เสียงถ้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามกระทบโต๊ะไม้จันทน์แดงดัง *กริ๊ก* เบาๆ ทว่าในห้องโถงรับรองที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า เสียงนั้นกลับดังก้องกังวานราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดลงกลางใจคน
"เจ้ากล้าทวนคำที่เพิ่งกล่าวออกไปเมื่อครู่ให้เปิ่นหวางฟังอีกรอบหรือไม่... คุณชายรองซ่ง?"
มู่หรงเหยียน หรือฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพายัพสามแสนนาย นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้พนักสูงสลักลายมหาราช อาภรณ์คลุมกายสีนิลปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทะยานเมฆาขับเน้นให้ร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขามดั่งมัจจุราชจำแลง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายหรี่ลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านกดทับบรรยากาศรอบตัวจนออกซิเจนในห้องแทบเจือจาง
ซ่งอวี้ บุตรชายรองเสนาบดีกรมคลัง หน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ แม้เขาจะขึ้นชื่อว่าเป็นคุณชายเจ้าสำราญผู้กว้างขวางในเมืองหลวง แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับฉินอ๋องผู้มีคราบเลือดของศัตรูติดมือมาตั้งแต่เยาว์วัย เขากลับรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเพียงมดปลวกตัวจ้อยที่กำลังจดจ้องปากราชสีห์
"กระหม่อม... กระหม่อมเพียงแต่นำความกราบทูลตามที่ตลาดการค้าและหอสุราทั่วทั้งสามแคว้นกำลังโจษจันกันพ่ะย่ะค่ะ..." ซ่งอวี้กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ประสานอยู่สั่นเทาเล็กน้อย "เขาลือกันว่า... ข่าวลือเรื่องความสนิทสนมระหว่างท่านอ๋องผู้เยือกเย็นกับแม่นางหลินชิงเซียนผู้ครอบครองโรงสกัดโอสถทิพย์ แพร่สะพัดไปไกลถึงราชสำนักแคว้นต้าโจวและแคว้นหลี่แล้ว... บ้างก็ว่าท่านอ๋องทรงลุ่มหลงในตัวนางถึงขั้นยอมสยบ มอบป้ายหยกประจำตัวให้เก็บรักษา..."
คำว่า *'ยอมสยบ'* ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ
มุมปากหยักลึกของมู่หรงเหยียนกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไร้ความอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน หากแต่แววตากลับเยียบเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งใต้พื้นพิภพ เขาย่อมรู้ดีว่าข่าวลือเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันคือหมากตาร้ายของเหล่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการดิสเครดิตเขา และที่สำคัญที่สุด... มันคือการดึงตัวหลินชิงเซียนเข้ามาสู่กระแสเชี่ยวของการแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก
"หึ... ช่างบังอาจนัก" น้ำเสียงทุ้มต่ำหลุดลอดไรฟัน "พวกมันคงคิดว่า เปิ่นหวางเก็บตัวเงียบอยู่ในค่ายทหารนานเกินไป จนลืมไปแล้วกระมังว่าดาบในมือข้ายังมิเคยขึ้นสนิม"
ในขณะเดียวกัน ณ เรือนรับรองด้านหลัง จวนอ๋อง
หลินชิงเซียนกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวงามคีบเข็มเงินเล่มบางตรวจสอบตัวยาในหม้อต้มโอสถเซรามิกสีขาวบริสุทธิ์ ไอระเหยสีขาวกรุ่นกลิ่นสมุนไพรโชยแตะจมูก นางอยู่ในชุดฮั่นфуสตรีชนชั้นสูงสีฟ้าอ่อนปักลายดอกเหมยวิจิตรตระการตา ทว่าชายกระโปรงกลับถูกพับขึ้นเล็กน้อยเพื่อความคล่องตัวในการเดินยาสมุนไพร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของแพทย์หญิงยุคศตวรรษที่ 21 ที่ทะลุมิติมาใช้ชีวิตในโลกจีนโบราณ
