กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วเข้มละลายหายไปกับความเงียบงันที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก รินรดายืนนิ่งค้างราวกับรูปปั้นสลัก ดวงตาคู่คมจดจ้องร่างสูงที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวเก่า ปลายนิ้วเรียวของเธอจิกเข้าหาฝ่ามือตัวเองจนเล็บแทบจะจิกเนื้อเพื่อเรียกสติ
สีหน้าของคีรินในยามนี้ไม่ได้ว่างเปล่าไร้เดียงสาเหมือนเช่นวันแรกที่ก้าวเข้ามาในเซฟเฮาส์แห่งนี้อีกต่อไป แววตาที่เคยฉายแววสับสนและมึนงง บัดนี้กลับคมกริบ ลุ่มลึก และเต็มไปด้วยประกายระยับของความทรงจำที่ต่อจิ๊กซอว์เข้าหากันจนครบถ้วนกระบวนความ
"คีริน... คุณเพิ่งพูดว่าอะไรนะ" เสียงของรินรดาลอดไรฟันออกมาเบาหวิว ราวกับไม่กล้าแม้แต่จะฟังคำตอบที่ชัดเจน
ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงโปร่งของเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวดูบีบคั้นขึ้นมาถนัดตา เขาสลัดคราบชายหนุ่มความจำเสื่อมผู้พึ่งพาคนอื่นทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนผู้เยือกเย็นและดุดัน ร่างหนาก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวทีละก้าวอย่างจงใจ จนรินรดาต้องถอยหลังไปชนกับเคาน์เตอร์ซ่อมนาฬิกา เสียงเครื่องมือชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระทบกันเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังสะท้อนอยู่ในอก
"ผมบอกว่า... ผมจำได้แล้ว รินรดา" คีรินทวนคำ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่น่าฟัง ทุ้มต่ำและทรงพลังจนทำให้หัวใจคนฟังกระตุกวูบ "จำได้ทั้งชื่อตัวเอง จำได้ว่าพวกมันตามหาผมเพราะอะไร และที่สำคัญที่สุด..."
เขายื่นมือหนาออกไป วางทับลงบนขอบเคาน์เตอร์ กักตัวเธอไว้ในวงแขนอย่างแนบเนียน ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดผ่านผิวแก้มทำเอาสติที่รวบรวมมาแทบกระเจิง
"ฉันบอกให้ถอยไปไงคะ!" รินรดาเชิดหน้าขึ้น พยายามกลบเกลื่อนความหวั่นไหวด้วยการส่งสายตาแข็งกร้าวเข้าสู้ "จำได้แล้วก็เรื่องของคุณสิคะ เซฟเฮาส์นี่ไม่ใช่สถานีตำรวจ หรือศูนย์พักพิงที่คุณจะมาเดินเท่ระเบิดระเบ้อใส่ใครก็ได้ เชิญออกไปทางประตูเดิมที่คุณเดินเข้ามาเลยค่ะ!"
คำไล่ที่ดุดันและวาจาเชือดเฉือนแบบนี้แหละ ที่ยืนยันว่าช่างซ่อมนาฬิกาคนนี้ยังคงเป็นแม่เสือสาวตัวแสบคนเดิมไม่เปลี่ยน... แต่สำหรับคีรินในตอนนี้ ปฏิกิริยาต่อต้านเหล่านั้นกลับดูน่ามันเขี้ยวจนเขาอยากจะแกล้งให้หนักมือยิ่งขึ้น
มุมปากของอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนกระตุกยิ้มร้ายกาจ ดวงตาคมกริบกวาดมองพวงแก้มที่เริ่มขึ้นสีเรื่ออย่างจงใจ "ไล่เก่งจังนะครับ ทั้งที่เมื่อคืนก่อน ใครกันนะที่บอกว่า... *'อยู่กับฉันก่อน อย่าเพิ่งไปไหน'* หืม?"
"ฉันไม่ได้พูด!" รินรดาเผลอเสียงLแหลมสูง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาในฉับพลันด้วยความอับอาย ปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง "คุณหูฝาดไปเองแล้วไอ้บ้าความจำเสื่อม!"
"ความจำผมอาจจะเคยเสื่อม แต่โสตประสาทและการจดจำรายละเอียดของผมดีเยี่ยมเสมอ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับคุณ..." คีรินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชนกัน นัยน์ตาคู่คมจดจ้องริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างถือดี "รินรดา คนสวยปากร้าย... คุณคิดจริงๆ เหรอว่าผมจะยอมเดินออกไปจากที่นี่ง่ายๆ หลังจากที่รู้ความจริงทั้งหมดแล้ว?"
