"หยุด!"
เสียงอุทานของว่านหลินเฉียบคมและทรงพลังราวกับมีดสั้นที่ถูกชักออกจากฝัก ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาตามสันหลังเมื่อปลายนิ้วของลู่จ้านถิงห่างจากกลอนประตูเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นอายความตายที่ลอยทะลุเนื้อไม้เข้ามาไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา แต่มันกลับเข้มข้นขึ้นจนอากาศภายในห้องนั่งเล่นเริ่มบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่นจางๆ
ลู่จ้านถิงชะงักมือทันที สัญชาตญาณดิบของนายทหารผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนสั่งการให้เขากล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ ร่างสูงใหญ่ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างแนบเนียนเพื่อดึงภรรยามาไว้100% เบื้องหลังแผ่นหลังกว้างของเขา ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองบานประตูไม้เก่าๆ ด้วยประกายตาวาวโรจน์อันตราย
"ว่านหลิน... ข้างนอกนั่น..."
"ไม่ใช่คน" ว่านหลินตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความตึงเครียด นางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ กลิ่นอายวิญญาณอาฆาตแบบนี้ นางเคยเจอมานับครั้งไม่ถ้วนในโลกก่อน แต่การที่มันข้ามมิติมาตามรังควานถึงยุค 70 ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายสังคมนิยมเช่นนี้ หมายความว่ามี 'ใครบางคน' ยอมแลกวิญญาณเพื่อส่งมันมา
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกสามครั้ง จังหวะมันช้าและหนักหน่วงราวกับเสียงค้อนทุบลงบนโลงศพ ทว่าในวินาทีที่ลู่จ้านถิงกำลังจะชักปืนพกออกจากซองใต้รักแร้ เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและเสียงโวยวายก็ดังแทรกขึ้นมาจากตรอกมืดนอกบ้านเสียก่อน
"เปิดประตูนะ! ลู่จ้านถิง! แกกล้าดียังไงถึงทำกับลูกสาวฉันแบบนี้!"
เสียงแหลมสูงที่คุ้นหูจนน่าสะอิดสะเอียนดังทะลุความเงียบยามวิกาลเข้ามา ตามด้วยเสียงทุบประตูรัวๆ ที่เปลี่ยนเป้าหมายจากการเคาะเชิงผีสางมาเป็นการทุบทำลายแบบคนไร้มารยาท
ลู่จ้านถิงขมวดคิ้วมุ่น ความตึงเครียดเรื่องวิญญาณเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรำคาญใจทันทีที่จำเสียงนั้นได้ "แม่เฒ่าโจว?"
ไม่ใช่แค่แม่เฒ่าโจวคนเดียว... เมื่อประตูไม้ถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานีโดยฝีมือของคนภายนอก แสงไฟตะเกียงสลัวๆ ก็สาดส่องกระทบเข้ากับใบหน้าของแขกยามวิกาลที่บุกรุกเข้ามา ร่างผอมแห้งของแม่เฒ่าโจวยืนเท้าสะเอวหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่นั่นไม่ใช่จุดที่ทำให้ว่านหลินต้องหรี่ตาแคบลง
ด้านหลังแม่เฒ่าโจว มีร่างระหงของสตรีสาวนางหนึ่งในชุดเสื้อโค้ทกันหนาวสีแดงสด—ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงที่ต่อให้คนงานในคอมมูนทำงานทั้งปีก็ซื้อไม่ได้—กำลังยืนกอดอกเชิดหน้าชูตา ใบหน้ารูปไข่ที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างประณีตแม้จะเป็นยามวิกาลนั้นฉายแววความหยิ่งยโสและแค้นเคืองอย่างปิดไม่มิด
"พี่จ้านถิง..." เสียงหวานหยดแต่เจือด้วยความสะอื้นฮึกฮักดังขึ้น สตรีสาวนางนั้นผลักแม่เฒ่าโจวออกแล้วพุ่งเข้ามาหาลู่จ้านถิงทันที "ท่านพี่... ท่านใจร้ายกับฉันเกินไปแล้วนะ! ทิ้งจดหมายยกเลิกการหมั้นแล้วหนีมาแต่งงานกับผู้หญิงไร้ยางอายคนนี้เนี่ยนะ!"
ว่านหลินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มเยาะขึ้นมาทันที รสชาติความแค้นที่ปรุงด้วยความรวยกำลังส่งกลิ่นหอมหวลเตะจมูกนางอีกครั้งแล้ว
นี่น่ะหรือ... 'จางเหมยหลัน' อดีตคู่หมั้นลูกสาวคหบดีเก่าผู้ลี้ภัยทาง
การเมืองที่หนีลงใต้ไปเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้กลับฟื้นคืนชีพกลับมาพร้อมกับอำนาจเงินตราปริศนา!