"คุณหนูเจ้าคะ บ่าวได้ยินบ่าวไพร่ในครัวคุยกันเสียงดังลั่นว่า... ภายนอกตอนนี้เขากำลังลือกันไปทั่วว่าท่านอ๋องทรง... ทรงพ่ายแพ้ให้กับมารยาหญิงของท่าน จนสูญเสียความน่าเกรงขามหมดแล้วเจ้าค่ะ!" ลี่อิน สาวใช้คนสนิทวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง มือเล็กๆ กำชายเสื้อแน่นด้วยความร้อนรน
ชิงเซียนมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ปรายตาขึ้นมองเล็กน้อย ก่อนจะวางเข็มเงินลงบนถาดทองเหลืองอย่างใจเย็น นางหยิบผ้าแพรสีขาวขึ้นมาเช็ดมือช้าๆ ท่วงท่างดงามสง่าราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก
"ลือว่าอย่างไรอีกเล่า?" ชิงเซียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์
"เขาลือกันว่า... ท่านอ๋องทรงถูกครอบงำด้วยเสน่ห์ยาสั่งของท่าน จนยอมทำตามทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องการค้าเกลือและสมุนไพรที่ผูกขาดในตลาดตอนนี้ ก็เพราะท่านอ๋องใช้อำนาจทหารหนุนหลังท่าน จนพ่อค้าคนอื่นไม่มีที่ยืนเจ้าค่ะ บ่าวเกรงว่า... หากข่าวนี้ไปถึงหูฮ่องเต้ เกรงว่าจะมีราชโองการลงทัณฑ์ลงมานะเจ้าคะ!"
ชิงเซียนหลุบตาลงครู่หนึ่ง สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างรวดเร็ว นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อความคิดตื้นเขินของคนพวกนั้น
"พวกเขากลัว... กลัวว่าอำนาจทางการเงินที่ข้ากำลังสร้างจะไปสั่นคลอนผลประโยชน์ของตระกูลใหญ่ และกลัวว่าอำนาจทางทหารของมู่หรงเหยียนจะไร้เทียมทานหากรวมเข้ากับหัวการค้าของข้า" ชิงเซียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้างามเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววเฉียบคมดั่งเพชรที่เจียระไนมาอย่างดี "ข่าวลือเช่นนี้ หาใช่ภัยพิบัติไม่... แต่มันคือโอกาสทองในการประกาศศักดาต่างหาก"
"โอกาส... โอกาสอันใดกันเจ้าคะคุณหนู?" ลี่อินกะพริบตาปริบๆ ด้วยความมึนงง
"เจ้าคิดว่าคนอย่างมู่หรงเหยียน จะยอมให้ใครมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีหรือ?" ชิงเซียนยกยิ้มมุมปาก "ในเมื่อพวกมันอยากให้ข่าวลือนี้แพร่สะพัดนัก งั้นเราก็มาช่วย 'เติมเชื้อไฟ' ให้มันลุกโชนจนแผดเผาพวกมันเองเสียเลยเป็นอย่างไร"
ยังไม่ทันที่ลี่อินจะได้ทูลถามอันใดต่อ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง มู่หรงเหยียนก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีองอาจ รัศมีกดดันรอบตัวเขายังคงคุกรุ่น แต่เมื่อสายตาคมคายคู่นั้นกวาดมาเจอสตรีตรงหน้า ความดุดันเยือกเย็นกลับมลายหายไปราวกับหิมะเจอแสงแดด เหลือเพียงความลึกซึ้งและประกายตาพึงพอใจบางอย่าง
"ดูท่า... ชายาของเปิ่นหวางจะไม่ได้ตื่นตระหนกกับข่าวลือครึ่งค่อนเมืองเลยสินะ" มู่หรงเหยียนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ขณะก้าวเข้าไปหยุดยืนเบื้องหน้านาง ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้จนได้กลิ่นอายบุรุษจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นชาอวี้เฉียน
ชิงเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว นางยิ้มเยาะเล็กน้อย "หม่อมฉันควรจะตื่นตระหนกหรือเพคะ? ในเมื่อท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ยังทรงยืนนิ่งอยู่ตรงนี้ได้ แสดงว่าพระองค์ทรงมีแผนการที่จะใช้ประโยชน์จากข่าวลือนี้อยู่แล้ว... หม่อมฉันพูดไม่ผิดใช่ไหมเพคะ, พระสวามี?"
