เสียงก้องกังวานของเฟืองนาฬิกาโบราณเรือนสุดท้ายที่ถูกไขลานจนแน่นสนิท เปรียบเสมือนเสียงระฆังนับถอยหลังเวลาอิสรภาพของรินรดาได้หมดลงแล้วค่ะ
กระเป๋าเดินทางหนังแท้สีเข้มสองใบถูกรูดซิปปิดลงอย่างไม่ไยดี เช่นเดียวกับประตูเซฟเฮาส์ใต้ดินที่เคยเป็นเกราะกำบังอันปลอดภัยมาตลอดหลายสัปดาห์ มันถูกล็อกตายด้วยกุญแจสามชั้น ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของน้ำมันเครื่อง คราบเขม่า และร่องรอยความทรงจำอันปั่นป่วนที่เธออยากจะกวาดทิ้งลงถังขยะให้พ้นสายตา
แต่ปัญหาก็คือ... คนที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ตรงนั้น กลับไม่ใช่คนที่จะกวาดทิ้งลงถังขยะได้ง่ายๆ เลยน่ะสิคะ
"ถ้ายังยืนทำหน้าเหมือนคนท้องผูกอยู่แบบนั้น ฉันจะทิ้งคุณไว้ให้ธันวามาเก็บกวาดเป็นคนแรกจริงๆ ด้วยนะคีริน" รินรดากระแทเสียงลอดไรฟัน ขณะสะพายกระเป๋าเป้ใบโตขึ้นบ่าด้วยความหงุดหงิด ดวงตากลมโตคมกริบตวัดมองชายหนุ่มที่แต่งกายด้วยเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวตัวโคร่ง ใบหน้าคมคายนั้นยังมีร่องรอยฟกช้ำจางๆ จากการปะทะเมื่อหลายวันก่อน แต่แววตากลับพราวระยับด้วยประกายความดื้อรั้นที่ชวนให้คนมองอยากจะคว้าประแจเบอร์สิบฟาดสักทีสองที
คีรินไม่เพียงแต่ไม่สะทกสะท้าน เขากลับยกยิ้มมุมปาก ชdความกวนประสาทที่เธอเกลียดนักเกลียดหนาขึ้นมาประดับใบหน้าอีกครั้ง
"ทิ้งผมลงเหรอคะ คนใจร้าย... เมื่อคืนก่อนใครกันนะที่บอกว่าไม่อยากให้ผมตาย" น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเอ่ยแซวอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว แถมยังทำเนียนก้าวเข้ามาประชิดตัว ชนิดที่ว่ากลิ่นกายสะอาดๆ เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขาลอยมาแตะจมูกจนรินรดาต้องผถหนีแทบไม่ทัน
"ตอนนั้นฉันคงสมองกลับเหมือนคุณนั่นแหละ เลิกพูดมากแล้วหยิบกระเป๋าขึ้นมา รถเช่าจอดรออยู่ข้างบนแล้ว" รินรดาเบี่ยงตัวหลบสัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นๆ ที่จงใจเฉียดผ่านต้นแขนของเธออย่างถือวิสาสะ แม้ภายนอกเธอจะพยายามตีสีหน้าเรียบเฉยและแข็งกระด้างใส่ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวผิดจังหวะจนน่าโมโห
ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้มีความสามารถพิเศษในการทำให้สติสัมปชัญญะของเธอกระเจิงได้ภายในเวลาไม่ถึงสามวินาทีจริงๆ ค่ะ
ทั้งคู่ก้าวพ้นจากอุโมงค์ลับขึ้นสู่โลกภายนอก แสงแดดจัดจ้าของยามสายสาดส่องลงมาจนรินรดาต้องหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวมแทบไม่ทัน โลกข้างนอกยังคงหมุนไปตามวิถีของมัน ผู้คนเดินขวักไขว่ รถราวิ่งพลุกพล่าน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าสำหรับพวกเขาแล้ว การก้าวขาออกจากเซฟเฮาส์แห่งนี้เท่ากับการเดินเข้าสู่ลานประลองที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์
เบาะแสเดียวที่พวกเขามีเกี่ยวกับอดีตของคีริน—ตัวตนที่แท้จริงก่อนที่เขาจะสูญเสียความทรงจำและถูกตามล่า—ซ่อนอยู่ใต้นาฬิกาพกโบราณเรือนที่เธอเพิ่งซ่อมเสร็จไปเมื่อคืน
รินรดากวาดสายตามองไปรอบลานจอดรถร้างก่อนจะเดินตรงไปยังรถเก๋งสีบรอนซ์เงินธรรมดาๆ ที่เธอจอดทิ้งไว้ แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วเรียจะแตะโดนที่เปิดประตู คีรินก็เอื้อมมือมาคว้าข้อมือเธอไว้เสียก่อน แรงบีบไม่ได้หนักหน่วงจนเจ็บ แต่กุมไว้อย่างมั่นคงจนสลัดไม่หลุด
"เดี๋ยวริน" เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที ไร้ซึ่งความกวนประสาทเมื่อครู่ ร่างสูงก้าวเข้ามาบังร่างเธอกึ่งๆ ปกป้อง ดวงตาคมกวาดมองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง สัญชาตญาณของอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนตื่นตัวเต็มที่
"อะไรของคุณอีกเนี่ย ปล่อยนะ" รินรดาสบัดข้อมือออกเบาๆ แม้จะแอบหวั่นไหวกับความใกล้ชิดนี้ก็ตาม
"เราไม่ได้ถูกตามแค่ธันวาคนเดียว" คีรินกระซิบเสียงต่ำ ใบหน้าคมเข้มตึงเครียดขึ้นถนัดตา "ตั้งแต่เราเดินออกมาจากตึกนั้น ผมรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่... และไม่ใช่สายตาของลูกน้องธันวาด้วย"
รินรดาชะงัก ความเยือกเย็นแล่นริ้วขึ้นมาตามสันหลัง เธอกวาดสายตาไปตามตึกสูงรอบข้างที่ตั้งตระหง่านเป็นอุปสรรคต่อทัศนียภาพ "คุณหมายความว่ายังไง หรือว่า..."
