“ถ้าคุณยังเอาแต่นั่งหมุนเฟืองนาฬิกาเรือนเดิมนั่นด้วยมือที่สั่นเทาอยู่แบบนี้ อีกสามวันเราก็คงโดนธันวาตามมาถึงห้องนอนแน่นอนค่ะ”
เสียงหวานแต่เย็นเฉียบของรินรดาบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคีริน ชายหนุ่มวางไขควงจิ๋วลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง *กริ๊ก* ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนกอดอกพิงขอบประตู ดวงตาคู่สวยของเธอหรี่ลงประหนึ่งกำลังจับผิดนักโทษประหาร
คีรินไม่ได้โต้ตอบทันที เขาเพียงแต่มองรอยยิ้มหยันที่มุมปากของเธอพลางนึกขำในใจ... ผู้หญิงคนนี้ดุเสียยิ่งกว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนในหน่วยเดิมของเขาสามเท่า
“ที่มือผมสั่น ไม่ใช่เพราะผมกลัวธันวาหรอกนะริน” คีรินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาอีกฝ่ายจนรินรดาต้องถอยหลังไปจนติดกำแพง “แต่มันเป็นเพราะจังหวะการหายใจของคุณที่มันไม่ปกติเวลาอยู่ใกล้ผมต่างหาก”
“หลงตัวเองเก่งเหมือนเดิมนะคะ” รินรดาแค่นหัวเราะ ปัดมือเขาที่พยายามจะยันกำแพงกักตัวเธอไว้ออกอย่างไม่ใยดี “เอาเวลาไปทบทวนหน่อยดีไหมคะว่า ทำไมสมุดบันทึกที่ล็อคกุญแจไว้ในเซฟใต้พื้นห้องถึงหายไป ถ้าคุณบอกว่าความจำเสื่อม แต่สัญชาตญาณการป้องกันตัวคุณยังอยู่ครบ ก็น่าจะรู้นะว่าใครที่พอจะเอื้อมมือถึงมันได้”
บรรยากาศในห้องทำงานที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องกลับกลายเป็นความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก คีรินไม่ได้โมโหที่ถูกกล่าวหา กลับกัน แววตาของเขากลับวาวโรจน์ขึ้นอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็น มันไม่ใช่แววตาของคนความจำเสื่อมที่สับสน แต่เป็นสายตาของ ‘นักล่า’ ที่กำลังแกะรอยเหยื่อ
“ผมไม่ได้แค่จำได้ว่าใครเอาไป แตผมจำได้ว่าทำไมผมถึงต้องวางแผนซ้อนแผนเอาไว้ในนั้น” คีรินก้มลงกระซิบข้างหูเธอ กลิ่นโคโลญจน์จางๆ ของเขาท้าทายโสตประสาทของหญิงสาวจนเธอต้องกำหมัดแน่น “ริน... คุณไม่ได้แค่ช่วยช่างซ่อมนาฬิกาขี้ลืมหรอก คุณกำลังอุ้มระเบิดเวลาที่มีชื่อว่า 'ความจริง' ไว้ในบ้าน”
เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนจะก้มลงหยิบนาฬิกาพกเรือนที่รินรดากำลังซ่อมค้างไว้ขึ้นมา เขาสัมผัสที่กลไกด้านหลังเพียงครู่เดียว ก่อนจะกดจุดเล็กๆ สามจุดด้วยจังหวะที่แม่นยำจนน่าขนลุก ฝาหลังของนาฬิกาก็ดีดตัวออกเผยให้เห็นแผ่นไมโครฟิล์มจิ๋วที่ซ่อนอยู่ภายใน
รินรดาเบิกตากว้าง “คุณ... คุณรู้ได้ยังไงว่ามันอยู่ในนี้?”
“เพราะนั่นคือลายเซ็นของผม” คีรินยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้ดูซึนเดเระเหมือนทุกวัน แต่กลับดูเจ้าเล่ห์และอันตราย “ทุกครั้งที่ผมทำอะไรไว้ ผมจะทิ้งร่องรอยไว้ให้ตัวเองเสมอ และตอนนี้... ผมเริ่มจำได้แล้วว่าทำไมธันวาถึงต้องกำจัดผม”
“ทำไมคะ?” รินรดาถามเสียงสั่น ความแข็งกระด้างในใจเริ่มร้าวรานเมื่อตระหนักว่าชายหนุ่มที่เธอช่วยไว้ ไม่ใช่แค่คนทั่วไป
คีรินมองไปที่หน้าต่างบานแคบของเซฟเฮาส์ เขาเห็นเงาดำสองสามร่างเคลื่อนผ่านพุ่มไม้ด้านนอกอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณนักสืบพุ่งพล่านจนอะดรีนาลีนหลั่งท่วมกาย เขาคว้ามือรินรดาแล้วดึงเธอมาแนบชิดอก
“เพราะผมไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ที่รู้ความลับของเขา แต่ผมคือคนเดียวที่ถือรหัสผ่านบัญชีลับที่เขาสั่งปิดตายไปเมื่อห้าปีก่อน”
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้ซักถามอะไรต่อ เสียงกระจกหน้าต่างด้านหลังก็แตกกระจายลงพร้อมกับลำแสงเลเซอร์สีแดงที่พาดผ่านผนังห้องอย่างแม่นยำ คีรินคว้าตัวหญิงสาวลงไปหมอบหลังโต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว ในจังหวะที่หัวใจของพวกเขาสั่นระรัวจนแทบจะเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็พังประตูเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ
เสียงเหนี่ยวไกปืนดังขึ้นท่ามกลางความมืด คีรินกระซิบเสียงต่ำข้างหูเธอ “อย่าห่างจากผม... ถ้าไม่อยากตาย”
ประตูห้องถูกเตะจนกระเด็น บุคคลที่ยืนอยู่ตรงกลางไม่ใช่ธันวา แต่เป็นชายในชุดสูทสีเทาที่รินรดาจำได้ดีว่าเป็นมือขวาคนสนิทของศัตรูตัวฉกาจ เขาเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นพลางกวาดสายตามองไปทั่วห้องก่อนจะหยุดอยู่ที่โต๊ะตัวที่ทั้งสองซ่อนตัวอยู่
“ออกมาเถอะคุณคีริน... เจ้านายผมไม่ชอบรอ และการซ่อนตัวในที่แคบๆ แบบนี้ มันไม่ช่วยให้ความจำของคุณกลับมาเร็วขึ้นหรอกนะ”
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางมาในห้วงเวลาอันระทึกขวัญและอบอวลด้วยเคมีอันร้อนระอุนี้กับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 14
ทักษะที่หลงเหลือ
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!