ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ•ตอนที่ 16

เดินหมากกลางวังหลวง

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางลอยอวลอยู่ในตำหนักสราญรมย์ ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่ากลิ่นยาขมคือความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ ปลายนิ้วเรียวสวยภายใต้แขนเสื้อปักลายหงส์ทองชะงักค้าง หลินชิงเซียนมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองคราบผงสีขาวขุ่นที่นอนก้นอยู่ก้นถ้วยเคลือบกระเบื้องลายครามอย่างพิจารณา สมองอันปราดเปรื่องประดุจคอมพิวเตอร์เมนเฟรมในยุค 80 ของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว—สารปนเปื้อนชนิดนี้ไม่ใช่สมุนไพรจีนทั่วไป หากแต่เป็น ‘ผงหิมะอัคคี’ พิษร้ายแรงที่ออกฤทธิ์กัดกร่อนอวัยวะภายในภายในสามชั่วยาม ผู้ใดคิดการใหญ่ถึงขั้นกล้าลงมือในท้องพระโรงและต่อหน้าพระพักตร์เช่นนี้ ช่างเหิมเกริมและไร้ซึ่งความยำเกรงต่อกฎบ้านกฎเมืองเสียจริง “เหตุใดชายาเอกหลินจึงยังไม่ยอมดื่มเล่า?” เสียงทุ้มต่ำกังวานทว่าแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นดังขึ้นจากเบื้องหน้า อัครเสนาบดีจ้าว สุนัขรับใช้ผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนัก ก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากแถวขุนนาง ใบหน้าประดับรอยยิ้มจอมปลอมที่ฉาบอยู่บนความริษยา “โรคระบาดในมณฑลทางใต้กำลังลุกลาม ท่านอ๋องทรงมีบัญชาให้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของโอสถ หากท่านไม่ยอมดื่มเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ เกรงว่าข้อหา ‘สมคบคิดกับกบฏ’ คงจะหลีกเลี่ยงได้ยากแล้วกระมั้ง” รอบกายเต็มไปด้วยสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมา ขุนนางฝ่ายตรงข้ามต่างลอบยิ้มเยาะรอคอยความพินาศ ขณะที่เหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีทำได้เพียงก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว ทว่าในวินาทีนั้นเอง ประตูบานใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตรก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ร่างสูงสง่าในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมังกรดิ้นทองก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าหนักแน่น ไอสังหารแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วสารทิศ มู่หรงเหยียน หรือฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพายัพ เสด็จมาถึงแล้ว! ดวงเนตรคมกริบดุจพญาเหยี่ยวตวัดมองถ้วยยาในมือชายาตัวเองแวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของอัครเสนาบดีจ้าว บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนอุณหภูมิลดต่ำลงราวกับเข้าสู่ฤดูเหมันต์ “อัครเสนาบดีจ้าว... ดูท่าท่านจะว่างงานมากสินะ ถึงได้มีเวลามาใส่ใจเรื่องในเรือนของเปิ่นหวางถึงเพียงนี้” น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในพงไพร ทำให้ขุนนางเฒ่าถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ท...ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมเพียงแต่ทำตามหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของบ้านเมืองพะยะค่ะ!” อัครเสนาบดีจ้าวฝืนเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้ขาจะเริ่มสั่นเทา “ชายาเอกหลินนำเข้าโอสถที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักหมอหลวง เกรงว่าอาจจะมีเจตนาแอบแฝง...” “เจตนาแอบแฝงหรือ?” หลินชิงเซียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ใสดังกังวานกลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ นางค่อยๆ วางถ้วยยาลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแผ่วเบา