เสียงกริ่งทองเหลืองเหนือกรอบประตูกระจกบานใสยังไม่ทันขาดหางเสียง ร่างสูงใหญ่ของอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนผู้มีความทรงจำปะปนเปื้อนก็ก้าวพรวดพราดเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของรินรดาเสียแล้ว เขาไม่ได้มามือเปล่า ทว่าในมือหนากลับถือกล่องเครื่องมือช่างไม้เก่าคร่ำคร่าที่ดูเหมือนไปงัดมาจากกองขยะข้างถนนมากกว่าจะเอามาใช้ประโยชน์ในร้านนาฬิกาโบราณ
"คุณคีริน! ใครใช้ให้คุณเดินดุ่มๆ เข้ามาในเขตกั้นหลังเคาน์เตอร์คะ?" รินรดาตวัดเสียงห้วนใส่ทันที ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงด้วยความระแวง ขณะมือเรียวที่กำลังคีบฟันเฟืองจักรกลขนาดจิ๋วเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ถึงมิลลิเมตรต้องหยุดชะงักลงกลางคัน
"ผมเห็นคุณกำลังงەวุ่นอยู่กับนาฬิกาตั้งพื้นโบราณเรือนนั้นตั้งแต่เมื่อวาน... ในฐานะที่ผมมีความสามารถด้านการ 'แกะรอย' และ 'รื้อถอน' เป็นเลิศ ผมเลยคิดว่าการช่วยแบ่งเบาภาระจากช่างซ่อมหน้าดุอย่างคุณ ก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในเซฟเฮาส์แห่งนี้นะครับ" คีรินตอบหน้าตาเฉย รอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายขึ้นมานั้นช่างกวนประสาทเสียจนรินรดาอยากจะคว้าไขควงปากแบนปาใส่หน้าหล่อๆ ของเขาให้รู้แล้วรู้รอด
"ลงทุนเหรอคะ? พูดจาภาษาธุรกิจอะไรของคุณ นี่ไม่ใช่ตลาดหุ้นนะคะ และกรุณาเอาสมองอันปราดเปรื่องของคุณถอยห่างจากกลไกสוויสแท้เรือนนี้สามเมตร ไม่อย่างนั้นฉันจะคิดค่าเสียหายเป็นรายวินาที!" รินรดากระแทกเสียงเตือน พลางขยับตัวเอาแผ่นหลังบางบดบังตัวเรือนนาฬิกาโบราณที่ถอดชิ้นส่วนวางเรียงรายบนผ้าสักหลาดสีเขียวเข้มไว้ราวกับแม่ไก่หวงไข่
แต่มีหรือที่คนอย่างคีรินจะเกรงกลัวคำขู่ เขากลับฉวยโอกาสก้าวเข้ามาประชิดยิ่งขึ้น กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝนจางๆ จากข้างนอกโชยปะทะนาสิกจนรินรดาเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศหายใจ ปลายจมูกโด่งเป็นสันของเขาอยู่ห่างจากแก้มเนียนของเธอเพียงแค่เอื้อมมือ
"กลัวผมทำพัง หรือกลัวว่าถ้าผมช่วยคุณทำเสร็จเร็วเกินไป คุณจะไม่มีข้ออ้างให้อยู่ใกล้ผมกันแน่ล่ะครับ... คุณรินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนั้นเจือความแพรพราวและจริงจังในเวลาเดียวกัน จนคนฟังรู้สึกร้อนวูบวาบไปถึงใบหูอย่างห้ามไม่อยู่
"หลงตัวเองที่สุด! ถอยไปเลยนะ!" รินรดาผลักอกแกร่งเต็มแรงจนเจ้าตัวยอมก้าวถอยหลังไปสองก้าวด้วยรอยยิ้มพึงใจ ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัดด้วยความโกรธปนความเขินอายที่ถูกจับไต๋ได้ เธอเกลียดนักเวลาที่เขารู้ทันความรู้สึกกระวนกระวายใจของตัวเอง
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดและหัวใจของช่างซ่อมนาฬิกากำลังเต้นผิดจังหวะเพราะความใกล้ชิดอันตราย คีรินกลับหันไปคว้าคีมปากจระเข้จากกล่องเครื่องมือของตนเองอย่างไร้ความปรานี ก่อนจะเอื้อมมือคว้าหมับไปยังสปริงลานหลักของนาฬิกาแขวนผนังโบราณที่ยังซ่อมไม่เสร็จโดยไม่ทันฟังเสียงทัดทาน
"เดี๋ยวนะคะ! นั่นไม่ใช่จุดที่จะ—!"
