เสียงกระสุนปืนนัดแรกที่แผดเผาความเงียบสงบยามบ่ายของย่านเมืองเก่า ไม่ได้ดังมาจากที่อื่น—แต่มันแผดเผาเข้ามาทะลุกระจกหน้าร้านซ่อมนาฬิกาโบราณของฉัน จนเศษแก้วเจียระไนกระจายเกลื่อนพื้นราวกับเกล็ดหิมะสีใสที่อาบด้วยความตาย
“หมอบลง!”
เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องพร้อมกับท่อนแขนแข็งแกร่งที่พุ่งเข้าฉุดเอวฉันลอยหวือไปกระแทกกับพื้นหลังเคาน์เตอร์ไม้สักทอง กลิ่นอายเฉพาะตัวของคีริน—กลิ่นฝนจางๆ ผสมกับความตึงเครียดของอะดรีนาลีนที่หลั่งพล่าน—โอบล้อมฉันไว้ในเสี้ยววินาทีที่เฉียดตาย ความเจ็บแปลบที่ข้อศอกจากการกระแทกถูกกลบด้วยเสียงหัวใจที่เต้นรำอย่างบ้าคลั่งของคนตัวโตที่ทาบทับอยู่เหนือร่างฉัน
ให้ตายเถอะ นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกัน!
“คุณบอกว่าธันวาตามเราไม่เจอไม่ใช่เหรอไง!” ฉันเค้นเสียงลอดไรฟัน กระซิบดุใส่คนที่ยังทำหน้าตาตื่นตัวราวกับสุนัขป่าล่าเนื้อ แม้สถานการณ์จะคับขันจนแทบไม่มียอดหายใจ แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยประกายความท้าทายที่ชวนให้อยากหยิกเนื้อเขาสักที
“ฉันก็คิดว่าพวกมันสลัดหลุดแล้วเหมือนกัน... ใครจะไปรู้ว่าไอ้พวกสุนัขล่าเนื้อของธันวาจะจมูกไวเหมือนเปรตได้ขนาดนี้” คีรินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ปลายนิ้วสากที่เอื้อมมาปัดเศษแก้วออกจากเส้นผมฉันกลับสั่นเทาเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความโกรธที่คุกรุ่น “อยู่ที่นี่ ห้ามโผล่หัวออกไปเด็ดขาด”
“เดี๋ยวสิ! นั่นมันร้านฉันนะ คุณจะลากฉันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกไปทางไหน...”
ปัง! กระสุนนัดที่สองเจาะทะลุผนังปูนฉาบจนฝุ่นตลบอบอวล ตัดบทสนทนาของเราอย่างไร้ความปรานี แรงกดดันจากภายนอกถาโถมเข้ามาเป็นระลอก ธันวาไม่ได้ส่งคนมาแค่ขู่ แต่มันต้องการปิดปากเราให้สนิทในวันนี้
คีรินมองสบตาฉัน แววตาซึนเดเระที่ชอบทำเป็นปากแข็งใส่ฉันมาตลอดหลายวันหายวับไป เหลือเพียงความเด็ดขาดระดับอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนที่น่าเกรงขาม เขากระชากปกเสื้อฉันเบาๆ เพื่อดึงให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเขา มือข้างหนึ่งคว้าประแจเหล็กด้ามยาวจากชั้นเครื่องมือ ส่วนมืออีกข้างคว้าข้อมือฉันไว้แน่น ชนิดที่ต่อให้ฉันพยายามสะบัดอย่างไรก็ไม่มีทางหลุด
“จับฉันไว้ให้แน่นรินรดา ถ้าไม่อยากตายคาอกฉันซะก่อน”
“ใครจะอยากตายกับคุณ ปล่อยมือฉันนะ!” ฉันเถียงคอเป็นเอ็น แม้เท้าจะก้าวตามแรงดึงของเขาอย่างรวดเร็วเพราะความรักตัวกลัวตายพอกัน
เราพุ่งตัวออกจากประตูลับด้านหลังร้านที่เชื่อมต่อกับตรอกแคบซอกตึก แสงแดดจ้าบาดตาตัดกับความมืดทึบของตึกเก่าระเกะระกะ กลิ่นอับชื้นของถังขยะและคราบน้ำมันเครื่องผสมปนเปไปกับเสียงฝีเท้าที่ไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด เสียงตะโกนหยาบคายและฝีเท้าหนักๆ ของลูกน้องธันวาอย่างน้อยสามคนกำลังตีวงล้อมเข้ามาจากปากตรอกฝั่งตรงข้าม
“ทางนั้นถูกบล็อกแล้ว!” ฉันร้องเตือน พร้อมกับออกแรงดึงเขากลับตัวเข้าหาซอกตึกแคบๆ ระหว่างร้านขายยาโบราณกับโกดังเก็บผ้าเก่า
คีรินไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาดันตัวฉันให้เข้าไปชิดผนังปูนเปลือยที่เย็นเฉียบ ก่อนจะใช้ร่างสูงใหญ่ของตัวเองบังฉันไว้มิดชิด ไอความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านทะลุกระชั้นชิดเข้ามาจนแทบจะหลอมละลายสติสัมปชัญญะของฉันให้แหลกเหลวในชั่วพริบตา ใบหน้าของเราอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ จนฉันได้ยินเสียงลมหายใจหอบถี่ของเขาชัดเจน
