เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด•ตอนที่ 6

ทัศนคติที่ต่างกัน

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“เส้นสีดำบนแบบร่างชุดนี้... คุณกำลังขีดฆ่าตัวตนของผู้อยู่อาศัยทิ้งไปครึ่งชีวิตนะคะ คุณธันวา” ปลายนิ้วเรียวของรินรดาเคาะลงบนกระดาษไขแผ่นโตที่กางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้สักทองในห้องประชุมใหญ่ของสตูดิโอ เสียงของเธอไม่ได้ดัง แต่เฉียบคมพอจะกรีดบรรยากาศตึงเครียดให้ขาดวิ่น ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองเจ้าของโครงการอย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีสถาปนิกมือทองแห่งปีแม้แต่น้อย ธันวาปรายตามองปลายนิ้วที่แตะต้องงานของเขาด้วยความไม่สบอารมณ์ เขายังคงนั่งไขว่ห้าง ปากคาบกาแฟดำที่อุณหภูมิพอดีเป๊ะ ท่าทางเย่อหยิ่งและนิ่งเฉยนั้นคือเกราะกำบังชั้นดีที่เขามักใช้กดดันคนตรงข้ามให้รู้สึกด้อยค่า “เส้นพวกนั้นไม่ใช่การขีดฆ่าตัวตนค่ะ คุณรินรดา แต่มันคือการ ‘จัดระเบียบ’ ให้ชีวิตที่ยุ่งเหยิงของคุณต่างหาก บ้านไม่ได้มีไว้เพื่อสนองนี้ดดราม่าในอินสตาแกรม แต่มันมีไว้เพื่อการพักอาศัยที่ไร้รอยต่อ” ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าคำพูดทุกคำตอกย้ำความถือดีจนน่าหมั่นไส้ “ถ้าผมปล่อยให้คุณทำผนังกระจกโค้งรับแสงเช้าตามใจชอบแบบที่รีเควสต์มา ค่าพลังงานแอร์ในบ้านหลังนั้นจะพุ่งจนกระเป๋าฉีก แถมเฟอร์นิเจอร์วินเทจราคาแพงที่คุณอุตส่าห์ไปประมูลมา ก็จะพังเพราะความชื้น... คุณบอกว่ารักบ้านหลังนี้ แต่สิ่งที่คุณกำลังทำคือการฆาตกรรมฟังก์ชันการใช้งานด้วยความสวยงามตื้นเขินต่างหากล่ะคะ” รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาไหวระริกด้วยความโกรธ เธอตบโต๊ะเบา ๆ จนแฟ้มเอกสารสะเทือน “ตื้นเขินเหรอคะ! คุณคิดว่าคนเราซื้อบ้านเพื่ออะไรคะ ธันวา? เพื่อมานอนเป็นหุ่นยนต์อยู่ในกล่องคอนกรีตที่ออกแบบตามหลักคณิตศาสตร์เป๊ะ ๆ อย่างนั้นเหรอ? ชีวิตคนเรามันมีรอยหยัก มีความทรงจำ มีความเจ็บปวดที่ต้องการพื้นที่โอบกอด... ผนังโค้งบ้า ๆ ที่คุณว่า มันคือมุมโปรดที่ฉันใช้นั่งร้องไห้ตอนโปรเจกต์ล่ม มันคือที่ที่ฉันมองออกไปแล้วเห็นท้องฟ้ากว้าง ไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมทึบตันที่เย็นชาเหมือนหัวใจของคุณ!” ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ชั่วขณะหนึ่ง ธันวาชะงักไป ดวงตาคมกริบที่เคยพราวระยับด้วยความเย่อหยิ่งไหววับอย่างไม่มีใครทันตั้งตัว เขาไม่ได้โต้เถียงทันทีเหมือนทุกครั้ง แต่กลับจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอินฟลูเอนเซอร์สาว ปรัญญาการออกแบบที่เคยถกเถียงกันด้วยทฤษฎีทางสถาปัตยกรรม บัดนี้มันกลับถูกลากลงมาลึกถึงก้นบึ้งของบาดแผลในจิตใจอย่างไม่ทันตั้งตัว “คุณใช้ความสวยงามมากลบเกลื่อนความกลัวสินะคะ” เสียงของธันวาอ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงความบาดลึกจนน่าตกใจ เขาโน้มตัวไปข้างหน้า ข้อศอกวางบนโต๊ะ สายตาคมปลาบจับจ้องรินรดาชนิดที่ไม่ยอมให้เธอหลบหนีไปไหน “บ้านที่โปร่งโล่งเกินไป... ทำให้คุณรู้สึกเหมือนไม่มีที่ซ่อนตัวจากสายตาคนอื่นใช่ไหมล่ะคะ? คุณสร้างผนังกระจกโค้งอันนั้นขึ้นมา ไม่ใช่เพราะอยากเห็นท้องฟ้า แต่เพราะคุณกลัวความรู้สึก ‘ถูกทอดทิ้ง’ ในพื้นที่ปิดทึบ... เหมือนกับตอนที่ครอบครัวของคุณคาดหวังให้คุณเป็นตุ๊กตาในตู้โชว์” รินรดาสะดุ้งเฮือก ราวกับถูกเข็มเล่มเล็กนับพันทิ่มแทงเข้าที่กลางใจ ความลับที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มมั่นใจและยอดผู้ติดตามหลักล้าน ถูกผู้ชายปากร้ายคนนี้ขุดคุ้ยขึ้นมาพูดอย่างไร้ความปรานี “คุณ... ไม่มีสิทธิ์มาวิเคราะห์ชีวิตส่วนตัวของฉันนะคะ ธันวา!” เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย