กลิ่นอายจางๆ ของน้ำมันสนและสนิมเหล็กในเซฟเฮาส์คับแคบดูจะเบาบางลงไปถนัดตา เมื่อเทียบกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันระหว่างคนทั้งคู่ รินรดาแทบหยุดหายใจตอนที่แผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นวางเครื่องมือจนกล่องอะไหล่นาฬิกาขนาดเล็กสั่นสะเทือน เสียงโลหะกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง แต่มันช่างเบาหูเหลือเกินเมื่อเทียบกับเสียงหัวใจของเธอเองที่กำลังเต้นรัวโครมครามราวกับกลไกนาฬิกาไขลานเกินกำลัง
คีรินไม่ได้ขยับถอยห่าง เขายังคงใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะทำงานไว้เพื่อกั้นไม่ให้เธอมีทางหนี ในขณะที่มืออีกข้างเอื้อมมาปัดปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากกรอบหน้าของเธออย่างเบามือสัมผัสที่ปลายนิ้วอุ่นจัดจนรินรดารู้สึกเหมือนผิวเนื้อถูกลวก
"ถอยไปนะ คีริน" เธอพยายามทำเสียงให้แข็งกร้าวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าดวงตากลมโตกลับหลบวูบ ไม่กล้าสบกับนัยน์ตาคมกริบที่ตอนนี้พราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่อันตรายยิ่งกว่ากระสุนปืนของธันวาเสียอีก "คุณบอกว่าความจำเริ่มกลับมาแล้วใช่ไหม งั้นก็แปลว่าจำได้ด้วยสิว่าฉันไม่ใช่ตุ๊กตาบนโต๊ะทำงาน ที่คุณนึกอยากจะเข้ามาใกล้ตอนไหนก็ได้"
"จำได้สิครับ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำให้ขนอ่อนลุกชันไปหมด "จำได้แม่นเลยด้วยว่า ช่างซ่อมนาฬิกาคนเก่งปากจัดแค่ไหน... และเวลาที่เธอเขินจนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก มันน่ามองกว่าตอนถือประแจไล่ตีผมตั้งเยอะ"
"ใครเขินคุณ!" รินรดาตวัดสายตากลับมาเอาเรื่องทันที ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ "อย่ามาหลงตัวเองหน่อยเลย ฉันแค่... อื้อ!"
คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อคีรินฉวยจังหวะที่เธอกำลังอ้าปากเถียงโน้มใบหน้าลงมาปิดกั้นเรียวปากของเธอด้วยความรวดเร็ว สัมผัสแรกไม่ใช่ความรุนแรงหากแต่เป็นความนุ่มนวลที่แฝงไว้ด้วยความเอาแต่ใจ ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียน ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะบด
เบียดขยี้ลงมาลึกล้ำขึ้นตามแรงอารมณ์ที่สะสมมานานท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์หนีตาย
รินรเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองขาวโพลนไปหมด มือเรียวที่เคยตั้งท่าจะผลักอกเขาออก กลับเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกแปลกใหม่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์ราวกับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ความหวานล้ำที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับจากผู้ชายปากร้ายคนนี้ กำลังละลายความแข็งกระด้างที่เธอใช้ปกป้องตัวเองมาตลอดหลายปีให้พังทลายลงทีละน้อย
ไม่ใช่การบังคับ... แต่เป็นความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยออกมาในห้วงเวลาที่ความตายเพิ่งจะเฉียดผ่านไป
คีรินเองก็รู้สึกราวกับว่าตัวตนทั้งหมดของเขากำลังถูกเติมเต็ม ความทรงจำที่เคยเลือนรางเกี่ยวกับตัวตนของรินรดาก่อนหน้านี้เริ่มไหลย้อนกลับมาเป็นฉากๆ แต่ไม่มีภาพไหนเลยที่จะงดงามเท่ากับรสสัมผัสในยามนี้ มือหนาเลื่อนลงมาโอบเอวคอดกิ่วของเธอให้แนบชิดเข้าหาตัวมากขึ้น จนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศแทรกผ่าน ร่างกายของทั้งคู่แนบสนิทสะท้อนจังหวะการเต้นของหัวใจที่ประสานเป็นเสียงเดียวกันภายใต้แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ
เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เวลาหยุดเดิน กระทั่งรินรดาเริ่มเป็นฝ่ายขาดอากาศหายใจ เธอจึงออกแรงทุบเบาๆ ที่ลาดไหล่กว้างของเขา คีรินจึงยอมผละริมฝีปากออกอย่างเสียดาย แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นยังคงจ้องมองริมฝีปากบวมเจ่อสีแดงระเรื่อของเธอด้วยสายตาที่ร้อนแรงเสียจนรินรดาต้องรีบยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากตัวเองแก้เก้อ
"คุณ... คนฉวยโอกาส" เธอหอบหายใจตัวโยน พยายามเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนความเขินอายที่พุ่งขึ้นมาจนร้อนผ่าวไปถึงใบหู "ไหนบอกว่าเป็นคนสุภาพไงคะ อดีตสารวัตรความจำเสื่อม"
"ผมก็เป็นคนสุภาพกับทุกคน ยกเว้นคุณ..." คีรินกระิบเสียงพร่า ปลายนิ้วเรียวยังคงเกลี่ยปอยผมที่ยุ่งเหยิงให้อย่างทะนุถนอม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "อีกอย่าง... เมื่อกี้ใครเป็นคนเริ่มก่อนกันแน่ครับ มือเกาะเสื้อผมแน่นขนาดนี้ กลัวผมหนีหรือกลัวตัวเองจะเคลิ้มกันแน่ล่ะ หืม?"
