เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 16

คนสองคนในความลับ

ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
กลิ่นอายจาง ๆ ของน้ำมันล้างจักรนาฬิกาและสนิมเหล็กเก่าเก็บอบอวลอยู่รอบตัว ทว่าสิ่งที่อบอวลยิ่งกว่าคือความเงียบงันอันหนักอึ้งระหว่างคนทั้งคู่ "ถ้าคุณยังมองฉันด้วยสายตาเหมือนฉันเป็นคดีฆาตกรรมปริศนาอีกแค่ครั้งเดียว คีริน... ฉันจะเอาประแจเบอร์สิบปาใส่หน้าผากคุณจริง ๆ ด้วยนะคะ" รินรดาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคมราวกับปลายมีดผ่าตัด ขณะวางฟันเฟืองชิ้นจิ๋วลงบนถาดกำมะหยี่สีเข้ม มือเรียวที่ปกติจะมั่นคงเสมอเวลากู้ชีพนาฬิกาโบราณ กลับมีอาการสั่นไหวเล็กน้อยจากการพยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง คีรินไม่ยอมถอยสายตา เขาพิงสะโพกกับขอบโต๊ะทำงานตัวยาวของเธอ แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบสันจมูกโด่งเป็นสันและดวงตาที่ฉายแววคุกรุ่นแต่ลึกล้ำ ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาใกล้จนเกินระยะปลอดภัย ความใกล้ชิดนี้ทำให้กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝนจาง ๆ ของเขาแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธออย่างถือวิสาสะ "ก็คุณกำลังซ่อนคดีใหญ่อยู่จริงๆ นี่ครับ... หมายถึง ในใจของคุณน่ะ" คีรินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่ตามนิสัยเดิมที่เริ่มกลับมาทีละน้อย "ผมไม่ได้มองคุณเหมือนคดีฆาตกรรมหรอกครับรินรดา... ผมแค่มองเหมือน... คนที่ผมอยากไขปริศนาให้แตกแถวต่อแถวต่างหาก" "ปริศนาบ้าน ะไรของคุณ เลิกทำตัวเป็นตำรวจเจ้าเล่ห์สักทีเถอะค่ะ คุณความจำเสื่อมอยู่จำไม่ได้หรือไง" เธอตวัดสายตาดุ ๆ กลับไป แต่แก้มเนียนกลับขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ ความแสบคันของเขาไม่เคยปรานีหัวใจที่พยายามเกราะกำบังมาหลายปีเลยสักครั้ง "ความจำเสื่อมไม่ได้แปลว่าความรู้สึกเสื่อมตามไปด้วยสักหน่อย" คีรินพูดเสียงพร่า แววตาซุกซนเมื่อครู่วาบประกับความจริงจังที่วูบผ่านเข้ามา ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ทว่ายังคงตรึงร่างบางไว้ด้วยรัศมีของเขา "โดยเฉพาะเรื่องที่คุณกำลังเก็บงำไว้... เรื่องที่คุณเกลียดชังอดีตยิ่งกว่าอะไรดี แต่ทำไม... ถึงเลือกจะช่วยเก็บนาฬิกาเรือนที่พังยับเยินเรือนนั้นของผมเอาไว้ตั้งแต่อดีตล่ะครับ" รินรดาชะงัก มือที่คีบแหนบทองเหลืองหยุดนิ่งกลางอากาศ บรรยากาศในเซฟเฮาส์แคบ ๆ คล้ายจะหดแคบลงไปอีกเมื่อชื่อของ "อดีต" ถูกหยิบยกขึ้นมาปัดฝุ่น ปมในใจที่เธอฝังกลบไว้อย่างดีใต้กองเครื่องมือกลไกกำลังถูกรื้อค้นโดยชายผู้ซึ่งไม่ควรจะจำอะไรได้ด้วยซ้ำ "คุณจำอะไรได้..." เสียงของเธอแผ่วเบาลงอย่างไม่ตั้งใจ ความแข็งกร้าวเมื่อครู่หล่นหายไปเหลือเพียงร่องรอยของความหวาดหวั่นที่ซ่อนเร้น "ผมจำไม่ได้ทั้งหมดหรอก... แต่ผมจำสายตาของคุณเมื่อสิบปีก่อนได้" คีรินก้าวเข้าไปอีกก้าว บังคับให้เธอนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หมุน ไหล่บางชนกับขอบโต๊ะจนแทบไม่มีทางหนี "สายตาของผู้หญิงที่สูญเสียทุกอย่างในคืนที่ฝนตกหนัก และเป็นคนเดียวกันกับคนที่ซ่อมนาฬิกาให้ผมในวันนี้... ริน... ทำไมคุณถึงเกลียดธันวาและเกลียดความอยุติธรรมนักล่ะครับ มีอะไรมากกว่าเรื่องที่มันกวาดซื้อที่ดินแถบนี้เหรอ" ชื่อของ "ธันวา" หลุดออกมาจากปากของคีรินราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความทรงจำสีเทาหม่นในคืนฝนกระหน่ำเมื่อสิบปีก่อน พ่อของเธอที่ล้มละลายและตรอมใจตายจากความเน่าเฟะของผู้มีอิทธิพล