เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด•ตอนที่ 24

ความห่วงใยที่ปิดไม่มิด

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
"ถ้าคุณยังเดินวนไปวนมาด้วยสีหน้าเหมือนคนท้องผูกแบบนั้นอีกสามรอบ ฉันจะถือว่าคุณตั้งใจทำลายสมาธิในการทำงานของฉัน และค่าตัวในการเป็นที่ปรึกษาเฉพาะกิจวันนี้ จะถูกคิดเพิ่มเป็นสองเท่าค่ะคุณธันวา" เสียงหวานใสที่เจือความหงุดหงิดนิดๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องนั่งเล่นสไตล์มินิมอลของเซฟเฮาส์ รินรดาละสายตาจากแท็บเล็ตในมือ เงยขึ้นมองเจ้าของบ้านร่างสูงที่เอาแต่เดินก้าวเท้าฉับๆ วนไปวนมาอยู่หน้าโซฟาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ธันวาหยุดเดินทันที ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนระดับข้อศอกส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างขัดใจ เขายกมือขึ้นกอดอก ปรายตามองหญิงสาวที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาด้วยแววตาที่พยายามจะฉายความเยชาชาเต็มที่ แต่กลับปิดบังความรัญจวนใจและอาการเจ็บแปลบที่หัวไหล่ขวาไม่มิด "ผมไม่ได้เดินวนเพราะท้องผูกครับ... เอ่อ ฉันไม่ได้เดินวนเพราะแบบนั้น แต่เพราะบาดแผลที่ไหล่นี่ต่างหาก มันร้าว ระบมไปหมดจนผมนอนเฉยๆ ไม่ได้ต่างหากเล่า" ธันวาเกือบเผลอหลุดสรรพนามคุ้นชินออกมา ดีที่ไหวตัวทันรีบเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทัน เมื่อเห็นสายตาดุๆ คมกริบของอินฟลูเอ็นเซอร์สาวคนสวยส่งตรงมาคาดโทษ รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ วางแท็บเล็ต L-Pad ลงบนโต๊ะกระจกเสียงดัง ‘กึก’ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอสาวเท้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่มที่ยังคงยืนหน้ามุ่ยเอามือกุมหัวไหล่ตัวเองไว้ ท่าทางโอเวอร์แอคติ้งเจ็บปวดเกินจริงนั่นทำให้เธอต้องกรอกตาขึ้นฟ้าด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู "ไหนคะ เจ็บตรงไหนนักหนา ตอนหมอที่โรงพยาบาลทำแผลให้เมื่อวาน ยังเห็นทำฟอร์มทำเป็นเก่งบอกว่า ‘แค่นี้สบายมากครับคุณหมอ ผมทนได้’ แต่พอพ้นประตูโรงพยาบาลมาได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง กลับทำตัวเป็นเด็กยักษ์งอแงจะเอาแต่ใจซะงั้น" รินรดาแกล้งเลียนแบบน้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาตอนอยู่ที่โรงพยาบาล ทำเอาธันวาหน้าตึงขึ้นกว่าเดิม "ผมไม่ได้งอแง แค่... สถาปนิกมือหนึ่งเขาเสียสมาธิเวลาทำงานต่างหาก ประตูกระจกบานนั้นมันดันหักมุมผิดองศาจนผมหลบไม่ทันหรอกนะ" สถาปนิกปากจัดยังคงหาข้อแก้ตัวเพื่อรักษาฟอร์มของตัวเอง แม้ว่าความจริงแล้ว เขาแค่อยلอยากแกล้งทำเป็นเจ็บหนัก เพื่อให้อีกฝ่ายยอมใจอ่อนอยู่ดูแลต่อก็เท่านั้น รินรดาถอนหายใจยาวเหยียด เธอรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมแพรพราวภายใต้ท่าทางถือดีนั่นดี ผู้ชายอะไร... ปากบอกว่าเก่ง ปากบอกว่าไม่เป็นไร แต่ลับหลังกลับแอบส่งข้อความไปฟ้องคีย์เพื่อนสนิทของเขาเองว่า ‘แขนขยับไม่ได้ ขยับทีเหมือนกระดูกจะหลุด’ จนคีย์โทรมาจิกเธอหูแทบชาให้มารับผิดชอบดูแลอดีตคู่กัดคนนี้ "เลิกแก้ตัวแล้วนั่งลงไปซะค่ะคุณธันวา" รินรดาสั่งเสียงเฉียบขาด พร้อมกับเอื้อมมือไปจับข้อศอกข้างที่ไม่ได้เจ็บของเขาแล้วออกแรงกดให้นั่งลงบนโซฟาอย่างจำยอม "ถอดเสื้อออกค่ะ" ธันวาเบิกตากว้างเล็กน้อย