มู่หรงเหยียนแค่นหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ มือหนาเอื้อมไปปัดปอยผมที่คลอเคลียข้างแก้มนวลของนางแผ่วเบา สัมผัสนั้นทั้งอ่อนโยนและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว... ชิงเซียน" เขากระซิบชิดริมหู นางรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรด "ข้าเพิ่งได้รับรายงานลับจากสายสืบ ข่าวลือนี้ไม่ได้ถูกปล่อยมาจากแค่ขุนนางฝ่ายบู๊ในเมืองหลวง แต่มันมี 'เงา' ขององค์รัชทายาทซ่อนอยู่เบื้องหลัง... พวกมันต้องการบีบให้เราแสดงพิรุธ เพื่อหาข้ออ้างยึดอำนาจคลังเสบียงของกองทัพพายัพ"
ดวงตาของชิงเซียนเป็นประกายวาบ ไหวพริบระดับปรมาจารย์ทำงานทันที "หึ... อยากเล่นเกมจิตวิทยากับเราอย่างนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้น... เราก็จัดงานเลี้ยงรับรองครั้งใหญ่ขึ้นที่จวนอ๋องเสียเลยสเพคะ!"
มู่หรงเหยียนเลิกคิ้วสูง "งานเลี้ยง?"
"ใช่เพคะ! เชื้อเชิญเหล่าขุนนาง พ่อค้าใหญ่ และทูตานุทูตจากทุกแคว้นมาร่วมงาน เพื่อให้พวกเขาได้เห็นกับตาว่า 'ความสนิทสนม' ระหว่างท่านอ๋องผู้ดุร้ายกับหมอหญิงต่ำต้อยผู้นี้ มันแน่นแฟ้นและน่าสะพรึงกลัวเพียงใด... และในงานเลี้ยงนั้น หม่อมฉันจะทำให้พวกเขาเข้าใจแจ่มแจ้งว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้กุมเส้นเลือดใหญ่แห่งเศรษฐกิจที่แท้จริง!"
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านอ๋องและชายา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจและความงดงามอันตรายราวกับดอกไม้พิษที่กำลังเบ่งบานท่ามกลางพายุฝน
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายของการวางหมากแก้เกม เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็ดังแทรกขึ้นที่หน้าประตูเรือน พร้อมกับเสียงรายงานที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของมู่หรงเหยียนแข็งค้างไปในทันที
"กราบทูลท่านอ๋อง! ด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ... ม้าเร็วจากชายแดนเหนือส่งสาส์นด่วนแจ้งว่า กองกำลังทหารร้อยนายของแคว้นเป่ยหรงจู่โจมเผาทำลายคลังสินค้าเกลือหลวงของเราราบเป็นหน้ากลอง และ... และมีสิ่งนี้ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุพ่ะย่ะค่ะ!"
องครักษ์เงาคุกเข่าลงด้วยท่าทางตื่นตระหนก พร้อมกับชูหีบไม้สลักลายประหลาดส่งถวาย
มู่หรงเหยียนรับหีบนั้นมาเปิดออกด้วยมือข้างเดียว แววตาคมกริบกวาดมองสิ่งของด้านใน... มันคือ "ป้ายหยกประจำตัว" ของหลินชิงเซียน ที่ควรจะอยู่กับตัวนางในจวนอ๋องแห่งนี้อย่างปลอดภัย!
ชิงเซียนก้มมองที่เอวของตนเอง พบว่าถุงหอมที่ซ่อนป้ายหยกไว้ถูกกรีดขาดด้วยคมมีดตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจล่วงรู้ได้!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และสนับสนุนกันมาจนถึงตอนนี้นะครับ!
ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ•ตอนที่ 26
ประกาศิตจากแดนไกล
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!