"คีริน!" รินรดาหน้าแดงแจ๋ด้วยความโกรธปนอาย เธอยกมือขึ้นหยิกแขนเขาเต็มแรงด้วยความหมั่นไส้ "ถ้าพูดมากอีกคำเดียว ฉันจะเอาประแจเบอร์สิบฟาดหัวคุณให้ความจำเสื่อมรอบสองจริงๆ ด้วยนะ!"
"โอ๊ย! มือหนักเป็นบ้าเลย ช่างนาฬิกาหรือนักมวยกันแน่เนี่ย" คีรินแกล้งร้องโอดครวญแต่รอยยิ้มพึงพอใจกลับระบายอยู่เต็มใบหน้า เขาจับข้อมือเล็กที่กำลังจะประทุษร้ายเขาอีกรอบเอาไว้ แล้วดึงมากุมไว้แนบอกตัวเอง "โอ M... ยอมแล้วครับ ยอมแล้ว ไม่อกหัก เอ๊ย! ไม่ล้อแล้วก็ได้"
บรรยากาศตึงเครียดที่เคยปกคลุมเซฟเฮาส์มาหลายวันถูกแทนที่ด้วยความอบอวลหวานล้ำ แม้จะยังมีเงาอันตรายของธันวาคอยคุกคามอยู่ข้างนอก แต่นาทีนี้ โลกทั้งใบของคนทั้งคู่似乎เหลือเพียงพื้นที่แคบๆ ตรงนี้ ที่ซึ่งกลไกนาฬิกาหยุดเดิน และมีเพียงเสียงลมหายใจของกันและกันเท่านั้นที่ดังชัดเจน
รินรดาถอนหายใจยาว พยายามดึงสติอันน้อยนิดกลับคืนมา เธอสะบัดข้อมือเบาๆ ให้หลุดจากการเกาะกุม แม้จะไม่ง่ายนักเพราะแรงบีบที่อบอุ่นนั้นไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยเธอง่ายๆ "เลิกเล่นเป็นเด็กๆ ได้แล้วค่ะ... ถึงคุณจะจำเรื่องในอดีตได้บางส่วนแล้ว แต่จำไว้ด้วยว่าเรายังไม่ปลอดภัย ธันวาไม่มีทางปล่อยเราไว้แน่ถ้ายังไม่ได้นาฬิกาเรือนนั้น"
รอยยิ้มบนใบหน้าของคีรินเลือนหายไปเล็กน้อย แววตาเปลี่ยนกลับมาคมกริบและจริงจังดังเดิมเมื่อได้ยินชื่อนั้น เขาหันไปมองกล่องโลหะนิรภัยที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ซึ่งภายในบรรจุกลไกนาฬิกาโบราณที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
"ผมไม่ได้ลืมริน..." เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น คราวนี้ไม่มีร่องรอยของการหยอกเย้าเหลืออยู่เลย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดในแววตา "และผมจะไม่ยอมให้มันมาแตะต้องคุณเด็ดขาด... ต่อให้ผมต้องรื้อความทรงจำทั้งหมดเพื่อขุดรากถอนโคนพวกมัน ผมก็..."
*กริ๊ก!*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากบริเวณหน้าต่างบานเกล็ดด้านหลังเซฟเฮาส์ ขัดจังหวะคำพูดของคีรินทันที
บรรยากาศที่เพิ่งจะอบอวลด้วยความโรแมนติกพลันเย็นเยียบลงในพริบตา คีรินดึงรินรดาให้เข้ามาชิดด้านหลังของตนเองโดยอัตโนมัติ พร้อมกับมืออีกข้างที่เอื้อมไปหยิบปืนพกสั้นขึ้นมาปลดเซฟอย่างรวดเร็วด้วยความเงียบเชียบ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังเงาดำที่ทาบทับอยู่หลังผ้าม่านผืนเก่า
ไม่มีเสียงลม... ไม่มีเสียงฝน... มีเพียงเงาของใครบางคนกำลังขยับเข้ามาใกล้กลอนหน้าต่างทีละน้อย
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางมาในห้วงเวลาอันระทึกขวัญและอบอวลด้วยเคมีอันร้อนระอุนี้กับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 15
จูบภายใต้แสงไฟสลัว
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!