*กร๊อบ!*
เสียงโลหะลั่นดังสนั่น ตามมาด้วยดีดตัวของสปริงลานที่ขดแน่นราวกับสปริงมรณะ มันดีดผึงออกจากร่องด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาล พุ่งเฉียดแก้มสากของคีรินไปเพียงมิลลิเมตรเดียวก่อนจะฟาดเข้ากับชั้นวางขวดน้ำมันหล่อลื่นจักรกลจนขวดแก้วแตกกระจาย น้ำมันสีใสไหลนองลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ ส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วห้อง
ความเงียบงันเข้าปกคลุมร้านชั่วขณะ คีรินยืนค้างเติ่งในท่าถือคีมค้างไว้กลางอากาศ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อตระหนักว่าตนเพิ่งสร้าง 'หายนะ' ครั้งใหญ่ให้แก่พื้นที่ทำงานอันศักดิ์สิทธิ์ของช่างซ่อมนาฬิกาจอมเฮี้ยบ
ส่วนรินรดานั้น... เลือดในกายพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขมับ สมองส่วนเหตุผลตัดขาดสะบั้นลงในเสี้ยววินาที
ดวงตากลมโตจ้องมองเศษแก้วและคราบน้ำมันบนพื้นสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้เริ่มมีรอยเปื้อนสีดำติดอยู่ อกบางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงตามแรงอารมณ์ที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด เธอนิ่งงงไปชั่วอึดใจก่อนจะระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความเหลือกำลังจะอดทน
"คีริน! ออกไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!" รินรดาแผดเสียงลั่นร้าน มือเรียวคว้าไม้กวาดใกล้มือได้ก็เงื้อมันขึ้นเตรียมฟาดไม่ยั้ง "คุณนี่มัน... นอกจากจะความจำเสื่อมแล้ว สมองส่วนสามัญสำนึกยังพิการไปด้วยหรือไงคะ! นั่นคือเฟืองหายากแห่งศตวรรษที่สิบเก้า! ฉันใช้เวลาหามากว่าสามปี!"
"ใจเย็นก่อนสิครับคุณริน... ผมแค่อยากจะช่วยดัดมันให้เข้าที่..." คีรินหัวเราะแห้งๆ พลางก้าวถอยหลังหนีไม้กวาดพิฆาตที่พุ่งเข้ามาเป็นระยะอย่างทุลักทุเล รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดแกมเอ็นดูระคนขบขัน ท่าทางเกรี้ยวกราดราวกับแมวป่าขนพองสยองเกล้าของเธอกลับทำให้หัวใจที่ว่างเปล่าของเขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด
"ไม่ต้องมาแก้ตัว! ออกไป! ออกไปซ่อมตัวเองให้หายบ้าแล้วค่อยกลับเข้ามา!" รินรดากวาดต้อนร่างสูงใหญ่ให้ออกไปพ้นขอบประตูหลังร้านอย่างไม่ใยดี แม้ในใจลึกๆ จะแอบนึกขำกับภาพอดีตสายลับผู้เกรียงไกรกำลังวิ่งหนีไม้กวาดของหญิงสาวตัวเล็กๆ แต่ฟอร์มและศักดิ์ศรีของช่างซ่อมนาฬิกามือหนึ่งทำให้เธอต้องตีสีหน้ายักษ์เข้าไว้
ปั้ง!
ประตูไม้สักถูกกระแทกปิดใส่หน้าอย่างแรงจนฝุ่นร่วงกราว คีรินยืนถือคีมค้างอยู่หน้าร้านด้วยสภาพมอมแมม เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างนึกสนุก ดวงตาคมเข้มทอดมองบานประตูกิ่วด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย แม้จะถูกไล่ออกมา แต่วินาทีที่ได้ปะทะคารมกับเธอนั้น ทำให้ความทรงจำสีเทาหม่นของเขาเริ่มมีสีสันขึ้นทีละน้อย
ทว่า... ความเงียบสงบหน้าประตูร้านไม่ได้ดำเนินอยู่นานอย่างที่คิด
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอและทรงพลังเกินกว่าจะเป็นลูกค้าทั่วไป กลิ่นอายคุกคามอันคุ้นเคยแผ่ซ่านเข้ามาในอากาศจนรอยยิ้มบนใบหน้าของคีรินเลือนหายไปในพริบตา
เงาดำทาบทับลงบนกระจกหน้าร้าน ร่างของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มสามคนยืนเรียงรายขนาบข้างชายวัยกลางคนสวมแหวนหยกที่นิ้วชี้ รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของ 'ธันวา' ผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ
คีรินหันขวับกลับไปเผชิญหน้า มือหนากำคีมในมือแน่นโดยสัญชาตญาณ ขณะที่กลอนประตูด้านในร้านส่งเสียงกริ๊กเบาๆ พร้อมกับร่างบางของรินรดาที่เปิดแง้มประตูออกมาด้วยความหงุดหงิดเพื่อจะต่อว่าเขาต่อ
"นี่คุณ ยังไม่ไป—"
คำพูดของรินรดาขาดห่วงทันทีเมื่อสายตาปะทะเข้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนล้อมคีรินอยู่ บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบในพริบตาเดียว
"เจอตัวจนได้นะ... อดีตสารวัตรคีริน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "นายท่านรอคุณกลับไปรับโทษทัณฑ์อยู่นะครับ"
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปในความลับกับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 4
ซ่อมนาฬิกาหรือซ่อมคน
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!