เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 20

หนีตายไปกับเธอ

ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
เสียงเบรกของกระบะโฟร์วีลขับเคลื่อนสี่ล้อบด It's grinding ลงบนพื้นกรวดเสียงดังสนั่นจนเศษหินกระเด็นกระทบตัวถังรถราวกับเสียงกระสุนปืนกลในระยะประชิด กลิ่นยางไหม้และคราบเขม่าควันจางๆ ลอยคละคลุ้งอบอวลอยู่ในพื้นที่แคบๆ ของห้องโดยสาร รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนแทบไม่เหลือสีเลือด สองมือที่กำพวงมาลัยรถสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธระคนหงุดหงิดที่ชายหนุ่มข้างกายยังคงส่งเสียงบ่นไม่หยุดตั้งแต่ขับรถหลุดออกจากเขตกทม. มาได้สามชั่วโมงเต็ม “คุณนี่ขับรถได้อารมณ์เหมือนตอนซ่อมนาฬิกาไม่มีผิด กระชากกระชั้นและพร้อมจะทำให้มันพังคามือได้ทุกวินาที” คีรินเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นกุมศีรษะตัวเองเบาๆ อาการปวดหัวจากการกระทบกระเทือนยังคงเล่นงานเขาอยู่เป็นระยะ แต่แววตาคมกริบที่มองตรงมายังหญิงสาวกลับพราวระยับด้วยประกายความขบขันระคนคลั่งรัก แม้ในยามที่รถคันหลังของลูกน้องธันวาจะขับไล่กวดมาห่างๆ ไม่ถึงกิโลเมตร ชายหนุ่มก็ยังไม่วายหาจังหวะกวนประสาทคนขับได้เสมอ “ถ้าไม่อยากให้พังคามือคุณ เชิญลงไปวิ่งไล่กวดกับพวกมันข้างหลังแทนไหมคะ คุณคีริน!” รินรดาตวัดสายตาดุดันมองค้อนใส่เขา, หักพวงมาลัยเลี้ยวโค้งหักศอกเข้าสู่ทางลูกรังสายรองที่ตัดผ่านไร่ข้าวโพดรกทึบอย่างแม่นยำ ตัวรถเอียงวูบวาบจนไหล่ของคีรินกระแทกเข้ากับประตูกระจกอย่างจัง แต่เขากลับหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน “ปากเก่งแบบนี้ เดี๋ยวพอผมความจำกลับมาครบถ้วนเมื่อไหร่ คุณจะไม่มีโอกาสได้เถียงผมแบบนี้อีกแน่ รินรดา” เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้เธออีกนิด กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นอายฝนและบุคลิกเฉพาะตัวลอยแตะจมูกจนหญิงสาวต้องแกล้งหักพวงมาลัยแรงขึ้นเพื่อดันให้เขากลับไปนั่งที่เดิม “เก็บแรงไว้หายใจเถอะค่ะ ห่วงตัวเองก่อนเถอะว่ารอดจากลูกน้องของธันวาไปได้แล้ว จะเอาสมองส่วนไหนมาทวงบุญคุณฉัน” ปากเถียงกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวแรงจนน่ารำคาญ ยิ่งได้กลิ่นอายความใกล้ชิดจากผู้ชายที่ความจำเสื่อมแต่สันดานความเจ้าเล่ห์ยังอยู่ครบ ยิ่งทำให้เธอมือไม้สั่นไม่ใช่เพราะขับรถหนีตาย แต่เป็นเพราะกลัวว่าเขาจะจับสังเกตจังหวะหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของเธอได้ต่างหาก การไล่ล่าข้ามจังหวัดเริ่มต้นขึ้นอย่างไร้ความปรานี เมื่อวิทยุสื่อสารตำรวจเก่าๆ ที่คีรินหยิบติดมือมาจากเซฟเฮาส์ส่งเสียง ‘ซ่า’ แตกพร่า พร้อมกับเสียงรายงานความเคลื่อนไหวจากเครือข่ายสายลับเก่าของเขาเอง *“คีริน... พวกมันรู้เส้นทางที่คุณมุ่งหน้าไปแล้ว ระวังตัวด้วย ธันวาไม่ได้ส่งแค่ลูกน้องกระจอกมา แต่มันส่ง ‘หน่วยเก็บกวาด’ ไปดักรอคุณอยู่ที่รอยต่อเขตจังหวัดแล้ว”* เสียงทุ้มต่ำจากปลายสายขาดหายไปพร้อมกับเสียงสัญญาณรบกวนรุนแรง รินรดาเหลือบมองกระจกมองหลัง หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อแสงไฟหน้ารถกระبะยกสูงอีกสองคันพุ่งทะยานออกมาจากทางแยกและเร่งเครื่องไล่หลังมาด้วยความเร็วสูง ประกายไฟจากท่อไอเสียรถฝั่งตรงข้ามสว่างวาบขึ้นในความมืดสลัวของยามโพล้เพล้ “เกาะแน่นๆ นะคะ คุณช่างซ่อมนาฬิกาความจำเสื่อม ทางข้างหน้าไม่มีเบรกให้เหยียบแล้ว!” รินรดาไม่รอช้า เธอเหยียบคันเร่งมิดจนเข็มไมล์ตีกลับไปแตะขีดแดง เครื่องยนต์คำรามลั่นราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกต้อนจนมุม