รอยขีดข่วนบางเฉียบรูปกากบาทบนบานพับหน้าต่างชั้นสอง ไม่ได้เกิดจากกิ่งไม้กวาดกวัดแกว่งตามแรงลมอย่างที่รินรดาพยายามหลอกตัวเองมาตลอดสามนาทีเต็ม
ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวหยุดชะงักการปัดกวาดเฟืองนาฬิกาโบราณ เธอกลั้นหายใจ ฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่นอนพักฟื้นอยู่บนโซฟาบุหนังเบื้องล่าง คีรินยังคงหลับสนิท ใบหน้าคมคายยามไร้ซึ่งรอยยิ้มยียวนชวนประสาทเสียนั้นดูราวกับรูปปั้นสลักจากหินอ่อน ทว่ารอยแผลเป็นจาง ๆ ที่มุมปากกลับย้ำเตือนว่าผู้ชายคนนี้พกพาอันตรายติดตัวมาด้วยเสมอ มากเสียจนความสงบสุขที่เธออุตส่าห์สร้างขึ้นในเซฟเฮาส์ลับแห่งนี้กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า
กลิ่นจาง ๆ ของควันบุหรี่ราคาแพง—กลิ่นที่ไม่มีทางลอยมาจากร้านขายของชำปากซอยหรือบ้านของยายเพ็ญข้างร้าน—แตะเข้าที่ปลายจมูก
มันเป็นกลิ่นเดียวกับกระดาษห่อลูกอมมิ้นต์ที่ร่วงหล่นอยู่ใต้พื้นรถกระบะคันเก่าเมื่อสองวันก่อน กลิ่นที่เธอมองข้ามไปเพราะคิดว่าเป็นแค่ลูกค้าหลงทาง
รินรดาวางไขควงในมือลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้เกิดแม้แต่เสียงกระทบที่น่ารำคาญ ฝีเท้าเบากริบราวกับแมวป่าพาตัวเองมาหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง ม่านลูกไม้สีขาวถูกแหวกออกเพียงนิดเดียวพอมองเห็นลานจอดรถด้านหลังร้าน
รถเก๋งสีดำสนิทไร้ป้ายทะเบียนจอดสนิทอยู่ใต้ร่มเงาของต้นหูกวางขนาดใหญ่ กระจกฟิล์มมืดสนิทจนมองไม่เห็นร่างของคนขับ ทว่าเสาอากาศวิทยุที่ยังคงสั่นไหวเล็กน้อยบอกให้รู้ว่าเครื่องยนต์เพิ่งถูกดับลงได้ไม่นาน
ธันวาไม่ได้ส่งคนมาลองเชิง... เขามาเอง
หัวใจในอกกระตุกวูบไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นความกรุ่นโกรธที่พุ่งพล่านจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ พื้นที่ปลอดภัยที่เธอใช้ซ่อนตัวจากโลกอันโสมمิสมานานหลายปี ถูกรุกล้ำโดยผู้ชายที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของทุกสิ่งในเมืองนี้
"ริน..."
เสียงแหบพร่ากระซิบแผ่วมาจากด้านหลัง รินรดาสะดุ้งสุดตัว หันขวับกลับไปมอง คีรินยันกายลุกขึ้นนั่ง ดวงตาคมกริบที่เคยปรือปรี่ด้วยพิษไข้บัดนี้กลับตื่นตัวเต็มที่ ความมึนงงจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของนักสืบที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีล
"เงียบ" เธอยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง พลางสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวเขาด้วยความเร็วที่ไม่อาจปฏิเสธ "นายยังไม่หายดี อย่าทำเป็นเก่ง"
"ฉันได้กลิ่น..." คีรินไม่สนใจอาการเจ็บแปลบที่สีข้าง ดวงตาคู่คมจดจ้องมาที่เธอด้วยความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความดื้อรั้น "กลิ่นน้ำหอมยี่ห้อเดิม... กลิ่นที่ฉันจำได้แม่นยิ่งกว่าหน้าตัวเองเสียอีก"
"รู้แล้วก็หุบปากแล้วหมอบลงซะ ที่นี่ร้านฉัน ฉันจัดการเองได้" รินรดาตวัดเสียงใส่ด้วยความหมั่นไส้ระคนระทึก แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด สัญชาตญาณการปะทะฝีปากของเธอก็ไม่เคยลดน้อยลงเลย
