"นิ่งๆ สิคะคีริน ถ้าคุณยังขยับไปมาแบบนี้ แผลที่ไหล่ก็อย่าหวังว่าจะสมานกันเลย หรืออยากจะให้หนองขึ้นก่อนถึงได้รู้สึกตัวว่าตัวเองไม่ใช่เหล็กไหล?"
รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความหงุดหงิดที่เจืออยู่ในดวงตาคู่คม มือเรียวบางที่หยิบจับเข็มและเฟืองนาฬิกามานับสิบปี บัดนี้กำลังบรรจงใช้สำลีชุบน้ำเกลือแตะลงบนรอยแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ของชายหนุ่ม กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นอายดินชื้นในเซฟเฮาส์กลางป่าทำให้บรรยากาศดูอึมครึมและบีบคั้นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
คีรินนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า แม้ใบหน้าจะบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดจากการถูกแอลกอฮอล์สัมผัสเนื้อเยื่อ แต่เขากลับเลือกที่จะจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งใจทำงานแทนที่จะเบือนหน้าหนี ดวงตาคมกริบของอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนคู่นั้นวาวโรจน์ขึ้น แฝงความหมายที่รินรดาอ่านออกได้แม่นยำว่ามันคือความ 'ดื้อรั้น' ที่เริ่มถูกแทนที่ด้วยความคลั่งรักจนปิดไม่มิด
"ที่ผมดิ้น... ไม่ใช่เพราะเจ็บหรอกนะ" เขาเค้นเสียงแหบพร่า สบตาเธอตรงๆ "แต่เพราะสายตาคุณเวลาดุ มันชวนให้ผมอยากทำตัวให้คุณดุหนักกว่าเดิมต่างหาก"
"เพ้อเจ้อ" รินรดาสวนทันควัน พ่นลมหายใจออกทางจมูกเบาๆ อย่างระอา "คนเขาเป็นห่วงจนแทบบ้า แต่คุณกลับเอาแต่ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต ธันวามันไม่ใช่คนใจดี ถ้าตอนนั้นฉันไปไม่ทัน คุณคงได้กลายเป็นศพเฝ้าป่าไปแล้ว"
"แต่คุณก็ไปทัน" คีรินลดเสียงลง แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงทันที มือหนาขยับขึ้นมาคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ ไม่ให้เธอกดสำลีลงบนแผลแรงเกินไป "คุณไม่เคยทิ้งผม ไม่ว่าในสถานการณ์ไหน... ริน คุณเริ่มจะยอมรับแล้วหรือยังว่าเราสองคนน่ะ ขาดกันไม่ได้"
คำพูดนั้นทำให้จังหวะหัวใจของรินรดาสั่นไหวราวกับกลไกนาฬิกาที่ชำรุด เธอพยายามดึงข้อมือออก แต่คีรินกลับกำไว้มั่น สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือเขาแทรกซึมผ่านผิวหนังจนเธอรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วลำคอ "ปล่อยค่ะ ฉันต้องทำแผลให้เสร็จ อย่ามาทำตัวรุ่มร่ามในเวลาที่สถานการณ์ของเรากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้"
"ถ้าไม่มีคุณ ผมคงไม่รอดมาถึงวันนี้" คีรินขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้น จนปลายจมูกของเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอ "ความจำของผมมันอาจจะเลือนราง แต่ความรู้สึกที่มีต่อคุณ... มันชัดเจนยิ่งกว่าหลักฐานชิ้นไหนที่ผมเคยเจอมา"
รินรดาหยุดชะงัก เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เห็นเงาสะท้อนของตัวเองที่ดูเปราะบางไม่ต่างกัน เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาหวั่นไหว แต่ความรู้สึกที่คีรินมอบให้มันช่างหนักแน่นและบีบคั้นจนเธอแทบจะหลอมละลาย มือที่ถือสำลีสั่นน้อยๆ ก่อนที่เธอจะแสร้งทำเป็นรวบรวมสติแล้วดึงมือกลับ
"ถ้าความจำคุณกลับมาครบเมื่อไหร่ แล้วยังกล้าพูดแบบนี้... ตอนนั้นฉันค่อยจะเชื่อ" เธอตอบพลางก้มหน้าลงจัดการพันผ้าพันแผลให้เขาอย่างรวดเร็ว ปิดบังร่องรอยความประหม่าของตัวเอง
คีรินจ้องมองเธอด้วยสายตาเป็นประกาย ก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างผู้มีชัย "คุณกำลังท้าทายผมเหรอริน? ระวังเถอะ ถ้าผมจำทุกอย่างได้ขึ้นมาจริงๆ สิ่งที่ผมจะทำต่อจากนั้น มันอาจจะไม่ใช่แค่การ 'พูด' แต่เป็นการ 'กระทำ' ที่ทำให้คุณไม่มีวันได้หนีไปไหนอีก"
"ปากดีให้ตลอดเถอะค่ะ" รินรดาแสร้งทำเป็นรำคาญ แต่ทว่าในแววตากลับซ่อนความไหววูบไว้ "ไปนอนพักได้แล้ว ก่อนที่ธันวาจะส่งสมุนมาตามหาที่นี่จริงๆ"
ทว่าในจังหวะที่คีรินกำลังจะลุกขึ้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งภายนอกก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของป่า ทั้งสองหยุดชะงักสบตากันทันที รินรดาคว้าปืนที่วางอยู่ข้างตัวมาถือไว้แน่น ส่วนคีรินเองก็เปลี่ยนแววตาจากที่เคยวูบไหวกลายเป็นความเยือกเย็นดั่งนักล่า
ทว่าเสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ สามครั้งอย่างเป็นจังหวะกลับทำให้ทั้งคู่ตัวแข็งทื่อ ไม่ใช่เสียงจากการบุกของคนร้าย... แต่เป็นเสียงเคาะที่พวกเขาคุ้นเคยดี
"ผมรู้ว่าพวกคุณอยู่ในนั้น" เสียงเย็นเยียบของบุคคลที่สามดังผ่านบานประตูเข้ามา "รินรดา... เปิดประตูสิ ลูกชายของคุณกำลังรอให้คุณกลับไป 'ซ่อม' นาฬิกาเรือนสำคัญอยู่นะ"
สีหน้าของรินรดาซีดเผือดลงในทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกสุดขีดขณะหันไปมองคีรินที่แววตาสั่นระริกด้วยความสับสน
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาในห้วงเวลาอันระทึกขวัญและอบอุ่นใจนี้กับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 21
ที่พักใจกลางป่า
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!