แม้จะชินกับการปะทะคารม แต่คำสั่งห้วนๆ ที่พ่วงด้วยประโยคชวนคิดลึกแบบนั้นก็ทำเอาหัวใจคนปากแข็งกระตุกวูบไปชั่วขณะ "คุณ... จะปล้นผมหรือไง อยู่ๆ ก็สั่งให้ถอดเสื้อกลางวันแสกๆ แบบนี้ รินรดา คุณคิดอะไรอยู่เนี่ย" สถาปนิกหนุ่มแกล้งตีหน้ายุ่งเอามือจับปกเสื้อเชิ้ตตัวเองไว้แน่น ทำท่าทางราวกับหญิงสาวกำลังจะทำมิดีมิร้ายเขาเสียเต็มประการ รินรดาหรี่ตามองด้วยความหมั่นไส้เป็นกำลัง เธอยกมือขึ้นกอดอกแล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดอยู่ริมฝีปากของกันและกัน แววตาของเธอพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย "ถ้าสมองอันปราดเปรื่องของคุณมันยังพอมีรอยหยักหลงเหลืออยู่บ้าง คุณก็น่าจะจำได้นะคะว่าฉันต้อง ‘ทำแผล’ ให้คุณตามคำสั่งของหมอ หรือคุณอยากให้แผลอักเสบจนต้องตัดแขนทิ้งจริงๆ ล่ะคะ? ถ้าอย่างนั้นฉันจะได้ไม่ต้องถอด... ฉันจะได้โทรเรียกบริษัทกำจัดซากมาเก็บกวาดแทน" ธันวาชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าสวยเฉี่ยวที่อยู่ห่างแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเธอลอยวนอยู่ปลายจมูก ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดมันเอาไว้มานาน ปากบอกว่ารำคาญ ปากบอกว่าไม่ชอบหน้า แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมานอกอกทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้ "ปากร้ายแบบนี้... ระวังจะโดนจูบเข้าสักวันนะครับ" ธันวาจงใจกระซิบเสียงพร่าทุ้ม แววตาคมกริบฉายประกายความเจ้าเล่ห์และร้อนแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง จนรินรดาต้องรีบผงะถอยหลังออกห่างด้วยความตกใจ ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ "ทะลึ่งใหญ่แล้วนะคะ! ถอดเสื้อเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ไม่งั้นฉันจะเทน้ำยาล้างแผลราดลงไปทั้งอย่างนี้แหละ!" รินรดาแหวใส่เพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในอกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เธอรีบคว้ากล่องปฐมพยาบาลมาเปิดเตรียมอุปกรณ์ทันที ธันวาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ความเจ็บปวดที่หัวไหล่ดูเหมือนจะบรรเทาลงไปครึ่งหนึ่งเมื่อได้เห็นใบหน้าตื่นตระหนกปนเขินอายของหญิงสาว สุดท้ายเขากยอมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกทีละเม็ดอย่างจำยอม เผยให้เห็นแผงอกกว้างและกล้ามเนื้อลอนสวยได้รูปตามแบบฉบับชายหนุ่มที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แต่บริเวณหัวไหล่ขวานั้นกลับมีรอยฟกช้ำสีม่วงเข้มและรอยแผลถลอกน่ากลัว รินรดาชะงักไปนิดเมื่อดวงตาเผลอไปสะดุดกับเรือนร่างสมส่วนนั้น เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามดึงสติแล้วบอกตัวเองว่าเขาเป็นแค่ ‘คนเจ็บ’ ที่เธอต้องทำแผลให้ ไม่ใช่ผู้ชายอันตรายที่กำลังทำให้ใจเธอสั่นไหว มือเรียวบางหยิบสำลีชุบน้ำเกลือขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เธอขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงอีกครั้ง ปลายนี้มสัมผัสผิวเนื้ออุ่นร้อนเบาๆ บริเวณรอบแผล ธันวาซี้ดปากเบาๆ ด้วยความแสบ แต่สายตากลับไม่ได้มองแผลเลยแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่งปล่อยให้เธอดูแล ปล่อยให้ความใส่ใจที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยคำพูดบ่นว่า ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในหัวใจที่เคยเย็นชา "เจ็บมากเหรอคะ?" รินรดาเอ่ยถามเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เธอยิ่งเบามือลงไปอีก เป่าลมเบาๆ ที่แผลเพื่อบรรเทาอาการแสบให้เขา "นิดหน่อยครับ... แต่ถ้าได้ยาดี อาการคงจะหายเป็นปลิดทิ้งเร็วกว่านี้แน่" ธันวาตอบเสียงนุ่ม แววตาที่มองเธอมันช่างหวานเชื่อมจนรินรดาต้องรีบหลบสายตา "ยาอะไรของคุณ ไม่มีหรอก ยาแผนโบราณอะไรนั่นน่ะ" "ไม่ได้หมายถึงยาหมอครับ... แต่หมายถึงคนดูแลต่างหาก" ธันวาเอื้อมมือซ้ายที่ใช้งานได้ปกติมาจับข้อมือเรียวของเธอเบาๆ ไม่ให้เธอขยับหนี "ริน... อยู่ดูแลผมต่ออีกสักวันไม่ได้เหรอครับ วันนี้ทั้งวันเลย" รินรดาหัวใจกระตุกวูบ น้ำเสียงออดอ้อนที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากผู้ชายปากจัดอย่างธันวา กำลังทำลายกำแพงความเย่อหยิ่งของเธอจนพังทลายลงราบคาบ เธอมองสบตาเขา ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะเมื่อความใกล้ชิดมันเริ่มเกินขอบเขตคำว่า ‘เพื่อนบ้าน’ หรือ ‘คู่กัด’ ไปไกลลิบ บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นเงียบสงบลง เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นตรงกันเป็นจังหวะ ธันวาก้มหน้าลงเข้าใกล้เธอเรื่อยๆ รินรดานิ่งงัง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอเองก็โหยหาสัมผัสนี้ไม่แพ้กัน เปลือกตาของเธอบางลงครึ่งหนึ่ง ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย รอคอยช่วงเวลาที่ริมฝีปากอุ่นร้อนนั้นจะทาบทับลงมา กริ๊งงงงงงงงง! เสียงกริ่งประตูหน้าบ้านดังขึ้นผ่ากลางบรรยากาศสีชมพูหวานฉ่ำ ราวกับมีคนสาดน้ำเย็นจัดใส่หน้าทั้งคู่ในเสี้ยววินาที ธันวาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ส่วนรินรดาสดุ้งสุดตัวรีบผละถอยหลังออกจากร่างสูงแทบไม่ทัน พวงแก้มแดงก่ำด้วยความเขินอายปนตกใจ "ใครมาวะ..." ธันวาบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย ขณะที่รินรดารีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อยแล้วเดินไปที่หน้าจออินเตอร์คอมเพื่อดูว่าใครคือผู้มาเยือนยามวิกาลแบบนี้ หน้าจอปรากฏภาพชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากวนประสาท กำลังโบกมือยิ้มร่าให้กล้อง พร้อมกับถุงอาหารและกระป๋องเบียร์เต็มสองมือ "อ้าว... ไอ้นี่เอง" รินรดาพึมพำลอดไรฟันด้วยความหมั่นไส้คูณสอง "เปิดสิริน... เดี๋ยวผมจัดการเอง" ธันวาลุกขึ้นยืน รูดซิปเสื้อแจ็คเก็ตขึ้นคลุมรอยแผลด้วยใบหน้าหงุดหงิดขั้นสุด เมื่อเห็นว่าคนที่มาขัดจังหวะสำคัญคือใคร ประตูกระจกอัตโนมัติเปิดออกพร้อมกับการก้าวเข้ามาของคีย์ เพื่อนสนิทตัวดีที่ส่งยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง แต่รอยยิ้มนั้นกลับต้องค้างเติ่ง เมื่อสบเข้ากับสายตาดุราวกำลังจะกินเลือดกินเนื้อของธันวา และสายตาทิ่มแทงทะลุร่างของรินรดาที่ยืนกอดอกจ้องเขาเขม็ง "อุעם... กูมาขัดจังหวะอะไรมึงสองคนหรือเปล่าวะเนี่ย?" คีย์ชะงักฝีเท้า รอยยิ้มเจื่อนลงทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของสถาปนิกหนุ่มผู้กำลังคลั่งรักแต่โดนขัดใจ **ขอบคุณที่ติดตามอ่านด้วยความอินและฟินไปกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ - กำมะหยี่สีแดง**
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%