“บอกแล้วว่าอย่าใช้มือข้างนั้นหยิบลังเอกสาร ชุดแบบร่างตั้งสี่สิบกิโลกรัมนะคะคุณธันวา ไม่ใช่ถุงขนมกรุบกรอบที่คุณจะมาทำเท่แบกคนเดียวแบบนี้!”
น้ำเสียงที่ติดจะตวาดแหวๆ ของรินรดาไม่ได้ทำให้สถาปนิกหนุ่มเจ้าระเบียบสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ธันวายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีชา กัดฟันข่มความเจ็บปวดจากแผลถลอกยาวเหยียดบริเวณท่อนแขนขวา ใบหน้าหล่อเหลายังคงเชิดขึ้นด้วยอีโก้ที่สูงเสียดฟ้า แม้ว่าเหงื่อกาฬจะซึมตามไรผมจนเส้นผมสีเข้มลู่ลงมาปรกหน้าผากอย่างน่าเวทนาก็ตามที
“ผมเป็นสถาปนิกครับ ไม่ใช่คนงานก่อสร้าง แต่ถ้าผมไม่รีบย้ายมันลงมาจากชั้นลอย คุณนั่นแหละที่จะเป็นคนแรกที่โวยวายว่าแบบแปลนคอนโดฯ โครงการใหม่ส่งไม่ทันพรีเซนต์ลูกค้าพรุ่งนี้เช้า” ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเจือไปด้วยความดื้อรั้นที่ทำเอาคนฟังอยากจะหยิบไม้บรรทัดเหล็กมาฟาดสักทีสองที
รินรดากัดริมฝีปากแน่นด้วยความหมั่นไส้ระคนเป็นห่วง มือเรียวบางกำลังง่วนอยู่กับการเทน้ำยาฆ่าเชื้อลงบนสำลีแผ่นใหญ่ ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองแผลพุพองและรอยถลอกสีแดงฉานบนแขนแกร่งด้วยความรู้สึกที่ตีรวนกันอยู่ในอก ทั้งโกรธความอวดดีของเขา ทั้งรู้สึกผิดที่ตัวเองเผลอออกคำสั่งแกมบังคับจนเจ้าตัวต้องรีบเร่งทำจนเกิดอุบัติเหตุ
“ปากเก่งให้ได้ตลอดเถอะค่ะคุณธันวา... ทีเรื่องเถียงนี่เร็วนักนะ พอเจ็บตัวขึ้นมาก็ทำเป็นนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นหินอ่อนสำนักไหนก็ไม่รู้” เธอเอ็ดเบาๆ แต่ขยับตัวเข้าไปนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าโซฟาที่เขานั่งอยู่ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง กลิ่นกายสะอาดๆ เจือกลิ่นเปปเปอร์มินต์จางๆ จากตัวเธอโชยเข้าจมูกสถาปนิกหนุ่ม จนก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของคนปากแข็งกระตุกวูบ
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่เวลานี้ขมวดมุ่นด้วยความกังวล รินรดาไม่ได้สวยหวานหยาดเยิ้ม เธอดื้อรั้น หัวรั้น และปากคอเราะร้ายเป็นที่หนึ่ง แต่เวลาที่ผู้หญิงคนนี้แสดงมุมอ่อนโยนออกมา... มันกลับมีอานุภาพรุนแรงเสียจนเขารู้สึกว่าหัวใจที่สร้างกำแพงเหล็กไว้อย่างแน่นหนากำลังจะพังครืนลงมาในไม่กี่วินาที
“ยื่นแขนมาดีๆ ค่ะ ฉันจะเช็ดแผลให้ มันอาจจะแสบหน่อยนะ...” น้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมกึ่งหนึ่งเอ่ยเตือน ธันวายอมทำตามอย่างว่าง่ายผิดวิสัย เขาค่อยๆ ยื่นแขนขวาออกไปโดยไม่ส่งเสียงบ่นสักคำ แม้ว่าดวงตาคมจะหลุบมองปลายนิ้วเรียวที่กำลังแตะสำลีชุ่มยาลงบนผิวเนื้อของเขาด้วยความทะนุถนอม
*แสบสิ... แสบจะตายอยู่แล้ว*
แต่แปลกที่ความเจ็บปวดจากการโดนแอลกอฮอล์ล้างแผลเมื่อครู่ กลับเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกวูบวาบยามที่ปลายนิ้วอุ่นๆ ของรินรดาปัดผ่านผิวเนื้อใกล้รอยแผล ธันวาจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเธอ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่หลุดลุ่ยลงมาเคลียแก้มเนียนถูกเขาเอื้อมมือซ้ายที่ว่างอยู่ไปทัดไว้หลังใบหูให้อย่างเบามือโดยไม่รู้ตัว