ภาพเครื่องมือช่างของตระกูลที่ถูกเผาทำลาย และรอยยิ้มเยาะเย้ยของชายชื่อธันวา ทุกอย่างไหลทะลักกลับเข้ามาในหัวจนเธอหายใจแทบไม่ออก แต่เธอกลั้นมันไว้... เธอจะไม่ยอมร้องไห้ต่อหน้าผู้ชายคนนี้เด็ดขาด "คุณไม่มีสิทธิ์มาขุดคุ้ยเรื่องนี้ คีริน!" เธอตวาดเสียงกร้าว ดวงตากลมโตแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามกดทับ "คุณเป็นใคร มาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็พ่วงปัญหาคอขาดบาดตายเข้ามาในชีวิตฉัน แล้วยังมีหน้ามาซักไซ้เรื่องปมด้อยในอดีตของฉันอีกเหรอคะ! ออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!" รินรดาผลักอกแกร่งของเขาเต็มแรง แต่วินาทีนั้นเอง คีรินกลับไม่ถอยหนี กลับกัน... มือหนาคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้เบา ๆ แต่หนักแน่นดึงรั้งให้ร่างบางเซเข้าไปปะทะแผงอกอุ่นของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว "ผมไม่ได้จะซักไซ้เพื่อความสะใจ... ริน" เสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด ความขี้เล่นถูกแทนที่ด้วยความจริงจังที่หนักแน่นจนน่ากลัว "ผมรู้ว่าคุณเจ็บปวด และผมก็รู้ว่าธันวาตามล่าผมเพราะอะไร... เพราะผมกำลังจะเปิดโปงบัญชีลับของมัน ซึ่งมันเป็นเอกสารชุดเดียวกับที่พ่อของคุณเคยพยายามจะปกป้องไว้ก่อนจะ..." คีรินหยุดคำพูดเมื่อเห็นดวงตาของรินรดาสั่นระริก หยดน้ำใสเอ่อคลอหน่วยแต่เจ้าตัวพยายามฝืนกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ ความแข็งกระด้างทั้งหมดพังทลายลงในอ้อมแขนของอดีตนายตำรวจหนุ่มผู้ดื้อรั้นคนนี้ "คุณ... รู้เรื่องพ่อฉันได้ยังไง" เสียงของเธอสั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์ "เพราะผมตามหาความจริงเรื่องนี้มาตลอดไงครับ... และเพราะผมไม่อยากให้คุณต้องแบกรับมันไว้คนเดียวอีกต่อไปแล้ว" คีรินเอื้อมมืออีกข้างขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนออกอย่างเบามือ สัมผัสนั้นอบอุ่นและทะนุถนอมจนคนปากแข็งถึงกับกลั้นสะอื้นไม่อยู่ เธอซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขา ปล่อยให้ความเปราะบางที่เก็บงำมานับทศวรรษได้ระบายออกมาในพื้นที่ปลอดภัยที่สุด—พื้นที่ที่มีผู้ชายคนนี้โอบกอดเอาไว้ เคมีที่เคยปะทะกันด้วยความแสบคันและคำพูดเชือดเฉือน บัดนี้กลับหลอมรวมเป็นความเข้าใจลึกซึ้งที่ไร้ซึ่งคำอธิบาย รินรดากำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่น ขณะที่คีรินกอดกระชับร่างบางไว้แนบอก ราวกับต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นและปกป้องเธอจากโลกภายนอกทั้งหมด ทว่า... ท่ามกลางความเงียบสงบและการเปิดใจอันเปราะบางในห้วงเวลานั้นเอง *กริ๊ก... แอ๊ด...* เสียงกุญแจไขล็อกกลอนประตูเซฟเฮาส์ดังขึ้นเบา ๆ ตามด้วยบานประตูเหล็กที่ค่อย ๆ ถูกดันเปิดออกอย่างไร้สุภาพ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงธรณีประตู พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำคุ้นหูที่ทำให้เลือดในกายของคนทั้งคู่เย็นเฉียบลงในพริบตา "โอ้โห... บรรยากาศน่านั่งชวนฝันเสียจริง ช่างซ่อมนาฬิกากับอดีตสารวัตรผู้ความจำเสื่อม... หวังว่าพวกเราคงไม่ได้มาขัดจังหวะเวลาสวีทหวานอะไรกันหรอกนะครับ?" รินรดาร่างแข็งค้างในอ้อมแขนของคีริน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเงาของ "ธันวา" และลูกน้องฉายทาบทับเข้ามาในแสงไฟสลัวของห้องซ่อมนาฬิกา! ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางมาในห้วงเวลาอันระทึกขวัญและอบอวลด้วยเคมีอันร้อนระอุนี้กับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%