"ถ้าคิดว่าราคาแป้งสาลีขัดขาวถุงนี้แพงเกินไป ก็เชิญเดินกลับไปซดน้ำแกงผักป่าก้นชามที่บ้านท่านเถอะครับ..."
เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานของลู่จ้านถิงดังขึ้น ท่ามกลางความมืดสลัวของตรอกซอกซอยด้านหลังโรงงานร้างในเขตอุตสาหกรรมเก่า กลิ่นอับชื้นของคราบน้ำมันเครื่องและฝุ่นผงถ่านหินผสมปนเปไปกับกลิ่นหอมกรุ่นของชาวยุคปัจจุบันที่อบอวลออกมาจากลังกระดาษใบใหญ่ สายตาคมกริบราวกับพยัคฆ์หนุ่มกวาดมองกลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนที่ยืนล้อมกรอบอยู่ตรงหน้าด้วยความเยียบเย็น มือหนาของนายทหารหนุ่มวางอยู่บนกระเป๋าเสื้อคลุมอย่างหลวมๆ แต่มันกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนพวกมันไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า
หลินว่านหลินที่ยืนอยู่ด้านหลังสามีไม่เพียงแต่ไม่หวาดกลัว เธอยังอมยิ้มบางๆ พลางเคี้ยวลูกอมรสนมกระต่ายขาวในปากอย่างสบายอารมณ์
นี่คือ "ตลาดมืด" แห่งเมืองหลวงในยุค 1970 ยุคที่ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยบัตรปันส่วนและกฎหมายอันเข้มงวด แต่ภายใต้เงาจันทร์และความหวาดระแวงนั้น สถานที่แห่งนี้คือขุมทองคำสำหรับคนที่มีวิสัยทัศน์ และสำหรับหลินว่านหลิน... มันคือเวทีแสดงอภินิหารของห้างสรรพสินค้าอัจฉริยะในมิติลับของเธอนั่นเอง
"ฮึ่ม! สหาย อย่าเพิ่งใจร้อนพูดจาตัดเยื่อใยกันขนาดนั้นเลย" ชายวัยกลางคนสวมหมวกแก๊ปดึงปีกต่ำจนบังใบหน้าครึ่งซีก เขาหัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ลังสินค้าแล้วใช้มือลูบผิวสัมผัสของถุงกระดาษหนาพิเศษที่บรรจุแป้งสาลีเกรด A จากศตวรรษที่ 21 ดวงตาใต้ปีกหมวกเป็นประกายวาววับด้วยความโลภ "แป้งขาวสะอาดไร้รำข้าวเจือปนแบบนี้ ต่อให้เอาทองคำไปแลกครึ่งตำลึง ข้าก็ยังว่าคุ้ม... ตกลง ข้าเอาทั้งหมดสิบถุงนี้!"
ว่าแล้วชายคนนั้นก็ควักปึกธนบัตรเก่าคร่ำคร่าออกมาจากอกเสื้อยื่นให้ทันที
หลินว่านหลินก้าวเท้าออกมาเบาๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับราวกับแม่ค้ามือทอง เธอรับเงินปึกนั้นมา สะบัดนิ้วตรวจเช็กความหนาและลายน้ำด้วยความรวดเร็วและชำนาญ ก่อนจะเก็บมันหายเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ท (ซึ่งความจริงคือการโยนกลับเข้าไปเก็บไว้ในระบบห้างสรรพสินค้าอัจฉริยะ) พร้อมกับรอยยิ้มการค้าที่พิมพ์นิยมที่สุด
"ตาถึงมากครับสหาย การค้าครั้งนี้ถือว่าเราเป็นมิตรกันแล้ว" หลินว่านหลินเอ่ยเสียงหวาน แต่แฝงด้วยความเฉียบคม "หากท่านต้องการสินค้าประเภทน้ำมันพืชบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ หรือแม้แต่ยารักษาโรคขาดแคลนจากต่างประเทศ... คืนวันพรุ่งนี้ เวลานี้ และจุดเดิม ขอเพียงท่านเตรียมเงินมาให้พร้อม รับรองว่าตระกูลของท่านจะไม่ต้องทนกินข้าวต้มเจือแกลบไปตลอดฤดูหนาวนี้อย่างแน่นอนครับ"
คำพูดของนางเอกสาวไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงและนโยบายควบคุมเข้มงวด สินค้าอุปโภคบริโภคเหล่านี้คือ "ชีวิต" ของคนในตลาดมืด การขยายกิจการเปิดร้านขายของใช้หายากในคืนนี้ ทำให้นางทำกำไรเข้ากระเป๋าจนตุง ชนิดที่ว่าเงินเดือนนายทหารระดับสูงสามเดือนก็ยังเทียบไม่ติด
เมื่อลูกค้ากลุ่มแรกจากไปอย่างเงียบเชียบ ลู่จ้านถิงก็ดึงร่างบางของภรรยาเข้ามาใกล้ พลางใช้มือหนัดปัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามไหล่ของเธอเบาๆ แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนจนแทบจะหยดเป็นน้ำ
"เหนื่อยไหมครับภรรยา?" เสียงกระซิบพร่าต่ำข้างใบหูทำเอาหลินว่านหลินรู้สึกจั๊กจี้จนต้องย่นคอหนี
"ไม่เหนื่อยเลยสักนิดค่ะ... เอ๊ย! ไม่เหนื่อยเลยสักนิดครับสามี" หลินว่านหลินเกือบหลุดปากพูดสำนวนติดปากสมัยก่อนออกมา รีบเปลี่ยนคำสรรพนามแทบไม่ทันเมื่อนึกขึ้นได้ว่าสามีหนุ่มคนนี้ถือสาเรื่องความสุภาพขนาดไหน นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยรอยยิ้มซุกซน "ได้นับเงินจนมือระบิดแบบนี้ ต่อให้ให้ทำถึงเช้าฉันก็ไหวค่ะ... เอ่อ ไหวครับ!"
