เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 24

เราต่างกันเกินไป

ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
เสียงโลหะกระทบกันดัง *กริ๊ง* เบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่ปลายแหนบสเตนเลสสตีลปลายแหลมคีบจักรเฟืองขนาดจิ๋วเท่าเม็ดทรายเข้าสู่ตำแหน่งเดิมอย่างแม่นยำ รินรดาผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างเงียบเชียบ ปลายนิ้วเรียวสวยที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายบางเฉียบพยายามบังคับมือไม่ให้สั่นไหว ทว่าความจริงแล้วหัวใจของเธอกำลังสั่นไหวรุนแรงยิ่งกว่ากลไกนาฬิกาไขลานที่กำลังซ่อมแซมเสียอีก "ถ้ามือสั่นขนาดนั้น อีกไม่นานฟันเฟืองจักรกรอกคงได้กระเด็นหายไปจริงๆ หรอกค่ะ ช่างนาฬิกามือหนึ่ง" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้องทำงานขนาดกะทัดรัด คีรินยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่เธอไม่วางตา ราวกับเสือดาวที่กำลังเฝ้ามองเหยื่อตัวน้อยติดกับดัก ความทรงจำของเขาที่ค่อยๆ ริเริ่มหวนคืน ทำให้แววตาของเขามีประกายความเจ้าเล่ห์และดุดันผสมผสานกันอย่างน่าอันตราย รินรดาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เธอตวัดปลายแหนบวางสปริงลานลงในเบ้าอย่างประณีต ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทที่ซ่อนความรuนแรงระลอกใหญ่ไว้ภายใน "ถ้าคุณว่างมากจนไม่มีอะไรทำ เดินไปเช็ดคราบน้ำมันเครื่องตรงมุมห้องโน้นจะดีกว่านะคะ คุณคีริน เซฟเฮาส์แห่งนี้ไม่ใช่รีสอร์ตหรูหราที่คุณจะมาเดินลอยชายสั่งโน่นสั่งนี่ได้ตามใจชอบ" "แต่ผมเป็นลูกค้าคนสำคัญ... หรือจะให้เรียกว่าเป็น 'คนพิเศษ' ดีล่ะคะ?" คีรินก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะที่เงียบเชียบราวกับแมวป่า ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนขึ้นจนเห็นกล้ามเนื้อแน่นขนัดหยุดยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นไอบุรุษและกลิ่นกระดาษเก่าๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัสของเธอจนรินรดาต้องเผลอกลั้นหายใจ เธอสะบัดหน้าหนีเล็กน้อย ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนมันไถลไปด้านหลังเกิดเสียงครูดกับพื้นไม้เบาๆ รินรดารักษาระยะห่างด้วยการเดินไปหยิบไขควงขนาดจิ๋วบนโต๊ะทำงาน เพื่อกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในอกที่กำลังตีรวน "เราไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาเล่นลิ้นกันแบบนี้นะคะ คุณคีริน อย่าลืมว่าโลกของคุณกับโลกของฉันมันเส้นขนานกัน... คุณมีทั้งอดีตที่อันตราย มีศัตรูระดับมืออาชีพอย่างธันวาตามล่า และมีภารกิจที่ต้องสะสางในโลกมืดใบนั้น ส่วนฉัน... เป็นแค่ช่างซ่อมนาฬิกากระจอกๆ ที่แค่อยากใช้ชีวิตสงบสุขไปวันๆ เท่านั้น" คำพูดของเธอคมกริบราวกับใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำตาล รินรดาจงใจเน้นย้ำความแตกต่างระหว่างพวกเขาทั้งสอง เพื่อสร้างกำแพงน้ำแข็งกั้นขวางความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันตลอดหลายวันที่ผ่านมา คีรินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากที่เคยประดับอยู่จางหายไปแทนที่ด้วยความจริงจังที่น่ากลัว เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วชนิดที่รินรดาไม่ทันตั้งตัว แผ่นหลังของเธอชนเข้ากับชั้นวางอะไหล่นาฬิกาจนกล่องพลาสติกใบเล็กสั่นไหว ขณะที่วงแขนแข็งแกร่งข้างหนึ่งยกขึ้นทาบกับขอบชั้นวาง กักขังเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างเขากับกำแพงไม้ "เส้นขนานเหรอคะ?" คีรินโน้มใบหน้าลงมาจนชิด หน้าผากของเขาเกือบจะแตะเข้ากับหน้าผากของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนจนรินรดาต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น "คุณคิดจริงๆ เหรอว่าคนเราจะโคจรมาพบกันได้โดยบังเอิญในโลกที่เต็มไปด้วยความลับแบบนี้ รินรดา..." น้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นเรียกชื่อเธอห้วนๆ ชวนให้หัวใจกระตุกวูบ ปลายจมูกโด่งรั้นของเขาเฉียดผ่านแก้มเธอไปนิดเดียวจนผิวเนื้อสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุ ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป อันตรายต่อหัวใจที่เธอพยายามพิทักษ์รักษามาตลอดชีวิต "ถอยออกไปนะคะ! คุณกำลังล้ำเส้น..." รินรดาเอ่ยเสียงสั่น พยายามใช้มือดันแผงอกกว้างของเขาออกไป แต่ทว่ากล้ามเนื้อของเขากลับแน่นราวกับแผ่นหิน ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย "ถ้าผมไม่ถอยล่ะคะ? คุณจะทำยังไง จะเอาไขควงอันนั้นมาแทงผม หรือว่าจะใช้สายตาเย็นชาพวกนั้นฆ่าผมให้ตายคาที่" คีรินกระซิบชิดริมหูกw แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้อย่างไม่ปิดบัง "คุณรู้ไหม... ยิ่งคุณพยายามผลักไสผมออกไปเท่าไหร่ ยิ่งพูดคำว่า 'เราต่างกัน' มากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ผมรู้ว่า... ผมไม่อยากกลับไปโลกเดิมของผมอีกแล้ว ถ้าโลกใบนั้นไม่มีคุณอยู่ด้วย" คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การปรุงแต่ง ทำเอารินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมที่สะท้อนเงาของเธอเพียงคนเดียว ความจริงใจที่ฉายชัดอยู่ในนั้นมันทรงพลังเสียจนกำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นมานานนับปีเริ่มร้าวรานและแตกสลายลงทีละน้อย "คุณมัน... บ้าไปแล้ว..." เธอกระซิบเสียงแผ่วเบา ความแข็งกร้าวในน้ำเสียงก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสั่นไหวที่เธอไม่อาจควบคุมได้ คีรินยกมืออีกข้างขึ้น ประคองกรอบหน้าเนียนนุ่มของเธอไว้อย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้มสุกปลั่งอย่างหลงใหล สายตาของเขาร้อนแรงราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะหลอมละลายทุกอย่างให้มอดไหม้ เขากำลังจะโน้มใบหน้าลงมาปิดริมฝีปากที่สั่นเทานั้น เพื่อประทับตราจูบยืนยันความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงทุบประตูกระจกหน้าร้านดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ถูกล็อกไว้จากด้านในจนเกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังลั่น รินรดาสดุ้งเฮือกราวกับคนเพิ่งตื่นจากภวังค์ เธอผลักอกคีรินสุดแรงจนเขาก้าวถอยหลังไปสองก้าว ขณะที่คีรินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนไม่พอใจ ดวงตาคมกริบตวัดมองไปยังประตูหน้าร้านด้วยแววตาดุดันราวกับสัตว์ป่าที่ถูกขัดจังหวะเวลาล่าเหยื่อ "เปิดร้านครับ! ผมรู้ว่าข้างในมีคนอยู่!" เสียงตะโกนห้าวทุบซ้ำลงมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกระแทกประตูที่หนักหน่วงขึ้น รินรดาหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ มันไม่ใช่เสียงของลูกค้าทั่วไป และไม่ใช่เสียงของตำรวจ... แต่มันคือเสียงของลูกน้องคนสนิทของธันวา ผู้มีอิทธิพลที่ตามล่าตัวคีรินมาโดยตลอด! พวกมันตามกลิ่นมาเจอเซฟเฮาส์แห่งนี้แล้วอย่างนั้นหรือ? คีรินหันมาสบตากัน รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากของอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ในคราบซูเปอร์ฮีโร่สายคลั่งรัก เขายื่นมือไปหยิบปืนพกกระบอกเล็กที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะขึ้นมาตรวจสอบความพร้อมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมาหากเธอด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว "ดูเหมือนว่าโลกของเราจะไม่ได้ต่างกันอย่างที่เธอคิดหรอกนะคะ รินรดา..." คีรินกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ขณะที่เสียงกระจกหน้าร้านเริ่มร้าวจากการถูกกระแทกอย่างแรงจากภายนอก "เพราะตอนนี้... พวกมันตามมาเคาะประตูบ้านเราด้วยกันทั้งคู่แล้วค่ะ!" ขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่อยู่เคียงข้างและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งแสบทั้งหวานคู่นี้นะคะ หวังว่าบทนี้จะทำให้ทุกคนใจเต้นแรงจนแทบหยุดหายใจ แล้วมาติดตามกันต่อในตอนหน้านะคะ!
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%