จางเหมยหลันกวาดสายตาคมปลาบมาที่ว่านหลินราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม "เธอสินะ... นังตัวดีที่แย่งคู่หมั้นของฉันไป! หน้าตาก็ธรรมดา กิริยาท่าทางก็เป็นแค่เด็กบ้านนอก ไร้การศึกษา ไร้ชาติตระกูล พี่จ้านถิงตาบอดไปแล้วแน่ๆ ถึงได้หลงผู้หญิงชั้นต่ำแบบนี้!"
ภายในห้องนั่งเล่น บรรยากาศลดฮวบลงจนติดลบ ลู่จ้านถิงไม่ได้ขยับตัวเข้าหาจางเหมยหลันแม้แต่ปลายนิ้ว ร่างสูงยังคงยืนบังหน้าภรรยาเอาไว้ครึ่งก้าว แววตาที่มองอดีตคู่หมั้นไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความรังเกียจเดียดฉันท์ราวกับกำลังมองขยะเปียกบนพื้นถนน
"จางเหมยหลัน" ลู่จ้านถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนอีกฝ่ายสะดุ้ง "ใบสัญญาหมั้นถูกฉีกขาดโดยพ่อของเธอเองเมื่อสามปีก่อน ตอนที่ตระกูลจางถูกกวาดล้าง และตัวเธอเองก็เป็นคนบอกปัดไม่อยากแต่งงานกับทหารจนๆ อย่างฉันไม่ใช่หรือ? ตอนนี้มีหน้าอะไรมาทวงสิทธิ์?"
จางเหมยหลันหน้าซีดเผือดลงวูบหนึ่ง นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือดด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างดื้อรั้น "นั่นมันอดีต! ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว บ้านตระกูลจางของเราได้รับการฟื้นฟูชื่อเสียงแล้วนะ! พ่อฉันกลับมามีตำแหน่งใหญ่โตในเมืองหลวงแล้ว! พี่จ้านถิง... ถ้าท่านยอมหยกับนังนี่แล้วแต่งงานกับฉัน ท่านจะได้ทั้งอำนาจ เงินทอง และอนาคตที่ก้าวไกลกว่าการมาจมปลักอยู่ในค่ายทหารกันดารนี่แน่!"
แม่เฒ่าโจวที่ยืนอยู่ข้างหลังรีบเสริมทันทีด้วยน้ำเสียงกระลิ้มกระเลี่ย ตาแก่ตงิดๆ ของนางเป็นประกายเมื่อนึกถึงสินสอดมหาศาลที่จางเหมยหลันเอามาล่อ "ใช่แล้วล่ะ! ลูกจ้านถิงแกมันหัวแข็งไม่เข้าเรื่อง! คุณหนูเหมยหลันทั้งร่ำรวยและเหมาะสมกับแกมากกว่านังปีศาจปากจัดนี่ตั้งเยอะ รีบหย่าซะแล้วแต่งงานใหม่ซะ! ฉันในฐานะแม่ผู้ให้กำเนิดไม่อนุญาตให้แกเก็บผู้หญิงคนนี้ไว้!"
ว่านหลินหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะใสกระจ่างแต่กลับทำให้แม่เฒ่าโจวและจางเหมยหลันรู้สึกหนยะแหยงอย่างประหลาด
นางก้าวเท้าออกมาจากด้านหลังของลู่จ้านถิง สองมือประสานกันไว้ที่หน้าท้องท่าทางสง่างามราศีคุณหนูผู้สูงศักดิ์ยิ่งกว่าจางเหมยหลันเสียอีก ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยดแต่แววตากลับเยียบเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก
"คุณหนูจาง..." ว่านหลินลากเสียงยาวอย่างเย้ยหยัน "พูดเสียไพเราะราวกับตัวเองเป็นหงส์ฟ้าที่ตกลงมาจากสวรรค์ แต่กลิ่นอายบนตัวเธอนี่สิ... มันเหม็นสาบยิ่งกว่าซากศพเน่าเฟะเสียอีกนะ"
จางเหมยหลันสะดุ้งโหย่ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำทันที "เ... เธอพูดบ้าอะไร! นังบ้านนอก!"
"ฉันพูดเรื่องจริงต่างหาก" ว่านหลินก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยพลังกดดันที่แม้แต่ทหารผ่านศึกอย่างลู่จ้านถิงยังต้องยอมหลีกทางให้ "คิดว่าเอาเงินสกปรกจากตระกูลที่เหยียบย่ำซากศพคนอื่นมาไต่เต้า แล้วจะซ่อนกลิ่นอายของ 'วิญญาณอาฆาต' ที่เธอใช้เงินซื้อมาจากหมอผีเถื่อนได้งั้นหรือ? เมื่อกี้... หน้าประตูนี่ คือผลงานของเธอล่ะสิ?"