ความโกรธผสมปนเปไปกับความเจ็บแปลบในอก น้ำตาคลอเบ้าแต่เธอพยายามกะพริบตาไล่มันกลับเข้าไปอย่างสุดชีวิต “ผมมีสิทธิ์ค่ะ... ในฐานะสถาปนิกที่ต้องออกแบบบ้านให้คุณใช้ชีวิตอยู่ไปอีกสิบปี” ธันวาตอบกลับเสียงนุ่มทุ้มอย่างน่าโมโห ทว่าแววตาของเขากลับปราศจากความเยาะเย้ยถากถาง เหลือเพียงความจริงจังที่น่ากลัว “ถ้าคุณยังไม่ยอมเคลียร์ปمในหัวใจ พื้นที่ตรงนั้นก็จะไม่มีวันสมบูรณ์แบบ... ผมไม่ยอมสร้างบ้านที่กลายเป็นกรงขังความรู้สึกให้ใครหรอกนะคะ โดยเฉพาะกับ... คนดื้อรั้นอย่างคุณ” บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงจนเยือกเย็น แต่หัวใจของทั้งคู่กลับเต้นระส่ำด้วยแรงปะทะทางอารมณ์ที่รุนแรงเกินกว่าจะควบคุม รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด เธอเกลียดความจริงใจแบบดิบเถื่อนของเขา เกลียดที่เขามองทะลุปรุโปร่ง เกลียดที่คำพูดร้ายกาจพวกนั้นดันตรงกับความจริงในใจเธอเสียทุกอย่าง แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือ... หัวใจเจ้ากรรมของเธอดันเต้นแรงจนน่ารำคาญ ทุกครั้งที่เขาขยับเข้าใกล้ ทุกครั้งที่สายตาคู่นั้นมองมาด้วยความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยวาจาเชือดเฉือน เธอกลับรู้สึกว่ากราะป้องกันที่สร้างมานานนับปีพังทลายลงอย่างง่ายดาย ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าอ้อมโต๊ะประชุมมาหยุดอยู่ตรงหน้าเก้าอี้ที่รินรดานั่งอยู่ เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะเบา ๆ ที่มุมกระดาษไขแผ่นเดิม เลื่อนมันกลับมาอยู่ตรงกลางระหว่างเขากลับเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองคนลดลงจนแทบไม่มีที่ว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นกาแฟจาง ๆ ปะทะเข้ากับผิวแก้มของเธอจนสติกระเจิดกระเจิง “เลิกดื้อกับผมสักวัน แล้วลองเชื่อใจสถาปนิกคนนี้ดูสักครั้งสิคะ รินรดา” เสียงกระซิบพร่าต่ำดังขึ้นชิดริมหู ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง “ผมไม่ได้จะทำลายความทรงจำของคุณ... แต่ผมกำลังจะสร้าง ‘เซฟเฮาส์’ ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกให้คุณต่างหากล่ะ” รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความโกรธเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวั่นไหวที่พุ่งพล่านจนพูดไม่ออก เธอกำลังจะอ้าปากเถียงกลับเพื่อรักษาฟอร์ม แต่ทว่า... *ก๊อก ๆ ๆ* เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ตามมาด้วยบานประตูห้องประชุมที่ถูกผลักเปิดออกอย่างถือวิสาสะ พร้อมกับร่างสูงสมส่วนของคีย์ที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “อุ๊ย! ขอโทษทีครับ ขัดจังหวะเวลาสวีท... เอ๊ย! เวลาประชุมงานสำคัญของสถาปนิกกับอินฟลูฯ คนดังหรือเปล่าเอ่ย?” คีย์กวาดสายตามองคนทั้งคู่ที่ยืนแนบชิดกันเกินงามด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “พอดีผมเอาเอกสารด่วนมาให้... แต่ดูท่าทางแล้ว งานนี้คงไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘แบบบ้าน’ ที่กำลังจะสร้างเสร็จซะแล้วล่ะมั้งครับ ธันวา?” ธันวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันไปตวัดสายตาดุใส่เพื่อนสนิทที่เข้ามาขัดจังหวะในวินาทีชีวิตแบบนี้ ขณะที่รินรดารีบผลักตัวลุกขึ้นยืน ใบหน้าแดงก่ำร้อนผ่าวไปถึงใบหู เธอรีบคว้ากระเป๋าถือแล้วก้าวสวนทางคีย์ออกไปทันทีโดยไม่หันกลับมามอง แต่ก่อนที่ประตูกระจกจะปิดลง เสียงทุ้มต่ำของธันวาก็ดังไล่หลังตามมาด้วยประโยคที่ทำให้เธอนิ่งงันคาที่ “เย็นนี้... ห้ามปฏิเสธคำชวนทานข้าวของผมเด็ดขาดค่ะ เพราะเรายังมีเรื่อง ‘โครงสร้างหัวใจ’ ที่ต้องคุยกันอีกยาว” ขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "กำมะหยี่สีแดง" เสมอมานะคะ ❤️
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%