รินรดาชะงักกึก เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาโดยบังเอิญ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมๆ กันอย่างประหลาด ในห้องทำงานส่วนตัวที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ บรรยากาศรอบตัวกลับร้อนระอุขึ้นมาเสียดื้อๆ
“คุณ... ทำอะไรคะ” รินรดาถามเสียงแผ่ว พยายามดึงสติที่หลุดลอยไปกลับคืนมา แต่ดวงตากลมโตกลับไม่ยอมละไปจากนัยน์ตาคมพราวระยับของฝ่ายตรงข้าม
“ผมแค่... รำคาญผมคุณที่มันบังหน้าต่างหาก” ธันวาแก้ตัวเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความประหม่าด้วยการเชิดหน้าขึ้นตามเคย แต่ใบหูที่ขึ้นสีแดงจัดนั้นฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังเขินจนแทบระเบิด “รีบทำแผลให้เสร็จๆ ไปซะทีสิครับ มัวแต่ชักช้าอยู่ได้”
“นี่! ฉันกำลังทำแผลให้คุณอยู่นะคะ จะให้ทำเร็วแบบลวกๆ หรือไง เดี๋ยวแผลก็ติดเชื้อเน่าเฟะแล้วต้องตัดแขนทิ้งหรอก!” รินรดาแหวใส่แก้เขิน พลางกดสำลีลงบนแผลแรงขึ้นอีกนิดด้วยความหมั่นไส้ จนธันวาต้องสูดปากซีดด้วยความเจ็บจริงอะไรจริง
“โอ๊ย! รินรดา คุณแกล้งผมเหรอเนี่ย มือหนักเป็นช้างสารแบบนี้ สงสัยชาติที่แล้วคงเกิดเป็นควายป่าชนตึกแหงๆ”
“ปากคอเราะร้ายแบบนี้สมควรโดนหนักกว่านี้ด้วยซ้ำค่ะ สถาปนิกเทวดา!” เถียงกลับทันควันแต่เรียวมือก็เปลี่ยนมาเป่าลมเบาๆ ที่แผลให้เพื่อบรรเทาความแสบ ท่าทางปากร้ายแต่ใจดีแบบนั้นทำให้ธันวาเผลอยิ้มออกมาบางเบา รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและเต็มไปด้วยความคลั่งรักแบบไม่รู้ตัว จนคนมองต้องใจเต้นแรงอีกรอบ
บรรยากาศกำลังจะหวานซึ้งและละมุนละไมจนน่าประทับใจ หากว่าเสียงกริ่งหน้าประตูเซฟเฮาส์จะไม่ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน... *กริ๊งงงง!*
ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว รินรดาผละออกจากตัวธันวาทันทีราวกับโดนไฟลวก หญิงสาวจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้เรียบร้อยอย่างลนลาน ขณะที่สถาปนิกหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนขัดใจ ใครกันนะที่บังเอิญมาขัดจังหวะเวลาสำคัญแบบนี้
“ใครมาตอนนี้เนี่ย...” รินรดากระซิบพึมพำ เดินไปที่หน้าจออินเตอร์คอมเพื่อเช็คภาพผู้มาเยือน แต่ทันทีที่เห็นใบหน้าของคนที่ยืนยันตัวตนอยู่หน้าประตูกระจก ร่างบางก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
หน้าจอแสดงภาพของชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนดูเนี๊ยบ และกำลังส่งยิ้มกวนประสาทมาให้กล้อง พร้อมกับถุงใส่อาหารและกระป๋องเบียร์ในมือ...
“อ้าว... คุณคีย์?” รินรดาอุทานชื่อนั้นออกมาเสียงหลง
ธันวาที่เดินตามมาสมทบสบถเบาๆ ในลำคอทันทีเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนสนิทตัวแสบ ดวงตาคมกริบฉายแววอันตรายขึ้นมาทันที
“มันมาทำไมวะไอ้บ้านี่...” สถาปนิกหนุ่มพึมพำอย่างหัวเสีย ขณะที่หน้าประตูกระจกด้านนอก คีย์ส่งเสียงตะโกนลอดเข้ามาพร้อมกับประโยคที่ทำเอาคนฟังถึงกับหน้าร้อนผ่าว
“เปิดประตูให้ผมหน่อยเร็วน้องรินรดา! พอดีผมผ่านมารับวิญญาณ... เอ๊ย! ผ่านมาเยี่ยมคนป่วยแถวนี้พอดี เห็นธันวาบอกว่าวันนี้งานยุ่งจนหัวซุกหัวซุน เลยซื้อเบียร์มาเผื่อโว้ย!”
ด้วยรักจากกำมะหยี่สีแดงค่ะ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด•ตอนที่ 23
อุบัติเหตุเล็กๆ
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!