กาสะท้อนของกระเบื้องเคลือบสีครามกระทบกับปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมปลอกเล็บทองคำขาวประดับไข่มุกราตรี เสียงนั้นดัง ก๊อก... ก๊อก... ราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลังให้กับผู้ที่บังอาจท้าทายอำนาจมืดในราชสำนัก
หลินชิงเซียนไม่ได้สนใจเสียงประหลาดนั้น นางกำลังจดจ่ออยู่กับการตรวจสอบคราบสารพิษบนแผ่นกระดาษสาโบราณที่ถูกซ่อนไว้ใต้พื้นไม้สักอายุนับร้อยปีของเรือนซูฮวา แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าด—นวัตกรรมล้ำยุคที่นางแอบดัดแปลงขึ้นใช้เอง—ส่องสะท้อนใบหน้าอันงดงามที่เรียบนิ่งดั่งผืนน้ำในบึงลึก แต่แววตากลับคมกริบดั่งใบมีดผ่าตัด
"ขุนนางระดับสูงในราชสำนัก... ช่างกล้ามนักที่ใช้ตราประทับของกรมคลังมาปลอมแปลงสัญญาซื้อขายที่ดินและสินเดิมของท่านแม่" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบจนน่ากลัว แต่แฝงไว้ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกเก็บกดไว้อย่างมิดชิด
"ฮูหยิน... คนของเรารายงานมาว่า ทางฝั่งซ้ายของจวนเสนาบดีกรมการคลังเริ่มเคลื่อนไหวแล้วพ่ะยะค่ะ" เสียงทุ้มต่ำอันทรงอำนาจดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง มู่หรงเหยียน หรือฉินอ๋องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมเกรียมในสมรภูมิ ก้าวออกมาจากเงาสลัวของเสาไม้แกะสลัก ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมังกรห้ากรงเล็บสีดำสนิททำให้บรรยากาศภายในห้องกดดันยิ่งขึ้นไปอีก เขาก้าวเข้ามาใกล้ ยื่นมือหนาออกไปหมายจะโอบกอดเอวบางของนางเพื่อปลอบประโลม แต่กลับชะงักเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยว
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดต้องให้ท่านมาปกป้องจากสุนัขรับใช้พวกนี้หรอกนะ" ชิงเซียนเอ่ยเสียงเรียบ นางตวัดสายตามองชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีด้วยความรู้ทัน "อีกอย่าง... มือของท่านควรใช้จับกระบี่ไล่ล่ากบฏที่ชายแดน ไม่ควรมาแปดเปื้อนกับเอกสารสกปรกโสโครกเหล่านี้"
มู่หรงเหยียนแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก แววตาดุร้ายคู่นั้นทอประกายความเอ็นดูระคนความพึงพอใจที่ยากจะปิดมิด "เจ้าช่างสามห้าวขึ้นทุกวันแล้วนะ ชายาข้า... กล้าไล่สามีผู้กุมกองทัพพยัคฆ์เช่นข้าทางอ้อมเชียวหรือ? แต่กระดาษแผ่นเดียวนี้... กลับมีค่าพอกลืนกินหัวคนครึ่งราชสำนักได้เชียวนะ"
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งการหักเหลี่ยมเฉือนคม รายละเอียดเครื่องแต่งกายและข้าวของเครื่องใช้ในห้องล้วนสะท้อนถึงความสูงส่งและสถานะอันมั่นคง แต่ทว่ากลับสั่นคลอนด้วยลมพายุแห่งการแย่งชิงอำนาจ ชิงเซียนหยิบกล่องไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายหงส์เคียงมังกรขึ้นมา มันคือกล่องสมบัติชิ้นสุดท้ายที่มารดาผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้ ก่อนที่ตระกูลหลินจะถูกอำนาจมืดกลืนกินจนแทบไม่เหลือซาก
ภายในกล่องนั้น นอกจากโฉนดที่ดินนับพันไร่และบัญชีการค้าสำเภาหลวงแล้ว ยังมีจดหมายลับที่ประทับตราลัญจกรของ 'อัครเสนาบดีจ้าว' ขุนนางใหญ่ผู้กุมอำนาจบริหารฝ่าย civiles และเป็นตาแก่จอมเจ้าเล่ห์ที่องค์จักรพรรดิยังต้องเกรงใจ เนื้อความในจดหมายระบุชัดเจนถึงแผนการ "ลอบสังหาร" และ "ฮุบมรดก" ของฮูหยินเอกสกุลหลินเมื่อยี่สิบปีก่อน โดยมีหลักฐานการโอนถ่ายสินทรัพย์ทั้งหมดไปยังคลังลับของสกุลจ้าวและพรรคพวกในราชสำนัก
"หึ... อัครเสนาบดีจ้าวซ่านจื้อ" ชิงเซียนแค่นยิ้มหยัน นึกถึงใบหน้าจอมปลอมของตาแก่หนังเหี่ยวผู้นั้นที่มักจะแย้มยิ้มอย่างใจดีในงานเลี้ยงในวังหลวง "แก่คราวปู่แล้วแท้ๆ แต่ยังมีความโลภไม่เข้าเรื่อง ขุดหลุมฝังตัวเองไว้ลึกขนาดนี้ คงต้องหาคนมากลบดินให้เสียหน่อย"
"เจ้าวางแผนจะทำอย่างไร?" มู่หรงเหยียนหรี่ตาลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความสนใจลึกล้ำ เขารู้ดีว่านางมิใช่สตรีในห้องหอทั่วไป ความฉลาดเฉลียวและเล่ห์เหลี่ยมทางการค้าของนางเทียบชั้นได้กับยอดกุนซือชั้นเซียน ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากของนาง ยิ่งทำให้เขาอดใจสั่นไม่ได้... สตรีผู้นี้ช่างอันตราย และช่างน่าหลงใหลเสียเหลือเกิน
"หม่อมฉันจะไม่ใช้กำลัง... เพราะการฆ่าคนด้วยดาบมันสกปรกเกินไป" ชิงเซียนวางม้วนกระดาษลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับด้วยแผนการร้ายกาจ "เราจะทำให้ตระกูลจ้าวล้มละลายทางเศรษฐกิจเสียก่อน แล้วค่อยดึงหลักฐานชิ้นนี้ออกมาตบหน้าพวกมันกลางท้องพระโรง ในงานฉลองวันพระราชสมภพที่จะถึงนี้"
"ยอดเยี่ยม..." ฉินอ๋องกล่าวชมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เขาก้าวเข้าไปประชิดร่างบาง จนกลิ่นอายบุรุษเพศอันเย้ายวนและอันตรายแผ่ซ่านเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของนาง "สมกับที่เป็นชายาของมู่หรงเหยียน... แต่ก่อนจะไปถึงวันนั้น เจ้าต้องตอบแทนข้าเสียก่อน"
"ตอบแทนเรื่องอะไรของท่านอีก..." ชิงเซียนยังไม่ทันเอ่ยจบ ประโยคคำพูดทั้งหมดก็ถูกกลืนหายไปใต้ริมฝีปากหยักที่ก้มลงมาปิดกั้นอย่างไร้ความปรานี เป็นการจูบที่ดุดัน เอาแต่ใจ และเต็มไปด้วยความโหยหา แต่นุ่มนวลพอที่จะทำให้นางสะท้านไปทั้งร่าง มือหนาของท่านอ๋องรวบเอวบางเข้าหาตัวแน่น ราวกับต้องการหลอมรวมนางให้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ขณะที่ชิงเซียนเองแม้จะพยายามขัดขืนด้วยการทุบอกแกร่งเบาๆ แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความอบอุ่นและแรงดึงดูดอันมหาศาลของบุรุษผู้นี้
ครู่ใหญ่... เมื่ออารมณ์พายุสงบลง มู่หรงเหยียนจึงผละออกช้าๆ ปล่อยให้นางได้สูดอากาศหายใจ ใบหน้าของสตรีงามขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด แม้จะพยายามทำตัวเยือกเย็นเพียงใด แต่นางก็ยังคงเป็นพ่ายแพ้ต่อความเจ้าเล่ห์ของท่านอ๋องผู้นี้อยู่ร่ำไป
"จำไว้... ไม่ว่าเจ้าจะเล่นเกมการเมืองบ้าบิ่นแค่ไหน ข้าจะเป็นคนคอยถือหางให้เจ้าอยู่เบื้องหลังเสมอ" มู่หรงเหยียนกระซิบเสียงพร่าข้างใบหูของนาง ก่อนจะหันไปหยิบถ้วยชาอุ่นๆ ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบเพื่อดับกระหาย
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง... เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนซูฮวา ตามมาด้วยเสียงทุบประตูอย่างรุนแรงและเสียงตะโกนก้องของขันทีหลวง
"มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! เชิญฉินอ๋องและพระชายาออกมารับราชโองการ ณ บัดนี้!"
มู่หรงเหยียนชะงักฝ่ามือที่ถือถ้วยชาค้างไว้กลางอากาศ ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงทันที บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ ชิงเซียนขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณแพทย์สนามและนักธุรกิจผู้ผ่านศึกมาโชกโชนบอกนางทันทีว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
ถ้วยชาหยกขาวในมือของท่านอ๋องยังคงส่งไอความร้อนระอุขึ้นมาจางๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว ก่อนที่มู่หรงเหยียนจะยกถ้วยขึ้นจิบชาอึกสุดท้ายอย่างใจเย็น ท่าทีรา2กับมองไม่เห็นภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา...
ขณะที่ประตูเรือนกำลังถูกพังทลายลงด้วยกำลังทหารองครักษ์หลวง ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอันน่าขนพองสยองเกล้า และในมือของมัน... คือราชโองการลับฉบับใหม่ที่เปื้อนคราบโลหิตสดๆ หยดลงบนพื้นพรมอย่างน่าสยดสยอง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปกับความแสบและลึกล้ำของฮูหยินและท่านอ๋องในตอนนี้นะครับ
ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ•ตอนที่ 10
สืบสาวราวเรื่องถึงรากเหง้า
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!