ปึก! ปึก! เสียงธนบัตรปึกหนาถูกโยนลงกระทบกับพื้นโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสนั่น กลิ่นอายของหมึกพิมพ์ใหม่และกระดาษธนบัตรชั้นดีลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นหอมกรุ่นของชาสมุนไพรในห้องนอน
หลินว่านหลินใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมเล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายระยับยามกวาดมอง "ภูเขาเงินสด" ขนาดย่อมที่กองอยู่ตรงหน้า นี่คือผลกำไรสุทธิจากการเปิดบูธขายสินค้าล็อตแรกในตลาดมืดผ่านช่องทางพิเศษของห้างสรรพสินค้าอัจฉริยะในมิติของเธอ ยุค 70 ที่ผู้คนยังต้องปากกัดตีนถีบและใช้คูปองแลกซื้ออาหาร แต่เธอกลับกำลังนั่งนับเงินจนมือระวิง
"ใบนี้หนึ่งสหยวน... สิบ... ร้อย... ยิ่งนับยิ่งเพลินหัวใจเสียจริง" ว่านหลินพึมพำกับตัวเอง มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ นึกถึงสีหน้าของพวกคนโลภในตระกูลโจวและแม่สามีตัวแสบอย่างแม่เฒ่าโจว หากพวกมันรู้ว่าสะใภ้รองที่ถูกมองว่าเป็นตัวกาลกิณีและภาระของบ้าน กำลังนั่งทับกองเงินที่มากกว่ารายได้ทั้งปีของพวกมันรวมกันถึงสิบเท่า พวกมันคงอกแตกตายคาที่อย่างแน่นอน
ความแค้นที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงในอดีต ถูกชำระสะสางทีละน้อยด้วยความหอมหวานของกำไรมหาศาล รสชาติของความร่ำรวยช่างโอชาเสียยิ่งกว่าอาหารเหลาในภัตตาคารหลวงเสียอีก
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูก่อนที่บานประตูไม้จะถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา ลู่จ้านถิง นายทหารหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่เรียบเฉยเป็นนิตยก้าวเข้ามาในห้อง เขากลับมาจากค่ายทหารเร็วกว่ากำหนด เสื้อผ้าชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้มยังมีร่องรอยฝุ่นควันจากการฝึกซ้อม แต่ดวงตาคมกริบกลับกวาดมองมาที่ภรรยาและกองเงินตรงหน้าด้วยความประหลาดใจชั่วขณะ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนจนแทบละลาย
ว่านหลินสะดุ้งเล็กน้อย นางรีบใช้แขนเสื้อกวาดธนบัตรบางส่วนเข้าหาตัว แต่ไม่ทันเสียแล้ว
"นั่น... อะไรหรือครับภรรยา?" ลู่จ้านถิงเลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำน่าฟังเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนทึ่ง เขากวาดสายตามองธนบัตรปึกโตที่วางเรียงรายราวกับเป็นเรื่องเหลือเชื่อในยุคสมัยนี้
ว่านหลินหัวเราะแห้งๆ ออกมาอย่างเสียอาการเล็กน้อย ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นแล้วยิ้มกริ่ม "ถ้าฉันบอกว่าเก็บตกได้ตามข้างทาง คุณจะเชื่อไหมล่ะคะ... เอ๊ย... จะเชื่อไหมล่ะครับ?" นางเกือบหลุดสำนวนติดปากสมัยยุคปัจจุบันเสียแล้ว ดีที่เปลี่ยนคำลงท้ายได้ทันท่วงที
ลู่จ้านถิงเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นแดดอ่อนๆ จากตัวสามีโชยเข้าจมูกจนว่านหลินต้องใจสั่น เขานั่งลงบนขอบเตียงอย่างเงียบเชียบ สายตาคมปลาบกวาดมองกองเงินนับพันหยวนตรงหน้าอย่างพิจารณา ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือโลภโมโทสันแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มเอ็นดูที่ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก
"เก็บได้ตามข้างทางงั้นหรือครับ? ถ้าเก็บได้มากขนาดนี้ เกรงว่าธนาคารกลางคงกำลังประกาศตามหาคนทำกระเป๋าเงินหายครึ่งประเทศแล้วกระมัง" ลู่จ้านถิงเอ่ยแซwด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาไม่ได้คาดคั้นหรือซักไซ้ไล่เลียงถึงที่มาของเงินก้อนโตนี้ เพราะเขารู้ดีว่าภรรยาของเขามีความลับบางอย่างที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่าใคร และเขาก็พร้อมที่จะปกป้องความลับนั้นด้วยชีวิต
ว่านหลินถอนหายใจเบาๆ นางรู้ว่าสามีคนนี้ฉลาดเป็นกรด ต่อให้โกหกอย่างไรก็คงไม่เนียน สู้สารภาพด้วยความจริงครึ่งหนึ่งเสียยังดีกว่า "ฉันแค่... ไปลงทุนค้าขายเล็กๆ น้อยๆ มาน่ะค่ะ... เอ่อ... นะครับ! อาศัยช่องทางธรรมชาติและความสามารถเฉพาะตัวนิดหน่อย ไม่คิดว่ากำไรมันจะงอกเงยเร็วขนาดนี้"
ลู่จ้านถิงไม่ได้ขัดคอ เขาเอื้อมมือหนาที่หยาบกร้านจากการจับอาวุธและฝึกฝนอย่างหนักมาวางทับลงบนมือเรียวเล็กของภรรยา สัมผัสอุ่นซ่านแผ่ซ่านเข้ามาในใจของว่านหลินทันที
"ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ขอแค่ปลอดภัยและไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน ผมก็สนับสนุนเสมอครับ" ลู่จ้านถิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและจริงใจ ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง "อีกอย่าง... ดูท่าทางคุณกำลังเหนื่อยกับการนับเงินเหล่านี้สินะครับ ให้สามีคนนี้ช่วยแบ่งเบาภาระดีกว่าไหมครับ?"
