เสียงตบโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสนั่นหวั่นไหวจนถ้วยชาเคลือบกระเบื้องสั่นระริก น้ำชาสีเขียวเข้มกระฉอกเปื้อนผ้าปูโต๊ะเนื้อหยาบ เป็นภาพสะท้อนความเดือดดาลของ "เฉินฮ่าว" พ่อค้าคนกลางผู้ผูกขาดตลาดค้าส่งประจำเมือง ทว่าเจ้าของใบหน้าอ้วนท้วมที่ประดับด้วยหนวดเคราสั้นๆ ผู้นี้กลับต้องชะงักค้าง เมื่อสบเข้ากับดวงตาดำขลับราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึงของสตรีตรงข้าม
ว่านหลินชะงักตะเกียบในมือ รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นที่มุมปากทันที ลู่จ้านถิงวางตะเกียบลงอย่างช้าๆ แววตาดุดั่งพญาเสือโผนฉายประกายอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง บรรยากาศภายในห้องอาหารส่วนตัวของภัตตาคารประจำเมืองพลنينเงียบสงบลงในพริบตา ราวกับเสียงรอบข้างถูกดูดหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของพ่อค้าหน้าเลือดที่เริ่มมีเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม
"คุณเฉินดูจะร้อนรนเสียเหลือนะครับ เงินแค่ห้าพันหยวนสำหรับสินค้าล็อตพรีเมียมเกรดเอจากแดนใต้ ทำไมท่านถึงทำราวกับผมกำลังตัดเนื้อเถือหนังท่านอย่างนั้นล่ะครับ" ว่านหลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวกระดูก ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ สื่อถึงความเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
"คุณหลิน! อย่ามาเล่นลิ้นให้มันมากนักนะ!" เฉินฮ่าวแค่นเสียงฮึดฮัด ใบหน้าอ้วนกลมขึ้นสีแดงจัดด้วยความโกรธเกรี้ยว "ในเมืองนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าเส้นสายการขนส่งสินค้าเกษตรและแปรรูปอยู่ในมือฉันทั้งนั้น ถ้าไม่มีฉันรับซื้อ แกก็เป็นได้แค่ยายบ้านนอกที่หอบผักเน่าคาหาบเร่เท่านั้นแหละ! ห้าพันหยวนที่แกเรียกมา มันสูงเกินจริงไปสามเท่า! ฉันให้ได้มากที่สุดก็แค่พันห้าร้อยหยวนเท่านั้น ถ้ารับไม่ได้ ก็เชิญไสหัวออกไปจากเมืองนี้ซะ!"
คำขู่กรรโชกของพ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่นไม่ได้ทำให้หญิงสาวสะิเทือนแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอกลับหัวسเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวسเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเวทนาในความโง่เขลาเบาปัญญา
ในยุคปี 70 ที่การค้าขายยังอยู่ภายใต้กฎระเบียบอันเข้มงวดและการผูกขาดของกลุ่มอำนาจเก่า พ่อค้าคนกลางอย่างเฉินฮ่าวคือตัวเหลือบไรที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อชาวบ้านและเกษตรกรผู้ยากไร้มาเนิ่นนาน พวกมันคิดว่าตนเองคือกฎหมาย คือผู้กำหนดชะตากรรมของสินค้าทุกชิ้นที่ผ่านเข้าออกเมืองแห่งนี้ แต่พวกมันกลับหลงลืมไปว่า โลกใบนี้กำลังหมุนไปข้างหน้า และเทคโนโลยีจากมิติลับในมือของหลินว่านหลิน ไม่ได้มีไว้เพื่อให้คนโง่เขลามาเอาเปรียบ
"ท่านเฉินครับ... ท่านแน่ใจแล้วหรือครับว่าเส้นสายในเมืองนี้มีแค่ท่านคนเดียว?" ลู่จ้านถิงเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังก้องกังวาน นายทหารหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย ไหล่กว้างภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวขี้ม้าแผ่รังสีคุกคามอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างไม่ปิดบัง ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังเฉินฮ่าวราวกับกำลังมองเหยื่อใต้กรงเล็บพญาอินทรี
เฉินฮ่าวสะยิ้มเยาะฝืนๆ แม้จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ แต่ความโลภและศักดิ์ศรีของเจ้าถิ่นก็ยังค้ำคออยู่ "ฮึ! นายทหารหนุ่มอย่างแกมีดีแค่จับปืนรบราฆ่าฟันในค่ายไม่ใช่หรือไงวะ เรื่องค้าขายในเมืองนี้ แกมันก็แค่คนนอก! อย่ามาทำเป็นเก่งหน่อยเลย"
ว่านหลินยิ้มหวานหยาดเยิ้ม เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ เพื่อลิ้มรสความหอมกรุ่นของใบชาชั้นดีที่หยิบออกมาจากห้างสรรพสินค้าอัจฉริยะในมิติ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะเสียงดัง 'กริ๊ก'
"ท่านเฉินพูดถูกครับ... สามีฉันเป็นทหาร หาใช่พ่อค้าไม่ แต่ท่านคงลืมไปว่า... ของดี ย่อมมีผู้ซื้อที่ฉลาดพอนะครับ" ว่านหลินผายมือไปยังประตูด้านนอกห้องอาหาร ซึ่งในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกโดยผู้จัดการสถานีการค้าประจำมณฑล ชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลเรียบร้อย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มต้อนรับอย่างนอบน้อม เดินตรงเข้ามาโค้งคำนับให้ลู่จ้านถิงและว่านหลินอย่างให้เกียรติสูงสุด ท่ามกลางความตกตะลึงจนตาค้างของเฉินฮ่าว
