กลิ่นน้ำมันสนและสนิมเหล็กคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว แต่ไม่มีสิ่งใดชวนอึดอัดเท่ากับรอยยิ้มมุมปากของคนที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงหน้า
"ถ้าคุณยังจ้องมันด้วยสายตาแบบนั้น อีกสามวินาทีหน้าปัดทองเหลืองนั่นคงละลายเป็นจุลด้วยความเคืองแค้นของคุณแน่ๆ ค่ะ คุณคีริน"
รินรดาเอ่ยเสียงเรียบพลางวางคีมปากจระเข้ลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง *กริ๊ก* ดวงตากลมโตภายใต้เลนส์แว่นขยายตวัดมองชายหนุ่มที่ถือวิสาสะยึดเก้าอี้ตัวโปรดของเธอเป็นบัลลังก์ส่วนตัว เขาไม่ได้มามือเปล่า ทว่านาฬิกาพกโบราณเรือนใหญ่ที่ส่งเสียงเดิน *ติ๊ก... ติ๊ก...* อย่างเชื่องช้าในอุ้งมือของเขานั้น ต่างหากคือชนวนเหตุที่ทำให้บรรยากาศในเซฟเฮาส์คับแคบแห่งนี้ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
คีรินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววเยียบเย็นยามเผชิญหน้ากับศัตรู บัดนี้กลับพราวระยับด้วยความท้าทายยามเมื่อเขาสบตาช่างซ่อมนาฬิกาปากกล้า
"ผมไม่ได้มองนาฬิกาหรอกครับ... เอ้อ หมายถึง ฉันไม่ได้มองนาฬิกาสักหน่อย รินรดา" เขาแก้คำพูดทันควันเมื่อเห็นดวงตาคู่สวยหรี่แคบลงอย่างจับผิด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนริมฝีปากหยักลึก "ฉันกำลังมองคนแถวนี้ต่างหาก ว่าทำไมถึงได้หงุดหงิดง่ายนัก หรือว่ากลัวว่าความลับที่ซ่อนอยู่ข้างใน... จะทำให้หัวใจคุณเต้นแรงจนซ่อมไม่ไหวกันแน่"
"หลงตัวเองเป็นกิจวัตร หรือเพิ่งมาฝึกงานวันนี้วันแรกคะ?" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ขยับตัวถอยห่างจากโต๊ะทำงานเล็กน้อยเพื่อสร้างระยะห่างที่ปลอดภัย แต่ระยะห่างทางกายภาพนั้นแทบไม่มีความหมาย เมื่อกลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขายังคงลอยวนอยู่รอบตัวเธอ "วางมันลงแล้วไสหัวไปซะ ฉันไม่มีเวลามาเล่นเกมทายปัญหาปัญญาอ่อนกับอดีตตำรวจความจำเสื่อมอย่างคุณหรอกนะคะ ธันวากำลังหายใจรดต้นคอเราอยู่แล้ว คุณยังจะมีอารมณ์มาหยอดมุกแป้กๆ อีกเหรอ"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นไม่ได้ทำให้คีรินสะิสะท้านเลยสักนิด ตรงกันข้าม เขากลับโน้มตัวไปข้างหน้า ข้อศอกวางบนเข่า แววตาคมปลาบเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาราวกับพลิฝ่ามือ
"เพราะมันอันตรายถึงชีวิตต่างหาก ฉันถึงต้องเอามาให้ 'ผู้เชี่ยวชาญ' อย่างคุณดู" คีรินวางนาฬิกาพกเรือนนั้นลงบนโต๊ะ กระทบกับเครื่องมือช่างเสียงดังทึบ "นาฬิกานี่ไม่ใช่ของฉัน... แต่มันคือของขวัญชิ้นสุดท้ายก่อนที่ความทรงจำของฉันจะหายไปครึ่งหนึ่ง และข้างในนั้น มันไม่ได้บอกเวลา แต่มันกำลังบอกพิกัดตายของใครบางคน"
นิ้วเรียวยาวของอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนเคาะเบาๆ ที่ฝาหลังของนาฬิกาพก
รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว แม้ปากจะบอกว่ารำคาญ แต่สัญชาตญาณช่างซ่อมนาฬิกากลับกรีดร้องว่ากลไกโบราณเรือนนี้มีความผิดปกติซ่อนอยู่ เฟืองจักรข้างในไม่ได้จัดวางตามหลักการบอกเวลาทั่วไป เสียง *ติ๊ก* ที่ดังลอดออกมานั้นมีความหน่วงผิดธรรมชาติ มือบางเอื้อมไปหยิบไขควงปากแบนขนาดจิ๋วขึ้นมาอย่างระมัดระวัง สายตาคมกวาดมองทุกรายละเอียดของตัวเรือนโลหะสีทองหม่นที่มีรอยขูดขีดราวกับผ่านสงครามมาโชกโชน
"ถ้าข้างในมีแค่ฟันเฟืองพังๆ กับลานที่ขาด ฉันจะคิดบัญชีค่าเสียเวลาจากคุณเป็นสองเท่าแน่" เธอดักคอเสียงแข็งเพื่อกลบเกลื่อนความตึงเครียดที่เกาะกุมก้อนเนื้อในอก