จางเหมยหลันหน้าถอดสี ร่างบางเซถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว นางอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ "แก... แกพูดเรื่องอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง!"
"ไม่รู้เรื่องงั้นหรือ?" ว่านหลินแค่นเสียงฮึในลำคอ นางยื่นมือไปแตะแขนเสื้อของลู่จ้านถิงเบาๆ ก่อนจะกระซิบเสียงหวานข้างหูสามี "สามีคะ... รบกวนท่านช่วยจับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญคนนี้ค้นตัวหน่อยเถอะค่ะ ฉันมั่นใจว่าในกระเป๋าเสื้อโค้ทสีแดงราคาแพงของเธอ จะต้องมี 'ยันต์สะกดวิญญาณโลหิต' ที่ใช้เชื่อมต่อกับภูตผีข้างนอกนั่นแน่ๆ"
ลู่จ้านถิงไม่รอช้า ร่างสูงพุ่งเข้าประชิดตัวจางเหมยหลันด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ ก่อนที่หญิงสาวจะทันได้กรีดร้อง มือหนาก็ควานเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทด้านในแล้วกระชากวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา
พรึบ!
กระดาษยันต์สีแดงฉานที่มีคราบเลือดแห้งกรังส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่วห้อง รอยหมึกสีดำเขียนด้วยอักขระโบราณบิดเบี้ยวจนน่ากลัว ทันทีที่ยันต์นั้นถูกดึงออกมาจากตัวจางเหมยหลัน เสียงกรีดร้องโหยหวนอันน่าสยดสยองก็ดังสนั่นมาจากความมืดนอกหน้าต่างทันที!
ตูม!
หน้าต่างไม้กระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยพายุหมุนปริศนา ลมหนาวติดลบพัดกวาดเอาฝุ่นละอองเข้ามาภายในห้องจนข้าวของกระจัดกระจาย และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... เงาดำทมิฬรูปร่างบิดเบี้ยวไร้ใบหน้า ก็พุ่งทะลุผ่านหน้าต่างเข้ามาตรงเข้าใส่ร่างของจางเหมยหลันที่กำลังล้มพับอยู่กับพื้นด้วยความตกใจกลัว!
"กรี๊ดดดดดดดด—!" จางเหมยหลันกรีดร้องสุดเสียงเมื่อเงาดำนั้นฝังร่างทะลุผ่านหน้าอกนางไปต่อหน้าต่อตา!
ว่านหลินหรี่ตาลง ทันทีที่เงาดำนั้นผ่านร่างอดีตคู่หมั้น มันไม่ได้สลายไป แต่มันกลับหันขวับมาจ้องมองนางด้วยดวงตาสีแดงฉานคู่ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองสุดขีด และส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าก้องกังวานในหัวของทุกคน
*แก... แย่งของๆ กู...*
ลู่จ้านถิงดึงภรรยาเข้าสู่อ้อมกอดทันที มือหนาปลดปืนพกออกพร้อมเล็งไปที่เงาดำนั้นอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืด แต่ว่านหลินกลับยื่นมือไปกดปากกระบอกปืนลงเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มเยnเยือกที่มุมปาก
นางก้าวออกมาจากอ้อมกอดของสามี เผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนือกว่าอย่างแท้จริง
"คิดจะมาทวงของจากฉัน?" ว่านหลินแค่นยิ้ม "เกรงว่าแกจะเลือกเจ้าของร่างผิดคนซะแล้วล่ะ... เพราะในห้างสรรพสินค้าอัจฉริยะของฉัน มี 'เครื่องกำจัดวิญญาณ' รุ่นล่าสุดที่เพิ่งนำเข้าจากอนาคตอยู่พอดี!"
นางสะบัดมือขวาเพียงครั้งเดียว แสงสีฟ้าพาสเทลเจิดจ้าก็สว่างวาบขึ้นจากฝ่ามือ พร้อมกับปรากฏร่างของเครื่องมือประหลาดรูปทรงคล้ายปืนเลเซอร์สีเงินวาววับ ที่ส่งเสียงฮัมเบาๆ อย่างทรงพลัง พร้อมที่จะระเบิดวิญญาณตรงหน้าให้แหลกสลายเป็นจุลในพริบตาเดียว!
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะครับ หมอผีวัยรุ่นสัญญาว่าจะเสิร์ฟความฟินและความสะใจให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในตอนหน้าครับ!
เมียผีบอก: หิ้วมิติห้างหรูมาฟาดหัวคนโลภยุค 70•ตอนที่ 26
การกลับมาของศัตรูเก่า
ผลงานโดย หมอผีวัยรุ่น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอผีวัยรุ่น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมียผีบอก: หิ้วมิติห้างหรูมาฟาดหัวคนโลภยุค 70 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!