่ใช่สายตาเย็นชาห่างเหินที่เขาเคยใช้กั้นกำแพงใส่เธอในวันแรก ๆ ที่รู้จักกัน แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังซ่อนความลับบางอย่างไว้เบื้องหลังม่านตาคู่คม “ถอยไปค่ะ ธันวา คุณยืนขวางทางฉันอยู่” รินรดาเอמהเสียงเรียบ พยายามรักษาความมั่นคงในน้ำเสียงให้ได้มากที่สุด แม้ว่าหัวใจเจ้ากรรมจะเต้นโครมครามจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกอยู่รอมร่อแล้วก็ตาม “ขวางตรงไหนครับ พื้นที่ตั้งกว้าง” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเจือความกวนประสาทตามแบบฉบับตอกกลับมาทันควัน ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปฏิเสธความจริงหน้าตาเฉย ทั้งที่ไหล่กว้างของเขากับขอบประตูก็แทบจะชนกันอยู่แล้ว “ผมแค่อยากจะดูว่า... คนปากเก่งแถวนี้ จะหาข้ออ้างอะไรมาเถียงผมอีก” “ฉันไม่ได้ปากเก่ง ฉันแค่พูดความจริง” เธอยืดอกเชิดหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว ดวงตากลมโตจ้องมองกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “แล้วนี่คุณหลบได้หรือยังคะ งานรีโนเวทห้องสมุดโปรเจกต์ใหม่ ฉันต้องรีบเอาสเกตช์ดีไซน์ไปเคลียร์กับทีมกราฟิกต่อ ไม่อยากเสียเวลากับสถาปนิกจอมเผด็จการแถวนี้หรอกนะ” ธันวาไม่ยอมขยับตัวตามคำสั่ง ทว่ากลับก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนรินรดาต้องเผลอถอยหลังโดยอัตโนมัติ แผ่นหลังเรียวบางชนเข้ากับผนังห้องทำงานเย็นเฉียบอย่างจัง กลายเป็นว่าตอนนี้เธอกำลังถูกเขาล้อมกรอบเอาไว้ด้วยแขนแกร่งทั้งสองข้างที่ทาบลงบนผนัง ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นมี้นต์จาง ๆ ลอยปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เธอนึกอยากจะต่อun-ตอกลับเขาด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนสักประโยคเหมือนทุกครั้ง แต่สมองเจ้ากรรมดันรวนเรจนคิดคำพูดไม่ออก เมื่อปลายนิ้วเรียวของสถาปนิกหนุ่มเอื้อมออกมาราวกับจะปัดปอยผมที่ตกลงมาเคลียแก้มให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสเพียงแผ่วเบานั้นทำเอาสติที่เหลืออยู่กระเจิงไปหมด ธันวาไม่ได้พูดอะไรสักคำในจังหวะที่สายตาทั้งคู่ประสานกัน ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างพวกเขากลับดังยิ่งกว่าเสียงเพลงร็อกในผับบาร์ มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด แรงดึงดูดที่ทำให้คนปากแข็งทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างพ่ายแพ้ให้กับความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกก้นบึ้งของหัวใจ “ดื้อด้าน” ธันวาพึมพำเบา ๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความดุด้านหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความอ่อนโยนที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยรอยยิ้มมุมปากตามฟอร์ม “พูดจาเก่งไปหมดทุกเรื่อง แต่พอเอาเข้าจริง กลับทำหน้าเหมือนเด็กหลงทางทุกที” “ฉันไม่ได้หลงทางสักหน่อย...” รินรดาเถียงอุบอิบ เสียงเบาราวกับเสียงกระซิบเมื่อปลายนิ้วของเขายังคงวนเวียนอยู่ใกล้กรอบหน้า “แล้วก็เลิกใช้ลูกไม้ตื้น ๆ แบบนี้สักทีค่ะ มันไม่ได้ผลกับฉันหรอกนะ” “ปากแข็งจังนะรินรดา” ธันวาหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนอยู่ใกล้จนเธอรู้สึกได้ ก่อนที่เขาจะถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งอย่างน่าเสียดาย ปลดปล่อยเธอให้เป็นอิสระจากพันธนาการทางสายตาและอ้อมแขนที่อบอุ่นเกินความจำเป็น รินรดารีบสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา เธอยกมือขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่าหัวใจจะยังเต้นรัวไม่เป็นจังหวะก็ตาม ทว่าก่อนที่เธอจะทันได้ก้าวขาเดินหนี ธันวาก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน “เดี๋ยวก่อนสิครับ จะรีบไปไหน งานน่ะมันไม่หนีไปไหนหรอก แต่ไอ้นี่ต่างหาก... ที่ผมตั้งใจจะให้คุณดูวันนี้” ชายหนุ่มหันไปหยิบกล่องกระดาษสีดำสนิทขนาดกะทัดรัดที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ออกมา มันเป็นกล่องเรียบหรูไม่มีลวดลาย แต่ผูกด้วยริบบิ้นผ้าซาตินสีเทาเข้มอย่างประณีต รินรดายืนนิ่งกะพริบตาปริบ ๆ มองกล่องของขวัญในมือเขาด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย “อะไรคะ?” เธอถามเสียงห้วน พยายามดึงฟอร์มความเย็นชาชิค ๆ ของอินฟลูเอ็นเซอร์สาวสายแต่งบ้านกลับมา “อย่าบอกนะว่านี่คือโบนัสพิเศษจากเจ้านายจอมจุกจิก ถึงฉันจะทำงานหนักช่วยคุณแก้งานจนดึกดื่น แต่ฉันไม่รับสินบนหรอกนะ” “สินบนบ้านคุณสิ” ธันวาขำพรืดออกมากับความระแวงเกินเหตุของเธอ เขายื่นกล่องใบนั้นมาตรงหน้า “รับไปเถอะน่า ไม่ใช่ระเบิดเวลา ไม่ต้องทำหน้าตาดI-ฉลาดแกมโกงใส่ผมขนาดนั้นก็ได้” รินรดายื่นมือไปรับกล่องของขวัญมาด้วยความลังเล น้ำหนักของมันเบากว่าที่คิด แต่สัมผัสแรกที่ปลายนิ้วแตะโดนผิวกระดาษกลับทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบ เธอมองหน้าธันวาที่ตอนนี้ยืนกอดอกรอคอยปฏิกิริยาของเธอด้วยแววตาคาดหวังเล็ก ๆ ที่เจ้าตัวพยายามกลบเกลื่อนเอาไว้ภายใต้มาดนิ่ง “เปิดดูสิครับ หรือต้องให้ผมช่วยแกะให้อีก” ธันวาเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงกวน ๆ นิ้วเรียวค่อย ๆ แกะริบบิ้นสีเทาออกอย่างเบามือ ฝากล่องถูกเปิดขึ้นเผยให้เห็นสิ่งของที่อยู่ข้างใน และในวินาทีนั้นเอง ลมหายใจของรินรดาก็แทบจะหยุดชะงักไปดื้อ ๆ ข้างในกล่องไม่ใช่เครื่องประดับราคาแพงลิบลิ่ว ไม่ใช่กระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันตามรสนิยมของคนในแวดวงสังคมสูงส่งที่เธอคุ้นเคย แต่มันคือ... "โมเดลบ้านไม้จิ๋ว" ขนาดเท่าฝ่ามือ ที่ถูกประกอบขึ้นอย่างประณีตบรรจงทุกซอกทุกมุม โมเดลหลังนั้นไม่ใช่บ้านในฝันที่ไหนไกล แต่มันคือจำลองแบบย่อส่วนของ "เซฟเฮาส์" บ้านพักตากอากาศเก่า ๆ ที่เธอและเขาเคยช่วยกันรีโนเวทด้วยกันจนเกือบจะพังคามือในโปรเจกต์แรกที่พวกเธอต้องมาร่วมงานกัน ทุกลายละเอียดถูกเก็บครบถ้วน แม้กระทั่งรอยร้าวเล็ก ๆ ตรงระเบียงไม้ที่เธอเคยเผลอทำค้อนหล่นใส่ ก็ยังถูกจำลองรอยตำหนินั้นไว้อย่างแม่นยำด้วยฝีมือการแกะสลักไม้ชิ้นเล็ก ๆ รินรดานิ่งอึ้ง เธอนิ่งงัดมองโมเดลในมือสลับกับใบหน้าของสถาปนิกหนุ่ม ความรู้สึกอุ่นวาบกระจายตัวแผ่ซ่านจากกลางอกลามเลียไปทั่วร่าง ความทรงจำในช่วงเวลาที่พวกเธอต้องปะทะคารมกันทุกวัน แย่งกันถือแปลนบ้าน เถียงกันเรื่องโทนสี จนกระทั่งวันที่บ้านหลังนั้นเสร็จสมบูรณ์และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกดี ๆ ที่ไม่กล้าเอ่ยปากบอก... ทุกอย่างย้อนกลับมาฉายชัดในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำ “คุณ... ทำอันนี้เองเหรอ?” รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา เสียงของเธอสั่นพร่าโดยไม่รู้ตัว ความแข็งกระด้างทั้งหมดที่มีก่อนหน้านี้ละลายหายไปจนไม่เหลือเค้าเดิม “ไม่ได้ทำเองทั้งหมดหรอก มือพัง ๆ อย่างผมจะเอาปัญญาที่ไหนไปเหล็กไม้ชิ้นเล็กขนาดนั้น” ธันวาตอบเสียงเรียบ แต่ใบหูคู่คมกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดีว่าเจ้าตัวกำลังเขินอายไม่น้อย “ผมแค่... ร่างแบบแล้วจ้างช่างฝีมือดีทำขึ้นมาพิเศษ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยตรงระเบียงกับสีทาผนัง... ผมนั่งทำเองกับมือ ตอนตีสองเมื่อวานนี้” คำสารภาพเรียบง่ายแต่จริงใจนั้นทำเอารินรดากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ ผู้ชายปากร้าย เจ้าระเบียบ และหยิ่งยโสคนนี้เนี่ยนะ... จะยอมนั่งหลังขดหลังแข็งทำโมเดลบ้านจิ๋วตอนตีสองเพื่อเธอ? “ทำไมถึงให้ของแบบนี้ล่ะคะ?” เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว ธันวาถอนหายใจยาวออกมาเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้เธอนีกอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีรอยยิ้มกวนประสาท มีเพียงแววตาจริงจังที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างใน “เพราะบ้านหลังนั้น... คือจุดเริ่มต้นที่เราได้เรียนรู้ที่จะก้าวเข้ามาในพื้นที่ของกันและกัน” ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้งจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกสะกด “ผมเป็นคนหวงพื้นที่ส่วนตัว เป็นคนเรื่องมากที่ไม่ยอมให้ใครเข้ามาในชีวิตง่าย ๆ... จนกระทั่งคุณเดินเข้ามา พังกำแพงที่ผมสร้างไว้ทีละนิด จนตอนนี้...” เขาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มมองลึกลงไปในดวงตาของเธอ สื่อความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่หลังอีโก้และความปากแข็งที่ผ่านมา “จนตอนนี้... พื้นที่ทั้งหมดในหัวใจผม ก็กลายเป็นเซฟเฮาส์ที่มีไว้สำหรับคุณคนเดียวไปแล้วครับ รินรดา” คำสารภาพตรงไปตรงมาแต่นุ่มนวลบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอนิ่งค้างไปกับถ้อยคำที่รอคอยมานานโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกตื้นตันตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่อกจนพูดไม่ออก มือที่ถือกล่องโมเดลสั่นน้อย ๆ จนต้องใช้มืออีกข้างมาประคองไว้แน่น บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่เต็มไปด้วยความหวานล้ำที่อบอวลจนแทบจะหยดหยย ทว่าในจังหวะที่รินรดากำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบบางอย่างที่ค้างคาอยู่ริมฝีปาก... *ก๊อก ๆ ๆ!* เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ดังขึ้นอย่างไม่รู้กาลเทศะ ตามมาด้วยเสียงผลักประตูเปิดเข้ามาพรวดพราดพร้อมรอยยิ้มทะเล้นของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ “เฮ้ย ธันวา! เอกสารสัญญาลوتใหม่เซ็นยังวะ กูรอนานจนรากจะงอก—อุ๊ย! ขอโทษที กูมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าเนี่ย?” คีย์ยืนเกาะขอบประตู ทำหน้าตาตกใจเกินจริงเบอร์ใหญ่ สายตาเจ้ากรรมกวาดมองระหว่างธันวาที่ยืนหน้าตึงเปรี๊ยะด้วยความหงุดหงิด กับรินรดาที่หน้าแดงก่ำถือกล่องโมเดลทำอะไรไม่ถูก ธันวาหันขวับไปมองเพื่อนสนิทด้วยสายตาพิฆาตที่พร้อมจะแช่แข็งคนให้กลายเป็นจุลในสามวินาที รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่มจนคีย์ต้องยกมือขึ้นยอมแพ้ถอยหลังกรูด “มึง... ออกไปจากห้องกูเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้คีย์!” ธันวาคำรามลอดไรฟันด้วยความโมโหสุดขีด ขณะที่คีย์ทำหน้าลอยชายแล้วรีบปิดประตูถอยฉากหนีไปอย่างรวดเร็ว รินรดายืนมองภาพนั้นแล้วเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปแทนที่ด้วยความขบขันระคนเขินอาย เธอมองโมเดลในมือสลับกับใบหน้าบึ้งตึงของธันวาที่กำลังพ่นลมหายใจฟาดงวงฟาดงาใส่ประตู “ดูเหมือนว่าเซฟเฮาส์ของคุณ... จะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาพังประตูเข้ามาซะแล้วนะคะ” รินรดาแซวด้วยรอยยิ้มพราวระยับในดวงตา ธันวาหันกลับมามองเธอ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเซ็ง ก่อนที่มุมปากหยักจะยกยิ้มขึ้นนิด ๆ อย่างจนใจ เขาก้าวเข้าประชิดตัวเธออีกครั้งในระยะห่างที่อันตรายกว่าเดิม ก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว “ไม่เป็นไรครับ... ไว้ค่อยเคลียร์กับคุณต่อคืนนี้ แต่ตอนนี้... ตอบผมมาก่อนว่า ของขวัญชิ้นนี้ ผ่านเกณฑ์การประเมินของอินฟลูเอนเซอร์คนสวยหรือยังครับ?” --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและคอยเติมความอบอุ่นให้เซฟเฮาส์หลังนี้ด้วยกันเสมอนะคะ!
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%