"ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาใกล้กว่านี้อีกก้าวเดียว ฉันจะเอาประแจเบอร์สิบฟาดหน้าผากคุณให้ความจำเสื่อมถาวรไปเลย คีริน"
รินรดาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ขณะที่แผ่นหลังบางแนบสนิทอยู่กับบานประตูกระจกฝ้าของห้องน้ำในโรงแรมม่านรูดไร้ชื่อแห่งนี้ พื้นที่ใช้สอยภายในห้องพักขนาดกะทัดรัดไม่ได้สร้างความกดดันให้เธอเท่ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนค้ำฟ้าอยู่ตรงหน้า ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาในยามนี้แทบไม่มีเหลือ พื้นห้องที่แคบเกินกว่าจะเรียกว่าห้องพักประกอบกับเตียงนอนขนาดควีนไซส์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ยิ่งขับเน้นบรรยากาศชวนอึดอัดและเร้าใจจนหัวใจของเธอเต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ
คีรินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบที่เคยว่างเปล่าในยามสูญเสียความจำ บัดนี้กลับพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ที่น่าหมั่นไส้ที่สุดในสามโลก เขายกมือขึ้นข้างหนึ่งยันทับกรอบประตูไว้เหนือศีรษะเธอ กักขังเธอไว้ในอาณาเขตของรุกขชาติตัวโตที่ทั้งดื้อรั้นและเอาแต่ใจเป็นที่สุด
"ฟาดผมให้ความจำเสื่อมถาวรเหรอครับ... อ๊ะ ขออภัยค่ะ พอดีผมติดปากคำพูดของผู้ชายคนอื่นมา" คีรินจงใจหยอกเย้าด้วยการเปลี่ยนสรรพนามกระทันหัน รอยยิ้มมุมปากของเขาร้ายกาจจนรินรดาอยากจะยกมือขึ้นตบสักฉาก "แต่ผมว่านะรินรดา ถ้าความจำผมกลับมาจริงๆ สิ่งแรกที่ผมจะจำให้แม่นที่สุด คงไม่ใช่รหัสลับกลไกนาฬิกาโบราณอะไรนั่นหรอก... แต่เป็นท่าทางเวลาที่คุณเขินจนหน้าแดงสลับเขียวต่างหากล่ะ"
"ใครเขินคุณ! หลงตัวเองขั้นวิกฤตแบบนี้ สมควรแล้วล่ะที่ธันวาจะส่งคนไล่ล่าคุณจนหัวซุกหัวซุน!"
รินรดาตอกกลับเสียงแข็ง พยายามเบือนหน้าหนีไออุ่นจากร่างกายของเขาที่แผ่ซ่านเข้ามาปะทะผิวกาย กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝนจางๆ จากการฝ่าพายุฝนข้างนอกเข้ามาหลบภัยในที่อับทึบแห่งนี้ ยิ่งทำให้ประสาทสัมผัสของเธอทำงานหนักเกินความจำเป็น บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความตึงเครียดที่เจือปนความเสน่หาอย่างประหลาด ความจำกัดของสถานที่ทำให้เคมีที่เคยพยายามอดกลั้นมาตลอดเริ่มทำงานอย่างรุนแรงจนแทบควบคุมไม่อยู่
คีรินโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกโด่งรั้นเกือบจะเฉียดเข้ากับแก้มเนียนของเธอ ลลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดรดต้นคอยิ่งทำให้ขนลุกซู่ รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ
"ปากแข็งจังเลยนะคะ ช่างนาฬิกาคนเก่ง..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหู น้ำเสียงนั้นเจือความพร่าพร่าที่ทำให้หัวใจของคนฟังกระตุกวูบ "แต่ชีพจรที่คอของคุณเนี่ย... มันเต้นเร็วกว่าเข็มวินาทีในนาฬิกาไขลานเรือนโปรดของคุณเสียอีกนะ รู้ตัวไหม"
รินรดาหันขวับกลับมาหมายจะต่อปากต่อคำให้สาสม แต่จังหวะนั้นเองที่ริมฝีปากของทั้งคู่เกือบจะสัมผัสกัน ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินขอบเขตทำให้ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ขณะที่นัยน์ตาคมกريบของคีรินฉายแวววับวาวราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ ความดื้อรั้นและความซึนเดเระที่เธอพยายามสร้างเป็นกำแพงมาตลอด พังทลายลงในเสี้ยววินาทีที่สบตากัน
"คีริน... ถอยไปเดี๋ยวนี้..." น้ำเสียงของเธอสั่นพร่าโดยไม่ตั้งใจ ความแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวั่นไหวที่ปิดไม่มิด
"ไม่ถอยครับ" คีรินตอบเสียงนุ่ม ทว่าเด็ดขาด สายตาของเขาไล่สำรวจตั้งแต่ดวงตากลมโต ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น จนมาหยุดอยู่ที่แพขนตาสั่นไหว "จนกว่าคุณจะยอมรับความจริงบางอย่าง"
"ความ... ความจริงอะไรเล่า!"
"ความจริงที่ว่า... คุณเองก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำเวลาที่อยู่ใกล้ผมเหมือนกัน"
คำพูดนั้นทำเอารินรดาร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า เธออ้าปากจะเถียงกลับด้วยถ้อยคำเจ็บแสบตามนิสัย แต่ยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียงใดออกมา เสียงเคาะประตูด้านนอกห้องพักก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างกะทันหัน!
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
บรรยากาศโรแมนติกที่อัดแน่นด้วยเคมีอันร้อนรุ่มถูกกระชากกลับสู่โลกความเป็นจริงในเสี้ยววินาที รินรดาสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณอดีตช่างซ่อมผู้ระแวดระวังภัยพุ่งพล่าน คีรินขยับถอยหลังออกไปครึ่งก้าว ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและเฉียบคมในทันที
"เปิดประตูสิครับคุณผู้หญิง... รู้ไหมว่าผมตามหาห้องนี้มานานแค่ไหน"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังลอดเข้ามาจากด้านนอกประตูกลุ่มหมอก พร้อมกับเสียงไขกลอนที่ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว—ธันวามาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้!
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปในความลับและเคมีอันร้อนระอุนี้กับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 10
ค่ำคืนในโรงแรมม่านรูด
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!