รถกระบะพุ่งทะยานผ่านแนวต้นไม้ครึ้มด้วยความเร็วสูงจนทัศนวิสัยข้างทางกลายเป็นเส้นสายสีเขียวปนดำ บรรยากาศในรถตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก มีเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงเครื่องยนต์ที่แผดเสียงแข่งกัน คีรินไม่ได้ส่งเสียงโวยวายหรือตื่นตระหนกอย่างที่ควรจะเป็น นัยน์ตาคมกริบของอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปคว้ามือบางข้างที่กำลังกำเกียร์รถไว้แน่นเข้ามากุมไว้ด้วยความอบอุ่นและมั่นคง ฝ่ามือของเขาเย็นเฉียบแต่มันกลับถ่ายทอดความรู้สึกปลอดภัยแปลกประหลาดมาให้เธอ “ปล่อยมือฉันนะ! เอาสมาธิไปจับราวเหล็กโน่น!” รินรดาแหวใส่เสียงแข็ง พยายามดึงมือออกแต่ถูกนิ้วแกร่งเกี่ยวล็อกไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม “จับมือคุณไว้ปลอดภัยกว่าจับราวเหล็กเยอะ... เชื่อผมสิ รินรดา มือคุณสั่นอยู่เห็นไหม” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูเธออย่างนุ่มนวล ความอบอุ่นจากฝ่ามือเขาแทรกซึมผ่านผิวเนื้อเข้าสู่หัวใจที่กำลังหวาดผวา บังคับให้เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ “ฉันไม่ได้กลัวพวกมัน ฉันแค่... รำคาญคุณต่างหาก!” เธอเถียงกลับเสียงสั่น หลบสายตาคมคายที่มองมาด้วยประกายความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะรับมือไหวในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ รถกระบะพุ่งเลี้ยวโค้งตีวงกว้าง ฝุ่นตลบอบولจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า แต่แล้วในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงไฟหน้ารถสปอร์ตอเนกประสงค์คันหรูสีดำสนิทก็พุ่งสวนเลนออกมาจากม่านฝุ่น ปิดตายเส้นทางหนีเดียวที่มีอยู่ข้างหน้าจนมิดชิด รินรดาเบิกตากว้าง สัญชาตญาณสั่งให้เหยียบเบรกจนมิดเท้า เสียงยางบดถนนกรีดร้องโหยหวน รถปัดเป๋อย่างรุนแรงจนเกือบคว่ำ ก่อนจะไถลไปหยุดนิ่งสนิทห่างจากหน้ารถคันปริศนาไม่ถึงคืบ! ควันขาวโขมงพวยพุ่งขึ้นมาจากฝากระโปรงรถที่ร้อนจัด ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่ในห้องโดยสาร รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองผ่านกระจกหน้ารถออกไป ประตูรถคันสีดำสนิทค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ รองเท้าหนังราคาแพงก้าวลงมาเหยียบพื้นดินสีแดง พร้อมกับร่างสูงสง่าของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี๊ยบที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบและคุ้นเคยเป็นอย่างดี ธันวาปรากฏตัวขึ้นพร้อมปืนพกในมือข้างหนึ่ง แต่ก่อนที่รินรดาจะได้ขยับตัวทำอะไร คีรินที่นั่งเงียบมาตลอดกลับเอื้อมมือมาแตะไหล่เธอเบาๆ นัยน์ตาของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นประกายคมปลาบ ความทรงจำที่เคยเลือนรางกลับชัดเจนขึ้นมาในเสี้ยววินาทีนี้อย่างไร้รอยต่อ “ไม่ต้องลงไป... เพราะมันไม่ได้มาคนเดียว” คีรินกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของอดีตสายลับผู้กลับมาทรงพลังสมบูรณ์แบบอีกครั้ง ทันใดนั้น เสียงกระจกฝั่งคนขับถูกเคาะเบาๆ จากด้านนอก รินรดาหันขวับไปมองด้วยความตกใจ และภาพที่เห็นผ่านกระจกใสทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบลงทันที เมื่อเงาสะท้อนของบุคคลที่สามที่ยืนยันจะปิดเกมนี้ให้เด็ดขาด ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก... ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางมาในห้วงเวลาอันระทึกขวัญนี้กับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%