“คุณ... หลบมาทำไมตรงนี้ เดี๋ยวพวกมันก็เห็น...” ฉันกระซิบเสียงสั่น พยายามผลักแผงอกกว้างของเขาออก แต่เขากลับใช้มืออีกข้างยันผนังคร่อมตัวฉันไว้ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองริมฝีปากฉันก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตานิ่ง
“เงียบก่อนน่า... ริน” เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและใกล้ชิดจนน่าอันตราย หัวใจฉันเต้นระรัวจนไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากอกฉันหรืออกเขากันแน่ “ถ้าพวกมันเดินผ่านไปได้โดยที่เราไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ... ฉันจะยอมให้เธอบ่นฉันทั้งคืนเลย เอ้า”
“ใครอยากบ่นคุณกันยะ ไอ้คนฉวยโอกาส!” ฉันค้อนขวับ เม้มปากแน่นเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เกือบจะหลุดออกมาท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดนี้ ความแสบคันและความดื้อรั้นของเขาทำไมถึงยังทำงานได้ดีแม้ในยามที่กระสุนปืนปลิวว่อนอยู่เหนือหัวแบบนี้นะ!
เสียงฝีเท้าของลูกน้องธันวาย่างกรายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เงาทะมึนทอดผ่านแสงสลัวที่ส่องเข้ามาในซอกตึก กลิ่นบุหรี่ราคาถูกลอยมาแตะจมูก สติของฉันถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริงอันโหดร้ายอีกครั้ง นิ้วมือที่กำชายเสื้อของคีรินไว้แน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด ฉันภาวนาให้พวกมันเดินผ่านไป... ภาวนาอย่าให้ใครหันมามองในซอกมุมอับนี้เลย
ทว่า... ในจังหวะที่เงาร่างนั้นหยุดยืนนิ่งตรงปากซอกตึกพอดี ลมหายใจของฉันก็แทบจะหยุดตามไปด้วย
คีรินก้มหน้าลงมาจนริมฝีปากหยักลึกเกือบจะแนบชิดกับใบหูของฉัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่จนขนลุกซู่ เขากระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจ แต่แฝงไว้ด้วยความคลั่งรักที่ทำเอาใจสั่นระทัว
“ถ้าเราอดตายหรือรอดไปไม่ได้... ฉันอยากบอกอะไรเธออย่างหนึ่งนะรินรดา”
ฉันเบิกตากว้าง หันไปมองเขาอย่างไม่เข้าใจท่ามกลางความระทึกขวัญ “นี่มันเวลามาสารภาพรักบ้าบออะไรกันเนี่ย!”
“ฉันไม่ได้ล้อเล่น...” เขายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ร้ายกาจแต่ทรงเสน่ห์เหลือเกินในยามวิกฤต “...และดูเหมือนว่า ธันวาจะไม่ได้ส่งแค่ลูกน้องมาต้อนเราหรอกนะ”
ประโยคสุดท้ายของเขาทำให้ฉันขมวดคิ้วยุ่ง ทว่ายังไม่ทันที่สมองจะประมวลผลคำเตือนนั้น เสียงฝีเท้าฝั่งตรงข้ามซอกตึกก็หยุดกึก ตามมาด้วยเสียงปรบมือช้าๆ สามครั้งที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วตรอกแคบ
*แปะ... แปะ... แปะ...*
“ช่างซ่อมนาฬิกากับอดีตสืบสวนความจำเสื่อม... เล่นเกมวิ่งไล่จับกันสนุกพอหรือยังล่ะครับคุณคีริน”
เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างสูงสง่าในสูทสั่งตัดราคาแพงของ **ธันวา** ที่ก้าวออกมาจากเงาดำ ปืนเก็บเสียงในมือชี้ตรงมายังทิศทางที่เราซ่อนอยู่พอดี ดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายจ้องมองมาที่เราด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางมาในห้วงเวลาอันระทึกขวัญและอบอวลด้วยเคมีอันร้อนระอุนี้กับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 11
กับดักของธันวา
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!