กลิ่นอายจางๆ ของน้ำมันสนและสนิมเหล็กบนเรือนนาฬิกาโบราณคละคลุ้งอยู่ในความเงียบงันยามดึก แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของคีริน ชายหนุ่มกำลังนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าในมุมห้องซ่อม เขากุมข้อมือข้างที่เพิ่งผ่านการพันแผลอย่างลวกๆ ไว้ ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความระแวงระวังยามนี้กลับทอดมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
รินรดายืนกอดอกพิงชั้นวางเครื่องมือช่าง ใบหน้าเรียบตึงพยายามรักษามาดความเยชาชาและไม่ยี่ห้อต่อสถานการณ์ แต่ปลายนิ้วเรียวที่กำลังเคาะเบาๆ บนต้นแขนตัวเองกลับทรยศความนิ่งงันนั้น ฟ้องชัดเจนถึงความกระวนกระวายใจที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้เกราะป้องกันอันหนาทึบ
"มองอะไรคะคุณคีริน หน้าฉันมีรอยร้าวตรงไหน หรือกลไกในหัวคุณมันรวนจนมองอะไรไม่ชัดอีกแล้ว" รินรดายิงคำถามใส่ก่อนเพื่อทำลายความเงียบ น้ำเสียงติดจะห้วนและกระแทกกระทั้นเล็กน้อยตามนิสัยปะทะคารมที่ติดตัว
คีรินไม่ตอบทันที เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหมั่นไส้ระคนใจสั่นได้อย่างประหลาด "ผมแค่มองสำรวจ... คนที่ปากบอกว่ารำคาญผมเต็มประดา แต่อาสาทำแผลให้แถมยังต้มน้ำขิงแก้ช้ำในมาให้ดื่ม ทั้งที่ในตู้เย็นมีแต่เบียร์กระป๋อง"
"ฉันแค่ไม่อยากให้คุณตายคาเซฟเฮาส์ของฉันต่างหาก มันเป็นภาระและเสียเวลาทำมาหากินของฉัน รู้ไว้ซะด้วย" เธอสวนกลับทันควัน ใบหน้าเนียนเริ่มมีริ้วสีแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด ไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เป็นเพราะความรู้ทันในสายตาคู่นั้นต่างหากที่ทำให้เธอหงุดหงิด
"ปากแข็งจังเลยนะคะ..." คีรินลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย สร้างแรงกดดันอันตรายที่ทำเอารินรดาต้องเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ "ทั้งที่ตัวคุณสั่นตอนที่ธันวาเกือบส่งคนบุกเข้ามาเมื่อตอนหัวค่ำ... คุณเป็นห่วงผมใช่ไหมล่ะ รินรดา"
"เพ้อเจ้อ!" เธอผลักอกเขาออกเบ้ำหนึ่งเต็มแรง แต่คีรินกลับคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทันอย่างนิ่มนวล แรงบีบไม่ได้คุกคาม หากแต่อบอุ่นและหนักแน่นจนน่าตกใจ ดวงตาคมคายจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งหัวใจ
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนังที่ดังติ๊กๆ ราวกับนับถอยหลังจังหวะหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำของคนทั้งคู่ รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว ความลับที่เธอพยายามเก็บงำไว้ว่า ‘ความปลอดภัยของเขา’ สำคัญต่อความรู้สึกเธอมากกว่ากลไกนาฬิกาเรือนไหนๆ กำลังจะหลุดรอดจากริมฝีปากที่เม้มแน่นเป็นเส้นตรงนี้
"ปล่อยค่ะ..." น้ำเสียงของเธออ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความแข็งกร้าวเมื่อครู่ละลายหายไปเหลือเพียงความสั่นพร่าบางเบา "ถ้าคุณยังพูดจาไม่เข้าท่า ฉันจะไล่คุณออกไปนอนตากน้ำค้างข้างนอกจริงๆ ด้วย"
คีรินหัวเราะในลำคอเบาๆ เขายังคงไม่ยอมปล่อยมือจากการกุมข้อมือเธอ นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววความคลั่งรักและความอ่อนโยนที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งเงียบอย่างชัดเจน "ต่อให้คุณไล่ ผมก็ไม่ไปไหนหรอกครับ... เพราะตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าหัวใจของช่างซ่อมนาฬิกาคนเก่งไม่ได้ทำด้วยเหล็กกล้าเหมือนเครื่องมือพวกนี้"
รินรดาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจเต้นรัวแรงราวกับกลไกที่ถูกไขลานจนเกินขีดจำกัด เธอกำลังจะอ้าปากเถียงกลับด้วยคำพูดแสบคันตามถนัดเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว แต่ทว่า...
*ปัง!*
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวจากด้านนอก ตามด้วยเสียงโลหะกระแทกกับวงกบไม้จนสะเทือนไปทั้งห้อง คีรินหุบยิ้มฉับพลัน ดวงตาคมกริบทอประกายความเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันทีในเสี้ยววินาที รินรดาสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักหลายคู่กำลังกรูเข้ามาประชิดหน้าประตูเซฟเฮาส์ลับแห่งนี้!
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางมาในห้วงเวลาอันระทึกขวัญและอบอวลด้วยเคมีอันร้อนระอุนี้กับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 13
คำสารภาพของคนซึน
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!