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากความตึงเครียดกลายเป็นความร้อนรุ่มที่ยากจะควบคุม เคมีระหว่างคนทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง รินรดาใจเต้นรัวระรัวจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน เธอพยายามเบือนหน้าหนีสายตาคุกคามนั้น แต่ปลายนิ้วอุ่นจัดของเขากลับแตะเบาๆ ที่คางย้ายให้เธอกลับมาสบตาตรงๆ
"ปล่อยนะคะ!" เธอตวัดเสียงใส่ พยายามดันอกแกร่งออกห่าง แต่เขากลับยิ่งก้าวเข้ามาประชิดจนแผ่นหลังเธอแนบสนิทกับขอบโต๊ะ
"ไม่ปล่อยครับ" คีรินตอบเสียงพร่า ดวงตาคู่นั้นพราวระยับด้วยความคลั่งรักที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความนิ่งมานาน "ในเมื่อผมจำได้แล้วว่าผมเป็นใคร และอันตรายแค่ไหนที่กำลังคืบคลานเข้ามา... สิ่งแรกที่ผมต้องทำ ไม่ใช่การหนีเอาตัวรอดเหมือนหมาจนตรอก แต่เป็นการเคลียร์บัญชีหัวใจกับช่างซ่อมนาฬิกาปากแข็งแถวนี้ก่อน"
"คุณมันบ้าไปแล้ว ธันวากำลังส่งคนตามล่าคุณนะ! ถ้ารู้ว่าคุณอยู่ที่นี่..."
"ก็ให้มันมาสิครับ" คีรินตัดบท น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นมาทันทีจนแววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบ "ผมไม่อาจลากคุณเข้าไปพัวพันกับเรื่องบ้าๆ นี่ได้ก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน... ให้ตายยังไงผมก็ไม่มีทางทิ้งคุณไว้ข้างหลังเด็ดขาด รินรดา คุณคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมอยากรอดชีวิตออกไปจากเกมนี้"
คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การปรุงแต่ง ทำเอารินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กำแพงน้ำแข็งที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาตลอดหลายวันพังทลายลงในพริบตา หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนเจ็บแปลบ เธอรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้อันตราย รู้ดีว่าการผูกพันกับอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนที่มีศัตรูระดับอิทธิพลตามล่าคือตั๋วเที่ยวเดียวสู่นรก แต่ลึกๆ ในใจ ความอบอุ่นจากอ้อมแขนที่โอบล้อมเธอนี้ กลับเป็นสิ่งที่เธอโหยหามาเนิ่นนาน
"คุณพูดง่ายนี่..." เสียงของเธออ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความพยศในแววตาเจือด้วยความหวั่นไหวที่ปิดไม่มิด "คุณมีเป้าหมาย มีหน้าที่ มีชีวิตที่ต้องปกป้อง แต่ฉัน... ฉันมีแค่เซฟเฮาส์หลังนี้กับนาฬิกาพวกนี้เท่านั้น"
คีรินมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเปราะบาง เขายกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเธออย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับบุคลิกแข็งกระด้างโดยสิ้นเชิง ทำเอารินรดาเผลอหลับตาลงรับสัมผัสนั้นอย่างลืมตัว
"งั้นก็ถือว่าเรามาแลกเปลี่ยนกันสิครับ..." คีรินกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มนุ่มละมุนจนคนฟังขนลุกซู่ "คุณซ่อมเวลาที่พังทลายให้ผม... ส่วนผม จะเอาชีวิตที่เหลือมาฝากไว้ที่นี่ คุ้มยิ่งกว่าคุ้มว่าไหมล่ะครับ ช่างซ่อมนาฬิกาคนเก่ง"
รินรดาลืมตาขึ้น ตั้งใจจะอ้าปากสวนกลับด้วยคำพูดแสบคันตามวิสัย แต่ก่อนที่ริมฝีปากจะได้ขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดออกไป...
*กริ๊ง!*
เสียงกระดิ่งหน้าร้านที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับแรงกระแทกเปิดประตูที่ทำให้บานไม้แทบหลุดจากวงกบ หยุดทุกการเคลื่อนไหวในห้องนั่งเล่นลงในเสี้ยววินาที
เงาร่างมหึมาหลายสายก้าวล่วงเข้ามาในเขตหวงห้าม พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่คุ้นเคยเกินไป ดังสะท้อนก้องเข้ามาใกล้ทุกที
สีหน้าของคีรินเปลี่ยนเป็นเย็นชาในพริบตาเดียว เขาดึงรินรดามาหลบไว้ด้านหลังอย่างปกป้อง พร้อมกับที่สายตาคมกริบกวาดมองไปยังบานประตูหน้า... ธันวาไม่ได้มาคนเดียว และพวกมันเร็วกว่าที่คิดไว้มาก
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาติดነบความฟินและลุ้นระทึกไปด้วยกันนะคะ!
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 22
เมื่อความจำเริ่มกลับมา
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!