"องค์กรเก่าของผม" คีรินพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่แฝงไปด้วยความกดดันมหาศาล "ถ้าพวกมันรู้ว่าผมยังไม่ตาย และกำลังตามหาความทรงจำ... พวกมันไม่ปล่อยเราไว้แน่"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านเศษใบไม้แห้งบนพื้นคอนกรีต รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความตื่นเต้นเร้าใจที่เคยคิดว่าตนเองรับมือไหว เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นอันตรายที่แท้จริงที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
แต่แทนที่จะหวาดกลัวจนก้าวขาไม่ออก รินรดากลับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เชิดหน้าขึ้น ความดื้อรั้นและถือดีที่เป็นเกราะป้องกันตัวมานานถูกดึงกลับมาใช้จนหมดสิ้น เธอยกยิ้มมุมปาก ส่งสายตาเย้ยหยันให้คนข้างกายที่กำลังทำตัวเป็นห่วงเธอเกินเหตุ
"กลัวเหรอคะคุณคีริน อดีตเจ้าหน้าที่ผู้เก่งกาจ แต่ตอนนี้ดันความจำเสื่อมแถมยังต้องมาพึ่งช่างซ่อมนาฬิกาอย่างฉันเนี่ยนะ?"
คีรินหันมามองหน้าเธอ ดวงตาสองคู่ประสานกัน ท่ามกลางความตึงเครียดรอบด้าน กลับมีประกายบางอย่างที่ร้อนรุ่มและท้าทายก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งคู่ มุมปากของชายหนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความอ่อนโยนเจือความคลั่งรักฉายชัดอยู่ในแววตานั้นจนน่าหมั่นไส้
"ผมไม่ได้กลัวตายหรอกริน..." คีรินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านแก้มเนียน เสียงกระซิบพร่าลอยมาเข้าหูเธออย่างชัดเจน "แต่ผมกลัวว่า... ถ้าผมตายไปก่อนที่จะได้จีบคุณให้ติดจริงๆ คุณคงจะเหงาแย่เลยนะ"
รินรดาอยากจะยกฝ่ามือฟาดลงบนหน้าหล่อๆ นั่นเสียให้เข็ดฐานะที่หาเรื่องหยอกเธอได้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับกระหน่ำเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมจนเธอต้องรีบดันอกเขาออกห่าง
"เพ้อเจ้อ! ขึ้นรถไปได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจยิงเป้าคุณซะเอง!" เธอแหวใส่กลบเกลื่อนความเขินอายที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู
คีรินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ยอมผละตัวออกแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งคนขับให้เธอด้วยความสุภาพแบบที่มักจะมีให้เธอเสมอ แม้ปากจะร้ายกาจใส่กันแค่ไหนก็ตาม รินรดากัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะรถ ปล่อยให้รถยนต์คันเล็กเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่ไม่มีใครรู้ว่ารอพวกเขาอยู่ข้างหน้า...
ความจริงเกี่ยวกับตัวตนของคีรินกำลังรอให้พวกเขาไปค้นพบ แต่วินาทีที่รถกำลังจะพ้นทางออกของลานจอดรถ สายตากลับเหลือบไปเห็นกระจกมองข้าง...
เงาสะท้อนของมอเตอร์ไซค์สีดำสนิทคันหนึ่ง กำลังพุ่งตรงตามหลังพวกเขามาด้วยความเร็วสูง และหมวกกันน็อกแบบเต็มใบของคนขับก็สะท้อนแสงแดดจนแสบตา
รินรดาเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักได้ทันทีว่า... พวกเขาไม่ได้กำลังเดินทางไปค้นหาความจริงตามลำพัง
"คีริน... ข้างหลัง!"
รถยนต์คันเล็กถูกเหยียบมิดคันเร่งพุ่งทะยานออกไป ทว่าเสียงปري๊นสนั่นของยางรถที่บดถนนยังไม่ดังเท่าเสียงเคาะกระจกเบาๆ จากด้านนอกกระจกฝั่งที่เธอนั่งอยู่—ทั้งที่รถกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง!
รินรดาหันขวับไปมอง ร่างของใครบางคนกำลังเกาะติดข้างรถด้วยความเร็วเท่ากัน มือสวมถุงมือหนังสีดำเคาะกระจกหน้าต่างเบาๆ สามครั้ง ก่อนที่กระจกฝั่งคนขับจะถูกลดลงจากฝั่งคีรินอย่างเยือกเย็น
และเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยแต่ทรงพลังก็ดังแทรกเสียงลมเข้ามาในห้องโดยสาร
"คิดจะหนีไปไหนเหรอครับ น้องสาว... หรือว่าพี่ชายคนนี้ต้องช่วยเตือนความจำให้เธออีกรอบดีล่ะ?"
รินรดานิ่งงั้น สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะเมื่อสบตากับบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาขวางเส้นทางนี้—ผู้ชายที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับคีรินราวกับพิมพ์เดียวกัน... แต่แววตากลับว่างเปล่าและเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าซาตาน!
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปในความลับและเคมีอันร้อนระอุนี้กับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 9
ออกเดินทางสู่ความจริง
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!