"จัดการเอง? ยัยตัวแสบ เธอคิดจะเอาไขควงจิ้มคอคนของธันวาหรือไง?" คีรินแค่นหัวเราะในลำคออย่างนึกขัน แม้สถานการณ์จะหน้าิ่วใจคอแค่ไหน เขาก็ยังไม่วายหาเรื่องกวนประสาทเธอได้ มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเล็กไว้แน่น "อย่าซ่าให้มันมากนัก... ส่งฉันมาข้างหลังเธอเดี๋ยวนี้"
"ปล่อยนะ! ใครกันแน่ที่ซ่า นายกำลังเจ็บอยู่ นั่งเฉย ๆ ไปเลย!" รินรดาพยายามบิดข้อมือออกจากการกุมมือที่อุ่นจัดจนร้อนรุ่มของเขา แรงปะทะระหว่างคนทั้งคู่สร้างกระแสไฟฟ้าแปลกประหลาดขึ้นในอากาศ แม้ในยามวิกฤต เคมีบ้า ๆ ระหว่างความดื้อรั้นของเขาและความปากแข็งของเก็บซ่อนไม่มิดก็ยังคงทำงานอย่างยอดเยี่ยม
"ถ้าฉันตาย เธอจะไม่มีใครให้เถียงด้วยนะริน" คีรินกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นจริงจังจนหัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ "และที่สำคัญ... ฉันยังไม่ได้จีบเธอให้เป็นเรื่องเป็นราวเลยด้วยซ้ำ"
"ไอ้บ้า! ตอนนี้ยังมีอารมณ์มาเล่นลิ้นอีกเหรอ!" หน้าหวานขึ้นสีแดงจัดด้วยความเขินอายที่ถูกจังหวะเวลากลืนกินลงไปไม่หมด
เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านดังขึ้นสามครั้ง... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
จังหวะการเคาะเนิบนาบแต่เต็มไปด้วยการคุกคาม มันไม่ใช่เสียงของลูกค้าที่ต้องการนำนาฬิกามาซ่อม แต่มันคือเสียงประกาศการมาเยือนของยมทูตที่ถือหมายศาลแห่งความตาย
คีรินดึงรินรดาให้มาหลบอยู่ด้านหลังตู้โชว์ไม้สักอย่างรวดเร็ว ร่างสูงใหญ่ขยับตัวบังเธอไว้มิดชิด แม้บาดแผลที่ท้องจะเริ่มมีรอยซึมของเลือดสีเข้มผ่านเสื้อผ้าสีอ่อน แต่นัยน์ตาของอดีตนายตำรวจหนุ่มกลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งการต่อสู้ที่น่าเกรงขาม
เสียงบานประตูหน้าร้านถูกผลักเปิดออก เสียงกระดิ่งทองเหลืองที่รินรดาเกลียดนักเกลียดหนาดังกรุ๊งกริ๊งกังวานบาดหู
"มีใครอยู่ไหมครับ..." เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยเอ่ยทักทายเข้ามาในความเงียบ เป็นเสียงที่ไม่ได้มีความเกรงใจเจ้าของร้านแม้แต่น้อย "พอดีผมทำนาฬิกาเรือนสำคัญหล่นหายไว้แถวนี้... ไม่ทราบว่าคุณช่างซ่อมนาฬิกาใจดี จะพอช่วยผมหาเจอไหมนะ"
รินรดากลั้นหายใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ ธันวามาเยือนถึงถิ่นด้วยตัวเองแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงไปถึงขั้วกระดูก ไม่ใช่คำพูดเยียบเย็นของธันวา... หากแต่เป็นเสียงฝีเท้าที่สองที่ก้าวตามเข้ามาในร้าน พร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่เธอจำได้ไม่มีวันลืม
ฝีเท้าของคนสนิทที่เธอเคยไว้ใจที่สุด... คนที่รู้ทางหนีทีไล่ของเซฟเฮาส์แห่งนี้ทุกตารางนิ้ว
คีรินหันมาสบตารินรดาในระยะประชิด ความตึงเครียดฉายชัดบนใบหน้าของทั้งคู่ ก่อนที่เขาจะกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"เกลือเป็นหนอนแล้ว... ริน"
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปในความลับกับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 5
กลิ่นไอจากอดีต
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!