"ถ้าข้างในมันมีชิปข้อมูลลับที่สามารถกระชากหน้ากากธันวาได้ล่ะ..." คีรินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มเนียน รินรดารู้สึกได้ถึงความใกล้ชิดที่อันตรายเกินกว่าจะรับไหว ดวงตาคมคายของเขาไม่ได้มองนาฬิกาเลย เขากำลังจ้องมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นของเธอด้วยสายตาร้อนรุ่มที่ซ่อนไม่มิด "คุณจะยอมให้ฉันจีบแบบจริงจัง... สักครั้งไหมล่ะ รินรดา"
"โรคจิต!" เธอกัดฟันกรอด หัวใจเต้นผิดจังหวะไม่ใช่เพราะกลัวความลับในนาฬิกา แต่เพราะสัมผัสอุ่นจัดจากสายตาคู่นั้นต่างหาก "ถอยไปห่างๆ เลยนะ ไม่งั้นฉันเอาไขควงนี่จิ้มตาคุณจริงๆ ด้วย"
"ปากร้ายจังนะ... แต่เวลาเขิน หูแดงถึงใบหูทุกทีเลยนี่นา" เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างนึกสนุก ก่อนจะยอมถอยร่นตัวกลับไปนั่งพิงพนักเก้าอี้แต่โดยดี แม้แววตาจะยังคงพราวระยับด้วยประกายความคลั่งรักที่ยากจะปิดบัง
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ สมาธิทั้งหมดถูกดึงกลับมาที่งานเบื้องหน้า มือเรียวบางใช้ไขควงจิ๋วเขี่ยสลักล็อกฝาหลังอย่างประณีตและแม่นยำ ทุกย่างก้าวของการทำงานเต็มไปด้วยความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่และเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ดังฮัมเบาๆ เป็นแบ็กกราวด์
*คลิก.*
เสียงกลไกสลักดีดตัวเปิดออกดังขึ้นเบาๆ แต่ก้องกังวานในความรู้สึก
รินรดานิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อพบว่า ภายในฝาหลังของนาฬิกาพกไม่ได้บรรจุกลไกนาฬิกาแต่อย่างใด มันถูกควักเนื้อในออกจนกลวงโบ๋ มีเพียงแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์สีดำสนิทขนาดจิ๋ว ฝังแนบสนิทอยู่กับแผ่นโลหะที่มีรอยเชื่อมตะกั่วใหมี่ยม ตรงกลางแผ่นชิปมีสัญลักษณ์รูป 'ดอกเหมย' สลักไว้อย่างประณีตด้วยเลเซอร์ขนาดจิ๋วที่มองแทบไม่เห็นด้วยตาเปล่า
คีรินโน้มตัวเข้ามาทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาชะงักงันของหญิงสาว "เจอไหม?"
"มันไม่ใช่แค่นาฬิกาพก..." รินรดาพึมพำ เสียงสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุมได้เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาดุดันเมื่อครู่แปลเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงระคนตกใจ "แต่มันคืออุปกรณ์สื่อสารเข้ารหัส... และชิปนี่... มันกำลังส่งสัญญาณบางอย่างออกไปข้างนอก!"
สิ้นเสียงของรินรดา ไฟ LED สีแดงดวงจิ๋วที่ซ่อนอยู่ใต้ชิปข้อมูลก็กะพริบ *วิบ... วิบ...* ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในความมืดสลัวของห้องซ่อมนาฬิกา
ยังไม่ทันที่คีรินจะได้เอ่ยปากพูดอะไร เสียงสัญญาณเตือนภัยจากกล้องวงจรปิดตัวหน้าประตูก็กรีดร้องลั่นห้อง แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉายวาบไปทั่วผนังห้องปูนเปลือย บ่งบอกชัดเจนว่ามีผู้ไม่速เชิญกำลังก้าวล่วงเข้ามาในอาณาเขตของพวกเขาแล้ว
รอนแรมและเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กำลังหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูกระจกฝ้าของเซฟเฮาส์... ก่อนที่เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนจะทาบทับลงมา และเสียงทุบประตูก็คำรามก้องขึ้นตัดผ่านความเงียบ
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปในความลับกับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 6
ความลับใต้หน้าปัด
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!