หน้าจอสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดส่องประกายเรืองรองท่ามกลางความมืดสลัวในห้องนั่งเล่น รินรดากดปลดล็อกหน้าจอด้วยความหงุดหงิดที่ยังคุกรุ่นอยู่ในอก ภาพบนโต๊ะอาหารเมื่อครู่ยังติดตา—ส้อมที่เธอกล่าววางลงอย่างไม่ไยดีกับใบหน้าตึงเครียดของสถาปนิกหนุ่มผู้แสนจะเจ้าระเบียบคนนั้น ธันวาคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรืออย่างไร ถึงได้ทำหน้าตายาวเป็นวาเพียงเพราะเธอเอ่ยปากแซวเรื่องรสนิยมการเลือกกระเบื้องห้องน้ำที่เชยสะบัด
นิ้วเรียวบางภายใต้เล็บเจลสีนู้ดสวยกดเข้าแอปพลิเคชันยอดฮิตอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วรัวแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วระดับมืออาชีพ อินฟลูเอนเซอร์สาวสายตกแต่งบ้านผู้มีผู้ติดตามหลักแสนอย่างเธอไม่เคยต้องยอมก้มหัวให้ความเผด็จการทางรสนิยมของใครหน้าไหนทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาปนิกดีกรีรางวัลระดับประเทศ
*“เจอสถาปนิกปากจัดคนหนึ่งเข้าแล้วค่ะคุณผู้ชม รสนิยมในงานดีไซน์ระดับพระกาฬ แต่รสนิยมในการรับฟังความเห็นคนอื่นติดลบยิ่งกว่าติดลบ สงสัยต้องส่งไปอบรมคอร์ส ‘ศิลปะการเป็นมนุษย์มนา’ ด่วนๆ #สถาปนิกผู้ไม่ยอมรับความจริง #เหนื่อยใจกับคนปากแข็ง”*
พร้อมกับแนบภาพถ่ายจานสลัดที่เหลืออยู่ครึ่งเดียวกับมุมโต๊ะไม้สักทองที่ดูหรูหราแต่แฝงความอึดอัด กดแชร์ลงสตอรี่ส่วนตัวโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ความสะใจแล่นริ้วขึ้นมาในอกเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายคงจะกำลังนั่งหน้าชาอยู่หน้าจอของตัวเองบ้าง
ทว่า ความสะใจนั้นอยู่ได้ไม่ถึงห้านาที...
เสียงแจ้งเตือนข้อความเด้งขึ้นมาติดต่อกันรัวราวกับสนามรบย่อยๆ รินรดากดเปิดดูด้วยความประหลาดใจ ยอดวิวสตอรี่พุ่งทะยานขึ้นอย่างผิดปกติ คอมเมนต์จากแฟนคลับและเพื่อนร่วมวงการดีไซน์เริ่มทยอยเข้ามาแซว บ้างก็ขำขัน บ้างก็คาดเดาว่าชายหนุ่มผู้โชคร้ายคนนั้นคือใคร แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มไม่ใช่คอมเมนต์เหล่านั้น
มันคือข้อความตรงจากบัญชีส่วนตัวของธันวา
*‘ว่างมากใช่ไหมครับ ถึงได้เอาเวลาส่วนตัวของผมไปประจานให้สาธารณชนรับรู้ ถ้าสมองคุณว่างงานขนาดนั้น พรุ่งนี้เช้าผมจะส่งแปลนบ้านสามร้อยตารางเมตรไปให้คุณนั่งตรวจแก้คำผิดแก้ขัด หวังว่าจะมีความสามารถพอ ไม่ใช่ดีแต่เก่งหน้าจอ’*
รินรดาเบิกตากว้าง อ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาถึงสามรอบ ความโกรธพุ่งปรี๊ดจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ยัยตัวร้ายในใจกรีดร้องลั่น เธอเนี่ยนะไม่มีความสามารถ!