ว่านหลินกะพริบตาปริบๆ "คุณจะช่วยฉันนับหรือคะ... ครับ?"
"แน่นอนครับ การนับเงินร่วมกับภรรยา เป็นหน้าที่อันทรงเกียรติของสามีที่ดีไม่ใช่หรือครับ" ลู่จ้านถิงยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งจากนายทหารผู้เคร่งขรึมผู้นี้
ไม่รอช้า ลู่จ้านถิงขยับตัวเข้ามาใกล้จนไหล่กว้างแนบชิดกับร่างบาง เขานั่งลงบนพื้นห้องเคียงข้างภรรยา มือหนาหยิบธนบัตรปึกหนาขึ้นมาแบ่งครึ่งอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางการทำงานของนายทหารหนุ่มที่จริงจังกับการนับธนบัตรทีละใบราวกับกำลังวางแผนยุทธศาสตร์ทางทหาร ทำให้ว่านหลินถึงกับอมยิ้มออกมาด้วยความขบขันและอบอุ่นหัวใจ
"อืม... ปึกนี้ครบหนึ่งร้อยหยวนพอดี มัดรวมไว้ตรงนี้นะครับ" ลู่จ้านถิงเอ่ยเสียงทุ้มขณะหยิบเชือกฟางเส้นเล็กมามัดธนบัตรอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย นิ้วมือแข็งแรงขยับอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ว่านหลินมองดูสามีที่ก้มหน้าก้มตานับเงินเคียงข้างนาง ความรู้สึกแปลกใหม่สายหนึ่งไหล
เอ่อล้นเข้ามาในทรวงอก ชีวิตในยุค 70 ที่เต็มไปด้วยความกดดันและความยากลำบาก กลับกลายเป็นเรื่องสนุกและน่าตื่นเต้นเมื่อมีทั้งเงินทองกองโตและสามีสายเปย์ที่คอยหนุนหลังแบบนี้ การได้เห็นคนโลภในตระกูลโจวดิ้นรนในความยากจน ขณะที่นางและสามีกำลังช่วยกันนับเงินนับทองในห้องนอนอย่างสบายใจ มันคือรสชาติของการแก้แค้นที่หอมหวานที่สุดจริงๆ
"นี่ค่ะ... เอ่อ... นี่ยครับ ของคุณอีกครึ่งหนึ่ง" ว่านหลินส่งธนบัตรให้อีกฝ่าย
ลู่จ้านถิงรับมาด้วยมือข้างเดียว สายตาคมกريบเงยขึ้นสบตากับภรรยา บรรยากาศรอบตัวเริ่มอบอวลไปด้วยความหวานชื่นที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับการนับทรัพย์สิน ทันใดนั้น...
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นที่หน้าห้องนอน ตามมาด้วยเสียงโวยวายแหลมสูงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีของแม่เฒ่าโจว "ไอ้ลูกอกตัญญู! นากกตัวเมียตัวแสบอยู่ในห้องใช่ไหม! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ฉันได้กลิ่นแปลกๆ ในบ้าน... พวกแกแอบซ่อนอะไรกินกันใช่ไหมถึงไม่ยอมลงไปทำอาหารให้คนแก่!"
บรรยากาศที่กำลังอบอุ่นโรแมนติกพลันเย็นเยียบลงในพริบตา ลู่จ้านถิงชะงักมือที่กำลังถือธนบัตร ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นแววตาดุดันราศีนายทหารสนามรบพุ่งทะยานขึ้นมาทันที ส่วนว่านหลินหรี่ตาลง รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปาก
ทว่า ในจังหวะที่ลู่จ้านถิงกำลังจะลุกขึ้นไปจัดการกับแม่สามีจอมวุ่นวายที่หน้าประตูนั้นเอง สายตาของว่านหลินก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งผ่านกระจกหน้าต่างบานเล็กที่สะท้อนเงาจากลานบ้าน... ร่างของชายแปลกหน้าผู้สวมเสื้อคลุมสีดำสนิทกำลังปีนข้ามกำแพงรั้วหลังบ้านเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ พร้อมกับวัตถุบางอย่างที่สะท้อนแสงไฟจลวาบในมือ!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หมอผีวัยรุ่น" มา ณ ที่นี้นะครับ
เมียผีบอก: หิ้วมิติห้างหรูมาฟาดหัวคนโลภยุค 70•ตอนที่ 18
เงินทองไหลมาเทมาดั่งสายน้ำ
ผลงานโดย หมอผีวัยรุ่น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอผีวัยรุ่น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมียผีบอก: หิ้วมิติห้างหรูมาฟาดหัวคนโลภยุค 70 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!