ลู่จ้านถิงหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขารู้ดีว่าภรรยาตัวแสบของเขามีความลับมหัศจรรย์ซ่อนอยู่ แต่เขาก็เลือกที่จะเป็นเกราะกำบังและผู้ช่วยมือหนึ่งให้เธออย่างเต็มใจ ไม่ว่าเธอจะหยิบจับอะไรออกมาจากความว่างเปล่า เขาก็พร้อมจะทำตัวเป็น "ฉากหน้า" คอยคุ้มกันอันตรายให้เสมอ
"ถ้าอย่างนั้น... พ่อค้าแม่ค้ามือทองคนนี้ พอจะมีเวลาทำอาหารรอบดึกให้สามีผู้ตาดำๆ คนนี้กินสักมื้อไหมครับ?" ลู่จ้านถิงกระซิบถามด้วยสายตากรุ้มกริม
"จัดไปสิคะ... เอ่อ จัดไปสิครับ!" หลินว่านหลินค้อนขวับใส่สามีหนุ่มที่นับวันยิ่งหยอกเย้าเธอเก่งขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะเก็บของที่เหลือแล้วเร่งฝีเท้าเดินทางกลับบ้านพักในค่ายทหาร
บรรยากาศยามดึกในห้องครัวเล็กๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนของ "บะหมี่เนื้อตุ๋นยาจีน" ที่เส้นเหนียวนุ่มดึงมือจากมิติลับ ผสมผสานกับน้ำซุปกระดูกวัวเคี่ยวจนเข้มข้น รสชาติเผ็ดร้อนจากพริกผัดน้ำมันหอมระเหยลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณบ้านพัก จนทำให้แม่เฒ่าโจวที่นอนอยู่ห้องพักฝั่งตรงข้ามถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะกลิ่นอาหารที่ยั่วยวนน้ำลายสอ
แม่เฒ่าโจวขยี้ตาด้วยความหงุดหงิด นางก้าวเท้าลงจากเตียงด้วยความโมโห กลิ่นนี้มันช่างน่ากินเกินไปแล้ว! นังตัวแสบกับไอ้ลูกอกตัญญูมันเอาเงินที่ไหนมาซื้อเนื้อวัวกินกันดึกดื่นแบบนี้?
ด้วยความโลภและอยากรู้อยากเห็น นางจึงย่องเบาเดินไปแอบส่องที่หน้าต่างห้องครัวของสองสามีภรรยา ทว่า... ทันทีที่แม่เฒ่าโจวชะโงกหน้าไปมองผ่านรอยแยกของวงกบไม้ ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่แค่สำรับอาหารธรรมดา แต่เป็นกองธนบัตรปึกหนาวางกองอยู่บนโต๊ะกินข้าวข้างชามบะหมี่ควันฉุย และในจังหวะนั้นเอง... ลู่จ้านถิงที่หันมาสบตาพอดี ก็ส่งยิ้มเย็นเยียบให้แม่สามีผ่านกระจกหน้าต่างโดยไม่พูดอะไรสักคำ
**ทันใดนั้นเอง ประตูห้องครัวก็ถูกถีบเปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างในชุดเครื่องแบบทหารยศสูงที่เดินก้าวเข้ามาในความมืด พร้อมกับเอกสารลับฉบับหนึ่งในมือที่ทำให้สีหน้าของแม่เฒ่าโจวถอดสีซีดเผือดในพริบตา...**
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หมอผีวัยรุ่น" เสมอมานะครับ
เมียผีบอก: หิ้วมิติห้างหรูมาฟาดหัวคนโลภยุค 70•ตอนที่ 15
ตลาดมืดสะเทือนเมื่อแม่นางหลินมา
ผลงานโดย หมอผีวัยรุ่น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอผีวัยรุ่น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมียผีบอก: หิ้วมิติห้างหรูมาฟาดหัวคนโลภยุค 70 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!