“อีตาธันวาประสาทกิน!” เธอกัดฟันกรอด สบัดหน้าเร่าๆ ใส่หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สว่างวาบ นิ้วเรียวรีบกดพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนมารยาททางสังคมใดๆ ทั้งสิ้น
*‘ปากดีแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครเอาทำสามีนะคะคุณสถาปนิก! บ้านสามร้อยตารางเมตรเก็บไว้ตรวจเองเถอะค่ะ กลัวว่าตรวจไปตรวจมาจะเจอแต่ความว่างเปล่าในสมองของคุณนั่นแหละ!’*
กดส่งเสร็จเธอก็โยนโทรศัพท์มือถือลงบนโซฟาอย่างแรงราวกับมันคือก้อนถ่านร้อนๆ รินรดายกมือขึ้นกอดอก หายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังแผดเผา ทว่าผ่านไปไม่ถึงสองนาที เสียงกริ่งหน้าห้องพักหรูของเธอก็ดังขึ้น
*กริ่งงงง!*
เสียงนั้นไม่ได้กดเพียงครั้งเดียว แต่มันกดค้างติดต่อกันสามครั้งด้วยความเร่งร้อนและเกรี้ยวกราด บ่งบอกถึงอารมณ์ของผู้กดได้เป็นอย่างดี รินรดาสะดุ้งสุดตัว ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงงผสมความหงุดหงิด ใครกันที่มา bughir ในยามวิกาลเช่นนี้ หรือว่า...
ร่างระห่างก้าวฉับๆ ไปที่ประตูหน้าห้อง มือเรียวดึงล็อกออกแล้วกระชากเปิดประตูด้วยความหงุดหงิดเต็มพิกัด โดยไม่คิดจะส่องตาแมวดูเสียด้วยซ้ำ
“นี่คุณจะบ้าหรือไง มากดกริ่งอะไรตอนนี้ยะ—”
คำพูดทั้งหมดกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อดวงตากลมโตสบเข้ากับร่างสูงโปรดของสถาปนิกหนุ่มที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าห้อง ธันวาในยามนี้ไม่ได้สวมเสื้อเชิ้ตเนี้ยบกริบเหมือนทุกที เขาสวมเพียงเสื้อยืดสีดำสนิทกับกางเกงสแลคสบายๆ เรือนผมที่เคยเซ็ตไว้อย่างดีกลับยุ่งเหยิงเล็กน้อยเพราะเจ้าตัวคงเพิ่งขยี้มันด้วยความหัวเสีย แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตาคมกริบที่กำลังจ้องมองเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
รินรดาชะงัก ถอยหลังกรูดไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นก้าวคุกคามที่อีกฝ่ายเดินล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ส่วนตัวของเธออย่างถือวิสาสะ ธันวาใช้เท้าดันประตูห้องให้ปิดลงด้วยแรงที่พอเหมาะ ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวเธอจนแผ่นหลังบางเกือบจะแนบติดกับผนังห้องด้านหลัง
ความเงียบงันปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งคู่ ชั่วขณะนั้นไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะกันในระยะประชิด ธันวาโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย สายตาคมกวาดมองสำรวจใบหน้าของเธอตั้งแต่ดวงตากลมโตที่กำลังฉายแววตื่นตระหนกไล่ลงมาถึงริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น
“เมื่อกี้คุณว่าใครไม่มีใครเอาทำสามีนะครับ…”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดออกมาจากริมฝีปากหยักนั้นแหบพร่าและอันตรายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่เหนือปลายจมูกทำให้สติของอินฟลูเอนเซอร์สาวผู้มั่นใจในตัวเองสูงลิ่วเริ่มกระเจิงทีละน้อย หัวใจดวงน้อยเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพลในอก ทั้งตื่นกลัว ทั้งสั่นไหว และ... หวั่นเกริ่นจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามจะเชิดหน้าขึ้นสู้เพื่อรักษาฟอร์ม แต่ระยะห่างที่ใกล้เกินไปทำให้ทุกอย่างรอบตัวพร่าเลือนไปหมด เหลือเพียงแผงอกกว้างที่อยู่ห่างจากปลายจมูกเธอแค่คืบเดียวเท่านั้น
“ก็... ก็ว่าคุณนั่นแหละ ถอยไปนะ!” เธอพยายามผลักอกแกร่งออก แต่กลับกลายเป็นการสัมผัสเนื้อตัวที่ยิ่งทำให้บรรยากาศร้อนรุ่มขึ้นไปอีก
ธันวาไม่ยอมถอยหนี ซ้ำยังขยับเข้ามาใกล้จนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างกัน มือหนายื่นออกไปวางทาบลงบนผนังห้องด้านหลังเพื่อกักตัวเธอไว้ในอ้อมแขน
ดวงตาคมปลาบมองลึกลงไปในดวงตาของเธอ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาในวินาทีต่อมาทำเอาสติที่เหลืออยู่ของรินรดาขาดผึ่งลงทันที
“ถ้าผมไม่มีใครเอา... คุณกล้าพอที่จะรับผิดชอบชีวิตผมไปตลอดชีวิตไหมล่ะครับ?”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์สุดแซ่บนี้ด้วยกันนะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด•ตอนที่ 10
สงครามโซเชียล
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!