"เรียนท่านประธานหลิน และท่านผู้พันลู่ สินค้าแปรรูปจากมณฑลใต้ล็อตแรก จำนวนหมื่นชิ้น ถูกกระจายไปยังสหกรณ์และร้านค้าสวัสดิการของรัฐทั่วทั้งภูมิภาคเรียบร้อยแล้วครับ และนี่คือเช็คเงินสดมูลค่าหนึ่งหมื่นสองพันหยวนสำหรับงวดแรกครับ" ผู้จัดการสถานีการค้าวางเอกสารและเช็คเงินสดลงตรงหน้าว่านหลินอย่างเคารพยำเกรง
ดวงตาของเฉินฮ่าวเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ใบหน้าที่เคยแดงก่ำบัดนี้ซีดเผือดลงจนกลายเป็นสีไก่ต้ม เม็ดเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วไหลรินอาบสองข้างแก้ม ร่างอ้วนท้วมสั่นเทาขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อตระหนักได้ว่าเครือข่ายธุรกิจที่ตนเองภูมิใจนักหนา ได้ถูกอำนาจรัฐและสินค้าคุณภาพเหนือชั้นของสองสามีภรรยาคู่นี้ทลายลงในชั่วข้ามคืน
"ทะ... ทำไม... เป็นไปได้ยังไง! พวกแก..." เฉินฮ่าวชี้หน้าว่านหลินด้วยมือที่สั่นระริก
ว่านหลินโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงงดงามราวกับดอกไม้พิษ เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงแค่สองคน ทว่ากลับดังชัดเจนในความรู้สึกของพ่อค้าหน้าเลือด
"การค้าขาย... เขาใช้สมองและความซื่อสัตย์ครับท่านเฉิน ไม่ใช่การผูกขาดแล้วขูดรีดชาวบ้านเหมือนพวกปล้นกลางวันแสกๆ อย่างคุณ ส่วนเงินห้าพันหยวนที่คุณต่อรองเมื่อครู่... ตอนนี้มันกลายเป็นค่าปรับที่บริษัทของคุณต้องจ่ายให้แก่รัฐฐานกักตุนสินค้าและเอาเปรียบผู้บริโภคเรียบร้อยแล้วนะครับ หวังว่าท่านจะสนุกกับการไปชี้แจงกับเจ้าหน้าที่กรมการค้าในวันนี้นะครับ"
สิ้นคำพูดนั้น ประตูห้องอาหารก็ถูกเปิดผางออกอีกครั้ง พร้อมกับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบสองนายก้าวเข้ามาประกบตัวเฉินฮ่าวทันที เสียงโวยวายและเสียงร้องขอความเมตตาของพ่อค้าผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตดังลั่นระงม ก่อนจะค่อยๆ เงียบหายไปตามทางเดิน เหลือไว้เพียงความเงียบสงบและความหอมกรุ่นของอาหารมื้อค่ำที่ถูกยกมาเสิร์ฟใหม่ๆ บนโต๊ะ
ลู่จ้านถิงเอื้อมมือไปตักซุปไก่ตุ๋นโสมร้อนๆ ใส่ถ้วยให้ภรรยาอย่างเอาใจใส่ กลิ่นหอมละมุนของเนื้อไก่ที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่มผสานกับสมุนไพรจีนชั้นดีลอยฟุ้งไปทั่วห้อง กระตุ้นความอยากอาหารได้อย่างยอดเยี่ยม ดวงตาดุดังพญาเสือโผนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและอบอุ่นยามมองหน้าภรรยาคนสวย
"เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ทานซุปนี่เสียหน่อยนะครับ ที่รัก" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่ม พร้อมกับคีบชิ้นเนื้อไก่ที่คัดสรรมาอย่างดีวางลงในจานของเธอ
ว่านหลินแย้มยิ้มรับความใส่ใจนั้น เธอตักซุปเข้าปากช้าๆ รสชาติกลมกล่อม หอมหวาน และอุ่นซ่านไปทั่วท้อง ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการจัดการศัตรูทางธุรกิจมลายหายไปจนสิ้น ทว่า ในขณะที่เธอกำลังจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารจานถัดไป สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตสีขาวแผ่นเล็กที่ถูกสอดไว้ใต้จานรองถ้วยชาโดยฝีมือของผู้จัดการสถานีการค้าเมื่อครู่
กระดาษแผ่นนั้นมีรอยหมึกเขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่ชัดเจน...
*ระวังตัวด้วย สินค้าล็อตต่อไปที่ท่านสั่งนำเข้าจากต่างมิติ กำลังถูกจับตาดูโดย "บุคคลปริศนา" จากเมืองหลวงผู้มีอำนาจเหนือกว่ากรมการค้า*
ว่านหลินชะงักมือที่กำลังถือตะเกียบ รอยยิ้มบนมุมปากแข็งค้างไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักว่าเกมการค้านี้ไม่ได้จบลงแค่พ่อค้าท้องถิ่นระดับล่างเสียแล้ว ลู่จ้านถิงสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยา เขาจึงเอื้อมมือมาจับมือเรียวบางของเธอไว้แน่นสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงส่งผ่านความปลอดภัยมาให้ ทว่าในวินาทีนั้นเอง ไฟภายในห้องอาหารทั้งหมดก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที พร้อมกับเสียงฝีเท้าปริศนาดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก...
*แก๊ก... แกร็ก...*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หมอผีวัยรุ่น" เสมอมานะครับ
เมียผีบอก: หิ้วมิติห้างหรูมาฟาดหัวคนโลภยุค 70•ตอนที่ 22
ปะทะนักธุรกิจหน้าเลือดในเมือง
ผลงานโดย หมอผีวัยรุ่น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอผีวัยรุ่น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมียผีบอก: หิ้วมิติห้างหรูมาฟาดหัวคนโลภยุค 70 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!