ทว่ามั่นคง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอัครเสนาบดีจ้าวตรงๆ รอยยิ้มที่มุมปากของนางงดงาม ทว่ากลับอาบยาพิษยิ่งกว่าของเหลวในถ้วย “ท่านอัครเสนาบดีช่างตาไวเสียจริง ยาสูตรนี้ข้าเพิ่งคิดค้นขึ้นเมื่อคืน ระหว่างที่ท่านควรจะนอนหลับพักผ่อน ไฉนจึงรู้ดีนักว่าในถ้วยมี ‘ผงหิมะอัคคี’ ผสมอยู่ด้วยเล่า? หรือว่า... ท่านเป็นคนแอบเอาผงพิษนี้มาใส่ด้วยตนเองกันแน่?” คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกลางวงประชุม ขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างสูดหายใจเข้าลึกๆ อัครเสนาบดีจ้าวหน้าถอดสี รีบละล่ำละลักปฏิเสธ “เหลวไหล! พระชายาอย่าได้กล่าวหาlogitsเลื่อนลอย กระหม่อมจะเป็นคนใส่ยาพิษได้อย่างไร!” “หากท่านไม่ได้ทำ แล้วไฉนจึงรู้ว่าเป็นผงหิมะอัคคี มิใช่เกลือหรือแป้งฝุ่นเล่า?” หลินชิงเซียนก้าวเท้าเข้าไปหาช้าๆ ทุกย่างก้าวของนางงดงามประดุจกวางสาว ทว่ากดดันคู่สนทนาจนต้องถอยหลังกรูด “ท่านพ่อค้าวานิชหน้าเลือดทั้งหลาย มักคิดว่าตนเองฉลาดที่สุดที่สามารถชักใยคนอื่นได้จากเบื้องหลัง แต่ลืมไปว่า... ในสายตาของแพทย์ผู้มองทะลุถึงโครงกระดูก กลลวงตื้นๆ เช่นนี้มันน่าสมเพชเพียงใด!” ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าหายใจแรง มู่หรงเหยียนมองแผ่นหลังบางของชายาตัวเองด้วยแววตาที่ฉายประกายความพึงพอใจและลุ่มหลงอย่างปิดไม่มิด สตรีของเขา... ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ นางมิได้เป็นเพียงดอกไม้ประดับจวนอ๋อง หากแต่เป็นยอดกุนซือผู้สามารถพลิกกระดานหมากในวังหลวงได้ด้วยวาจาเพียงไม่กี่คำ “บังอาจ!” อัครเสนาบดีจ้าวหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว “ท่านอ๋อง! พระชายาล่วงเกินขุนนางผู้ใหญ่ ดูหมิ่นเบื้องสูง สมควรได้รับโทษทัณฑ์สถานหนักพะยะค่ะ!” “โทษทัณฑ์รึ?” มู่หรงเหยียนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปโอบเอวบางของหลินชิงเซียนเข้าหาตัวอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ ดวงเนตรดุร้ายกวาดมองขุนนางกังฉินทั้งหมดราวกับมองมดปลวก “ภรรยาของเปิ่นหวาง ต่อให้จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเล่น เปิ่นหวางก็อนุญาต! ส่วนเจ้า... บังอาจวางยาชายาเอกของอ๋องผู้ครองนคร ทหาร! ลากตัวอัครเสนาบดีจ้าวไปขังคุกใต้ดิน สอบสวนให้สิ้นซากว่าเบื้องหลังมีใครบงการ!” สิ้นคำสั่ง ทหารองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตก็พุ่งเข้ามาตรึงตัวอัครเสนาบดีจ้าวไว้ทันที เสียงร้องโวยวายขอความความเป็นธรรมดังลั่น ก่อนจะค่อยๆ เงียบหายไปตามทางเดินมืดมิด บรรยากาศในท้องพระโรงกลับคืนสู่ความสงบ ทว่าไม่มีใครกล้าสบตาฉินอ๋องและพระชายาอีกเลย หลินชิงเซียนเงยหน้าขึ้นมองสามีผู้ดุร้าย นางยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้อย่างท้าทาย “ท่านอ๋องทรงใช้อำนาจตามอำเภอใจเช่นนี้ เกรงว่าวันหน้าข้าคงต้องสร้างศัตรูเพิ่มอีกโขคอยดู” มู่หรงเหยียนโน้มใบหน้าลงกระซิบข้างใบหูของนาง เสียงทุ้มแหบพร่าเต็มไปด้วยความรักใคร่ระคนเอ็นดู “ต่อให้เจ้าจะเผาวังหลวงจนราบเป็นหน้ากลอง เปิ่นหวางก็จะหาฟืนมาเติมให้... ชายาของข้า” ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังหวานซึ้ง ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบซีดเผือก มือที่ถือราชโองการสั่นเทาราวกับจับลูกนกตกน้ำ “ท...ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ... ราชโองการด่วนจากห้องทรงพระอักษร... แคว้นเป่ยเหลียงทางเหนือส่งกองทัพประชิดชายแดนแล้ว และ... และพวกมันระบุเงื่อนไขเดียวที่จะสงบศึก คือต้องส่งตัว ‘พระชายาหลินชิงเซียน’ ไปบรรณาการยังค่ายกลของพวกมันภายในเจ็ดวันพะยะค่ะ!” ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "เฉินเว่ยสายลุย" ครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%